Wednesday, June 01, 2005

ใช้ KM ทำ Knowledge Capture

Please see http://gotoknow.org/cgi-bin/me/archive/2005/06/01/00/37/14/e27

วิจารณ์ พานิช
1 มิ.ย.48

การจัดการความรู้กับ อบต.

โปรดดูที่ http://gotoknow.org/cgi-bin/me/archive/2005/05/31/02/26/52/e21
วิจารณ์
๑ มิย. ๔๘

ความเคลื่อนไหวในวงการ KM

Please see http://gotoknow.org/cgi-bin/me/thaikm
Vicharn

Tuesday, May 31, 2005

แนะนำ blog ใหม่ ของ ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช

แนะนำ blog ใหม่ ของ ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
วิจารณ์ พานิช
31 พ.ค.48

ผมได้เปิด blog ใหม่ที่ http:/thaikm.gotoknow.org และจะค่อย ๆ ลดกิจกรรมของ blog-for-thai-km ไปใช้บริการของ www.gotoknow.org แทน เพราะนี่คือเว็บไซต์ไทย พัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อให้บริการ blog โดยนักวิชาการไทย คือ ดร. จันทวรรณ น้อยวัน และ ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ แห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิจารณ์ พานิช
31 พ.ค.48

Monday, May 30, 2005

ความรู้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการขนาดไมโคร

ความรู้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการขนาดไมโคร
วิจารณ์ พานิช
30 พ.ค.48

วันนี้ (19 พ.ค.) ผมได้พบกับเพื่อนร่วมงานเก่าสมัยอยู่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือคุณดวงพร กาญจนทิตต์ ซึ่งเวลานี้เป็นเจ้าของและผู้จัดการ บริษัท เซาท์ อะโกร โปรดักส์ จำกัด ได้ข้อคิดเห็นมาฝาก 2 เรื่อง คือ
1. สินทรัพย์ของผู้ประกอบการ
2. การวิจัยและพัฒนากับผู้ประกอบการ
เป็นเรื่องใหญ่ทั้งคู่เลยนะครับ แต่ผมจะเล่าย่อ ๆ เท่านั้น


สินทรัพย์ (Assets) ของผู้ประกอบการ
คุณดวงพร และน้องชายคือ คุณสยาม ศรีสุวรรณ์ ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการตั้งตัวเป็นผู้ประกอบการขนาด micro – enterprise (เล็กกว่า SME ลงไปอีก) มา 4 ปีแล้ว เพื่อทำธุรกิจในด้านผลิตภัณฑ์ผัก – ผลไม้ สำหรับตลาด high-end เป็นผลิตภัณฑ์ทีมีการใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปหรือเก็บรักษา จนถึงปัจจุบันกิจการของบริษัทก็ยังอยู่ในลักษณะเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า แต่ก็อยู่ในฐานะที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในสภาพเช่นนี้ผู้ประกอบการหลายคนคงจะถอดใจ แต่คุณดวงพรและคุณสยามยังคงสู้ต่อ ผมได้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ฐานะของบริษัทในด้านการเงินยังมีปัญหาอยู่ แต่บริษัทได้สั่งสมสินทรัพย์เชิงปัญญา (Intellectual Assets) และสินทรัพย์เชิงสังคม (Social Assets) จำนวนมาก ได้แก่ความสัมพันธ์กับเกษตรกรที่ปากพนัง, ชาวสวนมังคุดที่นราธิวาส, ความสัมพันธ์กับนักวิจัยชั้นยอดหลายคนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ความรู้ความเข้าใจและความสัมพันธ์กับบริษัทส่งออกของไทย, หน่วยงานราชการไทย อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กรมส่งเสริมการส่งออก, สวทช., ความสัมพันธ์กับบริษัทนำเข้าต่างประเทศ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้ ซึ่งจัดเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ

นี่คือวิธีคิดแบบ KM

ต่อไปเมื่อคุณดวงพร และคุณสยาม สามารถประกอบความรู้ เหล่านี้ ให้สร้าง มูลค่า (value) ทางธุรกิจได้ ในลักษณะที่สูงกว่ามูลค่าการลงทุน ธุรกิจก็จะมีกำไร “อยู่ได้” แต่ถึงแม้จะ “อยู่ได้” แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ ต้องคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาตลาด อยู่ตลอดเวลา เรื่องสำคัญที่ผมคุยกับสองพี่น้องนี้ คือ ต้องไม่หยุดอยู่แค่กำไร กับ “อยู่ได้” เชิงธุรกิจเท่านั้น ต้องมองที่ “อยู่ดี” เชิงสังคมด้วย คือผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน กับเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ นักวิจัยผู้ผลิตความรู้ และผู้บริโภคซึ่งเป็นเสมือนผู้อุปถัมภ์

นี่ก็เป็นวิธีคิดแบบ KM

การวิจัยและพัฒนากับผู้ประกอบการ

เนื่องจากคุณดวงพรมีเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตภัณฑ์ด้านผัก – ผลไม้ ระดับ high – end จึงต้องมีการวิจัยและพัฒนาด้านวิธีการผลิต หรือซื้อทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นผลงานวิจัยมาใช้ผลิตในระดับอุตสาหกรรม เธอเล่าประสบการณ์ความยากลำบากที่น่าตื่นตาตื่นใจในการซื้อ license ผลการวิจัยแปรรูปมังคุดที่ สวทช. เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผลงานวิจัยที่ทำโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เธอต้องจ่ายค่า royalty เป็นเงิน 2% ของยอดขาย หรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี โดยที่ในรายงานผลการวิจัยระบุว่า shelf life ของผลิตภัณฑ์อยู่ได้ถึง 1 ปี แต่พอผลิตเข้าจริงเพียงไม่ถึง 6 เดือน ผลิตภัณฑ์ก็เปลี่ยนสีแล้ว แสดงให้เห็นว่าความรู้ที่ต้องการใช้ในขั้นตอนการผลิตและการตลาด มีมากกว่าความรู้ในชั้นวิจัย ดังนั้นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยจะต้องไม่ใช่แค่ทำงานในระดับห้องทดลองเท่านั้น จะต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในระดับของการผลิตจริงด้วย และประสบการณ์ในการทำงานตามขั้นตอนนี้จะมีผลป้อนกลับไปสู่การผลิตผลงานวิจัยในระดับวิชาการด้วย

สคส. กำลังจะไปจัดตลาดนัดความรู้ การจัดการงานวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ระหว่างวันที่ 19 – 20 มิ.ย.48 ที่โรงแรมหาดแก้ว รีสอร์ท จ.สงขลา คงจะได้นำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุมด้วย


รูปคุณดวงพร & คุณสยาม


รูปผลิตภัณฑ์มังคุดกึ่งแห้ง


ลักษณะมังคุดกึ่งแห้ง

วิจารณ์ พานิช
19 พ.ค.48

Friday, May 27, 2005

วัฒนธรรมองค์กรของราชการเป็นแบบใช้อำนาจสั่งการ จะทำ KM ได้จริงหรือ
วิจารณ์ พานิช
27 พ.ค.48

นี่คือคำถามที่ผมได้รับจากการไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า ในหลักสูตร “การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน” รุ่นที่ 4 ในหัวข้อ “องค์การแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้” เมื่อวันที่ 14 พ.ค.48 เป็นเวลา 3 ชม. แต่บรรยายจริง ๆ เพียง 2 ชม.

ผมบรรยายหัวข้อนี้ในหลักสูตรนี้มาทุกรุ่น รุ่นนี้บรรยายต่างไปจากเดิมคือเน้นภาคปฏิบัติมากขึ้น และตกลงกับกรรมการและเลขานุการหลักสูตร (ผศ. ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา) ว่าถ้ายังเชิญผมมาพูดอีกในปีหน้า ขอเปลี่ยนเป็นทำ workshop เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ดีกว่ามาก แม้จะจัด workshop ยากเพราะนักศึกษาจำนวนกว่า 180 คน และมาจากหลากหลายพื้นฐานการงานและการศึกษา แต่สามารถทำได้ โดยต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าทั้งฝ่ายผู้บริหารหลักสูตร นักศึกษา และ สคส. อาจารย์ปัณรสบอกว่าถ้าอย่างนั้นจัด 6 ชั่วโมง คือเต็มวันเลย ซึ่งจะยิ่งดี ถ้ามีการดำเนินการในปีหน้าก็จะนำประสบการณ์ที่ท้าทายยิ่งกว่านี้มาเล่าให้ฟังครับ

กลับมาที่คำถามของพันตำรวจเอกท่านหนึ่งที่เป็นนักศึกษา ที่จริงท่านยกตัวอย่างและคำพูดเป็นรูปธรรมมาก ว่าในราชการโดยเฉพาะตำรวจ ทหาร มหาดไทย เวลานายเรียกลูกน้องมาสั่งการ พอลูกน้องอ้าปากจะพูด นายก็จะบอกว่า “เอ็งไม่ต้องพูด กลับไปทำตามที่กูสั่ง” นี่เป็นคำสุภาพแล้วนะครับ เพราะหลายคนพูดว่า “มึง” (ผมขออภัยข้าราชการผู้ใหญ่ที่พูดคำสุภาพกับลูกน้องไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผมเคารพท่านเหล่านี้มาก) หรือเวลานายบอกลูกน้องว่า “เรื่องนี้คุณลองกลับไปคิดดู แล้วเสนอความเห็นมา ลูกน้องก็คิดในใจว่า “เก่งขนาดนายยังคิดไม่ออก จะให้กูคิดออกยังไงวะ”

คำถามคือ สภาพความจริงเป็นอย่างนี้ แล้วจะให้มีการสร้างความรู้ขึ้นใช้งานตามหน้าที่ของตน ร่วมกันสร้างความรู้จากการปฏิบัติ มีการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ร่วมกัน ทุกคนเป็น “ผู้นำ"”ฯลฯ ตามที่ผมบรรยายได้อย่างไร

นี่คือคำถามที่เป็น “หัวใจ” ของ KM ในส่วนราชการ ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้เป็นเช้าวันที่ 15 พ.ค. อีกสักครู่ผมจะเดินทางไปจังหวัดชุมพร ไปเป็น “กองหลัง” ให้คุณวรรณา เลิศวิจิตรจรัส เป็นวิทยากรจัด workshop เรียนรู้ KM ให้แก่ “ผู้ว่า CEO” จังหวัดชุมพร โดยใช้ “หัวปลา” เรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้ดี เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง” เป็นตัวเดินเรื่อง โดยจัด 1 วันในวันที่ 16 พ.ค.48 ผมกะจะเอาคำถามนี้ไปถามผู้เข้าร่วม workshop แล้วจะเอาคำตอบมาเล่าสู่กันฟัง

ผมกลับมาจากจังหวัดชุมพรแล้วครับ ขณะนี้เป็นตอนเย็นวันที่ 17 พ.ค. บรรยากาศของ workshop ที่จังหวัดชุมพรตอกย้ำความเป็นจริงตามคำถามที่ผมได้รับจากการไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า

วัฒนธรรมการงานของราชการในระดับจังหวัดหนักหน่วงเอาการ ผมไม่ทราบว่าจังหวัดอื่น ๆ จะเป็นเช่นนี้ไหม

แม้สถานการณ์จะหนักหน่วง ผมก็ไม่สิ้นหวังครับ เพราะว่าความจริงก็จะเป็นความจริง จังหวัดไหน หน่วยราชการไหน ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานจากต่างคนต่างทำ ต่างหน่วยต่างทำ ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เรียนรู้ ไม่แลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ จังหวัดนั้น หน่วยราชการนั้นก็จะตกต่ำ จนอยู่ไม่ได้และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรง ในการเปลี่ยนแปลงรุนแรงข้าราชการก็จะยากลำบากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบพัฒนา

คำตอบของผมต่อคำถามตามหัวข้อ คือ ทำได้ แต่จะยากหน่อยและต้องการการจัดการที่จริงจังมากขึ้น ต้องออกแรงมากหน่อย และอาจต้องอดทนต่อสู้กับความยากลำบากนานหน่อย ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงต้องเอาจริงเอาจังและเชื่อมั่นในคุณค่าของ KM หรือมิฉะนั้นก็อาจทำในหน่วยงานย่อยภายใต้ภาวะผู้นำของหน่วยงานย่อย เหมือนอย่างที่ผมเคยทำที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยที่ในภาพรวมของมหาวิทยาลัยไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง

จุดที่สำคัญคือ ใช้ KM ภายใต้ความรับผิดชอบของเราเอง ภายในหน่วยงานของเราไม่เน้นการควบคุมสั่งการ แต่เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หน่วยของเราก็ได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องอดทนต่อบรรยากาศแวดล้อมขององค์กรใหญ่ไม่เอื้ออำนวย อย่างที่ผมเคยต้องอดทน แต่เราก็ได้เรียนรู้คุ้มค่าครับ

ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ เราก็เปลี่ยนที่ตัวเราเองก่อน เปลี่ยนในหน่วยงานที่เรารับผิดชอบก่อน ต่อเมื่อมีโอกาส จึงค่อยร่วมกับภาคีแนวร่วมดำเนินการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่

วิจารณ์ พานิช
18 พ.ค.48

Thursday, May 26, 2005

อีกหนึ่งประตูสู่วงการศึกษาของ KM

อีกหนึ่งประตูสู่วงการศึกษาของ KM
วิจารณ์ พานิช
26 พ.ค.48

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.48 ดร. ประพนธ์และผมได้รับเชิญจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิง ดร. กษมา วรวรรณ ไปรับประทานอาหารเที่ยง ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง อาหารอร่อยและแน่นท้องดี (มากด้วยคุณภาพและปริมาณ) ขอขอบพระคุณท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการมา ณ ที่นี้

นักเศรษฐศาสตร์มีคำกล่าวว่า “ไม่มีอาหารฟรี” (There is no free lunch) ซึ่งเป็นความจริงสำหรับอาหารเที่ยงมื้อนี้ ท่านปลัดฯ และประธานที่ปรึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา (ศ. สุมน อมรวิวัฒน์) ต้องการให้ สคส. เข้าไปช่วยจัดกระบวนการเพื่อปรับแนวทางการทำงานของสถาบันนี้

เอาเข้าจริง ๆ เราได้งานกลับมา 2 ชิ้น เป็นงานที่เคี้ยวยาก (คือไม่หมู) ทั้ง 2 ชิ้น แต่เราก็ยินดีรับภาระนี้มา เพราะเป็นงานที่จะมีคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

ถึงแม้งานทั้ง 2 ชิ้นจะกระดูก แต่เราก็ไม่ยั่น เพราะ สคส. ไม่ใช่ผู้เคี้ยว คนเคี้ยวคือกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาเอง ที่จริงก็คงไม่ปล่อยให้กระทรวงฯ และสถาบันฯ เป็นผู้เคี้ยวเองทั้งหมด สคส. คงเข้าไปช่วยด้วย แต่ สคส. คงจะมีบทบาทเพียงไม่ถึง 5% อีก 95% เป็นเรื่องที่กระทรวงฯ และสถาบันฯ จะต้องทำเอง

เจ้าของ “หัวปลา” คือกระทรวงฯ และสถาบันฯ ไม่ใช่ สคส. แต่ สคส. จะให้ความร่วมมือเป็น “ผู้ช่วยพระเอก” หรือในภาษาด้านการจัดการความรู้ของเราเป็น “คุณอำนวย”

เริ่มต้นของการสนทนา ท่านปลัดฯ ปรารภว่า ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ได้มาแนะนำท่านว่า สคส. มีวิธีการที่น่าจะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีทำงานของสถาบันฯ

ผมได้เรียนที่ประชุม (ที่จริงเป็นการกินไปคุยไปแบบที่ฝรั่งเรียกว่า working lunch) ว่า สถาบันฯ อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนทิศทาง 180 องศา จากกระบวนทัศน์ training mode ไปเป็น learning mode คือเปลี่ยนจากเน้นการฝึกอบรม ไปเน้นการเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้
การฝึกอบรมเป็นโลกทัศน์แบบ top – down เน้นการให้ความรู้โดยมีวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แต่การเรียนรู้เป็นโลกทัศน์ใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการเรียนจากการปฏิบัติ จากการปฏิบัติสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติและนำไปสู่การปฏิบัติใหม่ หมุนเวียนไม่รู้จบ

การฝึกอบรม มีลักษณะเป็นการมาเข้า course นั่งฟังบรรยายหรือมีการเดินทางไปดูงานบ้าง แต่ในกระบวนทัศน์ของ learning mode การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้โดยการปฏิบัติงานตามปกตินั้นเอง เป็น action learning

ท่านปลัดฯ ได้ยินแค่ keyword 2 คำ คือ training mode กับ learning mode ก็ปิ๊งทันที ว่านี่แหละแนวทางที่ต้องการมานาน

ท่านจึงเสนอโจทย์ข้อ 2 ทันที คือการศึกษานอกโรงเรียน

สรุปว่า สคส. จะให้ความร่วมมือแก่กระทรวงศึกษาธิการในการเริ่มต้นดำเนินการจัดการความรู้ใน 2 หน่วยงานคือ
- สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
- กรมการศึกษานอกโรงเรียน

ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ กล่าวว่า ท่านโชคดีที่ได้เข้ามาเห็นการทำงานและวิวัฒนาการของ สคส. มาตั้งแต่ต้นในฐานะกรรมการนโยบาย สคส. มาบัดนี้ท่านเห็นว่าวิธีการจัดการความรู้ที่ สคส. นำเสนอต่อสังคมไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษามาก โดยที่วิธีคิดและวิธีทำงานจัดการความรู้ของ สคส. แตกต่างไปจากวิธีคิดของท่านและนักการศึกษาที่ท่านคุ้นเคย และน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ reform สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาที่ท่านเป็นประธานที่ปรึกษาอยู่

ผมได้เรียนต่อที่ประชุมว่า วิธีการจัดการความรู้ของ สคส. จะเน้นที่ tacit knowledge เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับ tacit knowledge ผ่านการปฏิบัติงานจริง ๆ ซึ่งภารกิจเช่นนี้เป็นของ “คุณกิจ” แต่ก็ต้องมี “คุณอำนวย” ช่วยจุดประกายและอำนวยความสะดวกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ สคส. จะเข้าไปช่วย ก็คือการแนะนำวิธีการจัดการความรู้ให้แก่หน่วยงานทั้งสอง แต่ข้าราชการของหน่วยงานจะยอมรับหรือไม่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ สคส. แต่เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานทั้งสองเอง
สมมติว่าหน่วยงานทั้งสองยอมรับและร่วมมือในการดำเนินการจัดการความรู้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และกลายเป็นองค์กรเรียนรู้ได้ภายในปีสองปี เป้าหมายของการดำเนินการเช่นนี้คือ 10 ปี ถ้าเราเปลี่ยนจนเห็นได้ชัดภายใน 4 – 5 ปีก็ต้องถือว่าเก่งมาก จะต้องมีการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างดีมาก และสังคมไทยควรต้องฉลองแสดงความชื่นชมต่อผู้บริหารและบุคลากรภายในหน่วยงานเป็นการใหญ่

ผมมองว่าปัจจัยของความสำเร็จในการคิดการณ์ใหญ่ของท่านปลัดฯ ในครั้งนี้น่าจะได้แก่
(1) การวางยุทธศาสตร์ระยะยาว
(2) มีการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ต่อสู้อุปสรรคไม่ท้อถอย
(3) มีกระบวนการสร้าง shared vision ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
(4) มีการจัดการให้เกิดความสำเร็จเล็ก ๆ กระจายไปทั่วองค์กร แล้วขยายความสำเร็จให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
(5) มีการนำความสำเร็จ/ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาขยายผล เสริมด้วยความรู้จากภายนอก นำมาสร้างความสำเร็จเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยเป็นขั้นตอน
(6) มีทั้งยุทธศาสตร์เชิงระบบ และยุทธศาสตร์ดำเนินการที่จุดเด่นเป็นจุด ๆ ให้ทั้ง 2 ยุทธศาสตร์เกิด synergy กัน

จะเห็นว่าทั้ง 6 ข้อนี้เป็นเรื่องภายในองค์กรทั้งสิ้น ที่จะต้องมีทีมยุทธศาสตร์ ทีมจัดการ
และทีมปฏิบัติ ส่วน สคส. เราช่วยแนะนำการใช้เทคนิคการจัดการความรู้ไปใช้เท่านั้น

เท่ากับหน่วยงานทั้ง 2 จะต้องมีทีม champion ของการเปลี่ยนแปลงทำงานอย่างเป็นระบบ และต่อสู้กับความยากลำบาก

ถ้ายังไม่มี commitment ในระดับนี้ การเริ่ม KM Workshop ก็จะไม่ก่อผลดังหวัง หรือทำเพียงให้ได้ชื่อว่าได้ทำ KM workshop แล้วเท่านั้น

ผมฝันว่า ใน 5 – 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะได้แสดงความชื่นชมยินดีในการ reform หน่วยงานทั้งสองนี้

วิจารณ์ พานิช
10 พ.ค.48

Wednesday, May 25, 2005

การจัดการความรู้ที่นครสวรรค์

การจัดการความรู้ที่นครสวรรค์
วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

เมื่อวานได้สัญญาไว้ ว่าจะเอาเรื่องนครสวรรค์มาเล่า ข้อเขียนต่อไปนี้เขียนโดย นพ. สมพงษ์ ยูงทอง (yoongtong@gmail.com, 01-281-8213) ร่วมกับ อ.พรรณภัทร ใจเอื้อ

เราจะทำอะไรที่นครสวรรค์ เกี่ยวกับการจัดการความรู้

นครสวรรค์ฟอรั่ม
แกนนำประมาณ 10 คน ทำงานเพื่อ ความเข้มแข็งของท้องถิ่นและประชาสังคม กลยุทธที่ทำ คือ การส่งเสริมการรวมกลุ่ม+การถักทอเครือข่าย+การเคลื่อนไหวสังคม ช่วงหลังเราทำงานโดย สร้าง-ใช้-สื่อสาร ความรู้ใน เกือบทุกบริบท ของการเคลื่อนไหว(มิได้เชี่ยวชาญ ทำไป-เรียนรู้ไป)
ทำงานหลายเรื่องตั้งแต่ 2540 เป็นต้นมา ที่สำคัญๆ อาทิ SIF แผนแม่บทชุมชน วิทยุชุมชน ผืนป่าตะวันตก-สิ่งแวดล้อม ฯลฯ งานล่าสุดคือโครงการชีวิตสาธารณะฯ ร่วมกับ LDI โครงการเครือข่ายโรงเรียนชาวนาร่วมกับวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) และทำงานด้านนโยบายในฐานะกรรมการระดับต่างๆ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดฯ (CEO) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ (อบจ.)

โครงการที่จะร่วมกับระบบราชการ 2 โครงการ
1) โครงการ “เครือข่ายโรงเรียนชาวนา” ร่วมกับ ผู้ว่าฯ CEO
1.1) สาระสำคัญ ของโครงการคือ การส่งเสริมให้ ชาวบ้านระดับหมู่บ้าน มารวมตัวกัน >10 คน ร่วมทำการศึกษาวิจัย (จัดการความรู้) แบบชาวบ้าน เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากที่เกี่ยวกับการทำนา โดยมีทีมงาน คนภายนอก อาจเป็น นักกิจกรรม, เจ้าหน้าที่, ผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ ที่มีฉันทะที่จะเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน เป็นเพื่อนคอย ช่วยสนับสนุนในสิ่งที่จำเป็น เช่น แนะนำเรื่องกระบวนการ ประสานความรู้-ความเชี่ยวชาญจากแหล่งอื่นมาหนุนเสริม งบประมาณบางส่วน (ที่ไม่ไปสร้างความอ่อนแอในระยะยาว) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามกลุ่ม ฯลฯ
1.2) ณ วันนี้ พื้นที่ปฏิบัติการ กลุ่มเดิมประมาณ 14 แห่ง เริ่มทยอยเข้ามาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมประมาณ 25 แห่ง ระดับความเข้มแข็ง แต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน แบ่งเกรดได้ประมาณ A B C
1.3) เนื้อหาที่ใช้เป็นตัวเดินเรื่อง คือ ข้าว ตั้งแต่เรื่องปุ๋ย สูตรบำรุงดินรูปแบบต่างๆ การเรียนเรื่องระบบนิเวศน์ของนาข้าว การคัด-ผสมพันธุ์ข้าว การจัดตั้งศูนย์(โรงงาน)-กองทุนผลิตปุ๋ย การค้าข้าว ฯลฯ
1.4) เป้าหมาย ในมุมมองของเรา ในภาพรวม คือ เกิดกลุ่มเรียนรู้(Learning Node) มีทักษะในระบบคิด กระบวนการกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาของสมาชิกร่วมกัน มีการขึ้นโครง ของการเชื่อมโยงเครือข่ายของกลุ่มเหล่านี้ (Network) และเริ่มปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ในระดับต่างๆ กับภาครัฐ ทั้งในระดับ อบต. อำเภอ จังหวัด ฯ
2) โครงการ“ส่งเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความยากจน จังหวัดนครสวรรค์”
2.1) มีเครือข่าย องค์กรชุม ในพื้นที่นครสวรรค์ ที่มาศักยภาพและประสานเชื่อมโยงได้ ดังนี้
(1) เครือข่ายเข้มแข็ง 2 แห่ง ได้แก่ เครือข่ายพื้นที่ อ.ไพศาลี และ เครือข่าย กิ่ง อ.แม่เปิน-อ.แม่วงศ์ (2) เครือข่ายพื้นที่เพิ่งก่อรูป 1 แห่ง คือ เครือข่าย อ.หนองบัว
(3) เครือข่ายโรงเรียนชาวนา ประมาณ 14 แห่ง(ผลจากข้อ 1)
2.2) จะมีการบูรณาการ ความร่วมมือ จากหลายหน่วยงาน โดยมี นครสวรรค์ฟอรั่มเป็นทีมประสาน อบจ.นครสวรรค์ กับ ผู้นำเครือข่ายในพื้นที่ (และอาจมี อบต.) เป็นเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพรอง ได้แก่ ม.ราชภัฏนครสวรรค์, กศน.,พอช.,มูลนิธิสืบฯ, และ อื่นๆที่อาจสมทบมาภายหลัง ร่วมกัน ผลักดันการพัฒนาในพื้นที่เป้าหมายอย่างบูรณาการ ในทุกๆด้านที่เจ้าของพื้นที่ต้องการ แนวทางการทำงาน เน้น การมีส่วนร่วม การใช้ปัญญาหรือการจัดการความรู้ในทุกบริบท และการพัฒนาศักยภาพของทีมผู้นำชุมชน
2.3) โครงการนี้ ดำเนินการ 3 ปีติดต่อกัน(ตามวาระของนายก อบจ.) และได้มีการเตรียมการ จัดตั้งระบบบริหารจัดการโครงการไปบ้างแล้ว เช่น การตั้งสำนักงาน การตั้งคณะกรรมการประสานงานระดับจังหวัด การตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ตามเครือข่าย มีการบรรจุเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มเวลาลงไปในระบบ
2.4) เราถือว่า ทุกที่ ทุกคน ทุกเนื้อหางาน เป็นการเรียนรู้ ทางทีม โปรแกรมพัฒนาชุมชน ม.ราชภัฎจะเป็นแม่งาน กศน. เป็นภาคีร่วม ในการที่จะดูแลเรื่องกระบวนการการเรียนรู้ และจะเทียบโอน ผลการเรียนรู้(ท่ามกลางการปฏิบัติ)ไปเป็นหน่วยกิจ หรือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเลื่อนระดับวุฒิทางการศึกษาได้ ระดับก่อนปริญญาเป็นของ กศน. ส่วนระดับ ปริญญาและหลังปริญญา เป็นหน้าที่ของ ม.ราชภัฏ เรื่องนี้ ได้ประสานกับ กศน.จังหวัดนครสวรรค์ และอธิการบดีฯ ในเบื้องต้นแล้ว
2.5) ทางทีม ม.มหิดล โดย การนำของ ดร. เนาวรัตน์ พลายน้อย จะร่วมกระบวนการ โดย จะมีโปรแกรมการฝึกอบรม-เรียนรู้ การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อความเข้มแข็งของท้องถิ่น สมทบ โดยจะประสานกับทางราชภัฏ(หารือกัน 19 พ.ค.2548)
2.6) ได้มีการกำหนด กรอบยุทธศาสตร์และกลยุทธ ในการขับเคลื่อนงานของพื้นที่แล้ว 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายไพศาลี และ เครือข่าย แม่เปิน-แม่วงศ์ ยุทธศาสตร์ สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การจัดการป่าไม้, ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ, ยุทธศาสตร์การปรับระบบการเกษตรแบบเคมีมาสู่เกษตรชีวภาพ, ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน, ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค ได้มีการกำหนดกลยุทธการพัฒนาสำคัญๆไว้บางส่วนแล้ว

กลุ่มคนที่เป็นโอกาส ของการส่งเสริมพัฒนา ในด้านการจัดการความรู้
1) ผู้นำชุมชน ในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาเกี่ยวข้องในบริบทต่างๆ
2) ผู้นำชุมชน ในส่วนขององค์กรชาวบ้านและที่ทำงานอยู่ในเมือง
3) ทักษะการดำเนินงาน-การพัฒนาบนฐานความรู้ ของภาคีผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
4) การพัฒนาโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง(Area-function development) ซึ่งมีโอกาสทั้งระดับ อำเภอ หรือ ตำบล โดยเฉพาะใน 2 เครือข่ายที่มีพื้นฐานดี ได้แก่ ไพศาลี และแม่เปิน-แม่วงศ์

นพ.สมพงษ์ ยูงทอง 20 พ.ค.2548


น่าชื่นใจนะครับที่มีกลุ่มคนรวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ เป็นเครือข่าย มีความร่วมมือกันทั้งในภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ที่สำคัญคือทำโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่หวังหาเสียง หรือหาผลประโยชน์ใด ๆ

ถ้าจังหวัดใดมีกลุ่มประชาสังคมที่ดำเนินการจัดการความรู้ในทำนองนี้ โปรดแจ้งให้ สคส. ทราบบ้างนะครับ เราจะเอามาเผยแพร่ให้เกิด “เครือข่ายคนทำจริง” ทั่วบ้านเมือง

วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

การจัดการความรู้ท้องถิ่น

การจัดการความรู้ท้องถิ่น
วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

ผมขอนำรายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ท้องถิ่น – ภาคประชาชน – ประชาสังคม ครั้งที่ 14 (เราประชุมกันทุก ๆ 2 เดือน) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.48 มาลงไว้ การประชุมครั้งที่ 15 จัดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.48 เมื่อคุณอุรพิณเขียนรายงานเสร็จ จะเอามาลงให้ผู้สนใจได้ทราบ
รายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น - ภาคประชาชน - ประชาสังคม (ครั้งที่ 14)
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2548 เวลา 9.00- 12.00 น.
ณ ห้องประชุม สสส. 1 ชั้น 15 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์
ถนนพหลโยธิน สามเสนใน กรุงเทพฯ

I I I I I I I I I

ผู้เข้าร่วมประชุม
1. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
คุณพัชรี ศรีงาม เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร
คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้า กลุ่มสนับสนุนวิชาการ
3. วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)
คุณวีระ นิจไตรรัตน์
4. โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.)
คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการ
คุณสุทิน ศิรินคร เลขานุการ
คุณสมโภชน์ นาคกล่อม นักวิชาการ
5. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
คุณอาภา พงศ์คีรีแสน เจ้าหน้าที่โครงการ สกว. สำนักงานภาค
6. สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนา
การเรียนรู้
คุณธวัช หมัดเต๊ะ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณอุรพิณ ชูเกาะทวด เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณศศิธร อบกลิ่น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
คุณจิราวรรณ เศลารักษ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
เริ่มประชุม 9.00 น.

วาระที่ 1. เรื่องเพื่อทราบ
วาระที่ 1.1 ความร่วมมือในการพัฒนาสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) นำเสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น (นจท.) สรุปได้ว่า จากผลการทำงานของโครงการ สรส. ระยะที่ 1 ที่ผ่านมาได้สร้างและพัฒนานักจัดการความรู้ท้องถิ่นให้มีความคิด ความเข้าใจ มีทักษะในการออกแบบการเรียนรู้ได้ระดับหนึ่งแล้ว งานในระยะต่อไปจึงให้ความสำคัญในเรื่องการเชื่อมโยง นจท. เหล่านั้น เข้ากับโครงสร้างปกติของชุมชน โดยมีความเห็นว่าหน่วยงานที่มีความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันในระยะที่ 2 คือ 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) สหกรณ์ โดย นจท.เดิม และที่คาดว่าจะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องทำงานเสมือนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงชุมชนกับหน่วยงานภายนอกได้ ซึ่งเครื่องมือด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรียนรู้ส่วนนี้ได้ และจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากสามารถผลักดันให้เกิดเป็นสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น เพราะจะทำให้กิจกรรมแต่ละส่วนสอดคล้องและต่อเนื่องกัน

จากที่มีโอกาสได้พบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และได้เสนอแนวความคิดนี้ พบว่าท่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ประกอบกับได้ทดลองทำในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เต็มรูปแบบมากนัก ท่านจึงเสนอให้ใช้งบประมาณของจังหวัดไปก่อน จนกว่าจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยจะได้หารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 27 เมษายน 2548 นี้
ในส่วนของจังหวัดอุทัยธานีนั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) โดยคุณจิริกา นุตาลัย ผู้ช่วยผู้อำนวย และคุณทรรศิน สุขโต เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ได้มาหารือในการเชื่อมโยงการทำงานในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนเข้ากับงานของ สรส. ในระยะที่ 2 ได้หรือไม่ ซึ่งคุณทรงพลก็ยินดีแต่ขอศึกษาพื้นที่และศักยภาพของ นจท. ในพื้นที่ก่อน

สำหรับพื้นที่เดิมของโครงการ สรส. ระยะที่ 1 นั้น ได้มีการประชุมร่วมกันไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ณ โรงแรมคุ้มสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี โดยเชิญนายก รองนายก ปลัด เลขา ตัวแทนสมาชิก และประธานสภา อบต. 17 อบต. จาก 5 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมประมาณ 60 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันในรูปแบบของสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น เป็นการร่วมกันพัฒนาสมาชิก อบต. และคนในชุมชน เป็นการเรียนรู้บนฐานงานจริง ชีวิตจริง โดย อบต. สนับสนุนเวลา สถานที่ งบประมาณให้คนของตน สกว. สคส. จะสนับสนุนในส่วนอื่นตามความจำเป็น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้คาดว่าภายใน 2 ปี สมาชิกของ อบต. ที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้
1. การวิเคราะห์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม
2. การเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้และเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้
3. พลังกลุ่ม
4. การออกแบบการเรียนรู้
5. การจัดการเรียนรู้สู่ดุลยภาพ
6. การบูรณาการ
7. การจัดการความรู้
8. การจัดองค์กรและเครือข่าย
9. การประชุมอย่างมีส่วนร่วม

สำหรับแนวทางการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนคือ
1. รวบรวมรายชื่อ อบต. และผู้ประสานงาน
2. ประชุมพัฒนาหลักสูตร
3. กำหนดแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้
4. ลงมือปฎิบัติ
กิจกรรมในข้อ 2 มีกำหนดจัดในวันที่ 5 เมษายน 2548 ณ โรงแรมคุ้มสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี
ในส่วนของแนวทางความร่วมมือกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนั้น มีกำหนดหารือร่วมกันในวันที่ 24 มีนาคม 2548 เกี่ยวกับรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ

ความเห็นที่ประชุม
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ให้ความเห็นว่าต้องเน้นให้ อบต. เห็นความสำคัญของการที่ต้องมี “คุณอำนวย” ใน อบต. ของตนเอง และทักษะอย่างหนึ่งที่ควรฝึกฝนนอกเหนือจาก 9 ข้อข้างต้นแล้วคือ การบันทึก โดยให้แยกออกมาเป็นข้อที่ 10 ไม่ต้องอยู่รวมในข้ออื่น สำหรับการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีนั้น ขอให้คุณธวัช หมัดเต๊ะ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ สคส. ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต
คุณวีระ นิจไตรรัตน์ จากวิทยาลัยการจัดการทางสังคม ให้ความเห็นว่าจากประสบการณ์ในการลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า นักจัดการความรู้ท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่จะเป็นครู โดยปัญหาใหญ่ยังคงเป็นการจับประเด็น การบันทึก ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลแต่ไม่ได้ประเด็นสำคัญ

วาระที่ 2. รับรองรายงานการประชุม
วาระที่ 2.1 รับรองรายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น – ภาคประชาชน – ประชาสังคม ครั้งที่ 13

ความเห็นที่ประชุม
รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 13

วาระที่ 3. เรื่องเพื่อพิจารณา
วาระที่ 3.1 Workshop “คุณอำนวย” จัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจน
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) มีกำหนดจัด workshop “คุณอำนวย” จัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจน ให้แก่ “คุณอำนวย” ในโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในวันที่ 31 มีนาคม 2548 ณ โรงแรมแมกซ์ พระรามเก้า กรุงเทพมหานคร โดยในเบื้องต้นมีความเห็นพ้องกันว่าให้ใช้ประเด็น “แผนแม่บทชุมชน” เป็นตุ๊กตาในการเรียนรู้กระบวนการ เพราะฉะนั้นผู้เข้าร่วมจึงเป็นแกนนำชุมชนที่มีประสบการณ์ในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็น “คุณอำนวยตัวจริง” ในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจาก สกว. และ พอช. หรือ “คุณอำนวยตัวปลอม” รวมทั้งสองส่วนประมาณ 50 คน

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการจัดทำแผนที่ตัวเดินเรื่องร่วมกัน เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง ความสำคัญ ของการทำแผนแม่บทชุมชนว่ามีส่วนในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างไร กิจกรรมต่อมาเป็นการเรียนรู้เรื่องตารางอิสรภาพ, ธารปัญญา, และบันไดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วงสุดท้ายจะเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการทำ Action Plan เพื่อให้เชื่อมโยงต่อไปถึงการต้องกลับไปลงมือปฏิบัติในพื้นที่ และมีกำหนดการที่แน่นอนในการกลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำไปปฏิบัติว่ามีปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร หมุนวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ความเห็นที่ประชุม
คุณวีระ นิจไตรรัตน์ ให้ความเห็นว่าการคัดเลือก “คุณอำนวย” เข้าร่วม workshop นี้ต้องให้ความสำคัญในการนำไปปฏิบัติได้จริงด้วย ต้องสามารถเชื่อมโยงกับงานด้านแผนแม่บทชุมชนที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ขอให้คุณพัชรี ศรีงาม นำประเด็นที่คุณวีระเสนอไปหารือร่วมกับคุณทรรศิน สุขโต และคณะทำงาน ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเพื่อให้ได้ “คุณอำนวยตัวจริง” มาร่วมเวทีต่อไป

วาระที่ 3.2 และ 3.3 กิจกรรมจัดการความรู้เกษตรธรรมชาติและการจัดการความรู้พิจิตรเข้มแข็ง

คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชาการ สสจ.พิจิตร ขอนำเสนอกิจกรรมจัดการความรู้เกษตรธรรมชาติและการจัดการความรู้พิจิตรเข้มแข็งพร้อมกันเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน สรุปได้ดังนี้ จังหวัดพิจิตรเป็นจังหวัดที่มีสถิติเกษตรกรป่วยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศหลายปีติดต่อกันจนล่าสุดเมื่อปี 2547 ขึ้นเป็นอันดับ 1 เพราะใช้สารเคมีมาก หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ย่อมส่งผลให้สุขภาพของเกษตรกรเลวลง ตามมาด้วยปัญหาหนี้สิน สภาพสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย จึงได้รับมอบหมายจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในขณะนั้นให้หาแนวทางในการแก้ปัญหา จึงเริ่มจากการหาข้อมูลจากนักวิชาการในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดว่ามีการดำเนินการอย่างไรมาแล้วบ้าง พบว่ามีเพียงการเจาะเลือดตรวจเท่านั้น เมื่อไม่พบทางออกจากนักวิชาการและเจ้าหน้าที่แล้ว จึงมีแนวคิดว่าแม้จะมีสถิติการป่วยเป็นอับดับ 1 ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนป่วย เพราะฉะนั้นจะต้องมีเกษตรกรบางคนที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงเชิญเกษตรกร แกนนำปราชญ์ชาวบ้านเหล่านั้นมาพูดคุยว่ามีวิธีจัดการเรื่องนี้อย่างไร และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนผู้นำเกษตรกร แต่ยังไม่เป็นระบบ จนได้มีโอกาสศึกษาเรื่องจัดการความรู้ เห็นแนวทางในการนำการจัดการความรู้มาใช้พัฒนางาน พัฒนาคน และในช่วงนี้เองที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านระบบบริการและดูแลโครงการเมืองไทยแข็งแรง รวมทั้งเป็นเลขาธิการมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรอีกหนึ่งตำแหน่ง

Workshop ครั้งแรกด้านการจัดการความรู้จัดให้แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรและแกนนำเกษตรกร เมื่อเดือนตุลาคม 2547 มีผู้เข้าร่วมด้วยความสมัครใจประมาณ 20 คน ผลจากวันนั้นคือเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งสามารถนำเทคนิควิธีการด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาไปใช้ในการทำงาน แปลงเป็นแผนงานการพัฒนาสถานบริการทั้งจังหวัด ใช้ในการเตรียมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดยไม่ทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับการทำงานของทีมพัฒนาคุณภาพ

ครั้งที่ 2 เดือนตุลาคม 2547 ณ วัดวังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จัดให้แก่แกนนำเกษตรกร ในหัวข้อ “เกษตรกรสุขภาพดี ปลอดหนี้” โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็น “คุณอำนวย” ทำหน้าที่กระตุ้นให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจดบันทึกความรู้ที่ได้ ถือเป็นการสร้างคนขึ้นมาอีกชุดหนึ่งคือ ระดับผู้นำเกษตรกร กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากเพราะแกนนำที่เข้าร่วมนั้นเป็น “คุณกิจ” ตัวจริง

ครั้งที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2547 คือ คุณสุรเดชและคณะที่ได้เข้าร่วม workshop ครั้งที่ 1 และ 2 ได้จัด workshop เล็กๆ ให้กับผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่สาธารณสุขอำเภอทุกคน ระยะเวลา 1 วัน ให้รู้จักเครื่องมือชุดธารปัญญา กิจกรรมนี้ถือเป็นการเตรียมผู้บริหาร ให้ได้แนวคิดได้เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ เพื่อให้เอื้ออำนวยความสะดวกให้ทีมพัฒนาคุณภาพทำงานต่อได้ ไม่มีอุปสรรค ปลดปล่อยพลังดีงามออกมาอย่างสร้างสรรค์
ต่อจากนั้น คุณสุรเดชและคณะได้จัด workshop ให้แก่ “คุณอำนวย” ระยะเวลา 2 วัน และทำอย่างนี้ในทุกระดับ ไปจนถึงระดับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และเกษตรกร เพื่อเป็นการเตรียมคน ให้เข้าใจตรงกัน ทำงานร่วมกันได้ ครั้งล่าสุดคือเดือนกุมภาพันธ์ 2548 มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเข้าร่วม 40 – 50 คน

ผลการประเมิน สะท้อนความรู้สึกของผู้เข้าร่วม พบว่าส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ของชุดเครื่องมือธารปัญญาโดยเฉพาะการทำให้ได้เรียนรู้ว่ามีสิ่งดีๆ ความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่ม ได้แรงบันดาลใจ

เมื่อมาหารือร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านถึงแผนงานในระยะต่อไปหลังจากชาวบ้านได้รู้ว่ามีความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว จึงได้จัดกลุ่มความสามารถของปราชญ์ชาวบ้าน เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติขึ้นมารวมทั้งสิ้น 7 ประเด็น คือ
1. ชาวนา
2. ผัก
3. ไร่นาสวนผสม
4. เกษตรประณีต 1 ไร่
5. แรงงานภาคเกษตรกรรม
6. โรงสีชุมชน
7. องค์กรบริหารส่วนตำบล

ปัญหาที่พบในการทำงานของชุมชนทั้ง 7 คือ ปัญหาในการจดบันทึก ซึ่งเดิมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้จัดทำให้ แต่มีจำนวนจำกัดและจะลงพื้นที่ได้เฉพาะวันหยุด และวันเสาร์ อาทิตย์เท่านั้น จึงอยากจะฝาก สคส. ให้ช่วยพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมทักษะของการจดบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือด้านการจัดการความรู้ด้วย

สำหรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ นั้น คุณสุรเดชได้เชื่อมโยงกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน, ชมรมเกษตรธรรมชาติ, สำนักงานเกษตรอำเภอ, นายอำเภอ, ในลักษณะที่ต่างฝายต่างได้ประโยชน์ และได้หารือร่วมกันมาบ้างแล้ว คาดว่าจะจัด “ตลาดนัดความรู้” ครั้งแรกได้ภายในเดือนเมษายน 2548 และจัด “มหกรรมความรู้” ได้ในเดือนมิถุนายน 2548

นอกจากนี้คุณสุรเดชได้นำเทคนิดด้านการจัดการความรู้ไปใช้ในการทำงานโครงการ “เมืองไทยแข็งแรง” โดยใช้ยุทธศาสตร์ 6 อ คือ อาหาร ออกกำลัง อนามัย อโรคยา อารมณ์ อบายมุข ซึ่งก็คือ 6 ชุมชนนักปฏิบัตินั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คุณสุรเดชได้ย้ำว่า การเตรียมทีมผู้บริหารและการค้นหาทีม “คุณอำนวย” เป็นสิ่งสำคัญมากและต้องคำนึงถึงในการทำงานอยู่เสมอ

ความเห็นที่ประชุม
1) ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ให้ความเห็นว่าวิธีคิดและแนวทางการทำงานของคุณสุรเดช เป็นการเชื่อมโยงการทำงานทุกมิติเข้าด้วยกัน ไม่มองแยกส่วน และแนะนำให้เชื่อมโยงกับภาควิชาการด้วย เพื่อให้เกิดการทำวิจัยต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน
สำหรับการจัด “ตลาดนัด” นั้น เสนอให้เชิญคนนอกมาร่วมด้วย ให้นำนิทรรศการไปร่วมจัดแสดง โดยมอบหมายคุณอุรพิณ ชูเกาะทวด เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการเป็นผู้ประสานงาน ซึ่ง วจส. และ สรส. เองก็สามารถร่วมจัดนิทรรศการหรือมีตัวแทนเข้าร่วมได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้จัด workshop “คุณอำนวย” โดยให้เชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร 3-4 คนที่สนใจและมีศักยภาพมาเข้าร่วมด้วย ใช้เวลา 1 – 2 วัน ผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 30 – 40 คน สำหรับรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยอาจเชิญ คุณทรงพล คุณสุรเดช หารือร่วมกับ สคส. ว่าต้องการให้ผู้เข้าร่วมมีทักษะอะไรบ้าง

ในเบื้องต้นขอให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อทำสกู๊ปข่าวเผยแพร่ในวงกว้างต่อไป

2) คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ มีข้อเสนอแนะ 2 ประเด็น คือ
· เสนอให้ถอดวิธีคิด วิธีจัดกระบวนการ เตรียมคนของคุณสุรเดชให้เป็นตัวอย่างให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเครือข่ายสุขภาพระดับจังหวัด 15 จังหวัด ซึ่งสนับสนุนทุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
· สคส. น่าจะรวบรวมรายงานการทำ workshop แต่ละครั้ง ไว้เป็นคู่มือสำหรับการทำงานครั้งต่อๆ ไป
3) คุณวีระ นิจไตรรัตน์ เห็นด้วยกับคุณทรงพลในการถอดความคิด แนวทางการทำงาน ของคุณสุรเดช โดยเฉพาะในประเด็นโครงการ “เมืองไทยแข็งแรง” ซึ่งคุณสุรเดชจะเป็นต้นแบบความคิดการขับเคลื่อนงาน “เมืองไทยแข็งแรง” ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้เป็นอย่างดี

วาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ
กำหนดการประชุมครั้งต่อไปเป็นวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2548 เวลา
9.00 น. โดยขอให้เรียนเชิญคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ เข้าร่วมการประชุมทุกครั้ง โดย
สคส. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ปิดประชุมเวลา 12.30 น.

นางสาวอุรพิณ ชูเกาะทวด
ผู้สรุปการประชุม

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
ผู้ตรวจรายงานการประชุม


การประชุมครั้งที่ 15 เราได้สมาชิกใหม่จากจังหวัดนครสวรรค์คือ นพ. สมพงษ์ ยูงทอง กับ อ. พรรณภัทร ใจเอื้อ อาจารย์ประจำโปรแกรมพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ. นครสวรรค์ ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติของชุมชนผ่านโรงเรียนชาวนา ซึ่งเรียนรู้จากมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนทั่วทั้งจังหวัด และวิธีแสวงหาการสนับสนุนจากหน่วยราชการและองค์การบริหารส่วนจังหวัดของท่านทั้ง 2 นี้ น่าสนใจมาก

ดาวเด่นของการประชุมอีกท่านหนึ่งคือ ศ. ดร. ประเสริฐ โศภณ ที่ปรึกษาโครงการพิเศษ “ชุดโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์” ของ สกว. จะเข้ามาเชื่อมโยงต่อยอดความรู้ของเกษตรกรได้มากมาย ต่อไปนี้ความรู้ของเกษตรกรจะไม่โดดเดี่ยว จะมีนักวิทยาศาสตร์มาต่อยอด และเกษตรกรจะสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้งานได้มากขึ้น

เราได้ปรึกษากันเรื่องการจัดตลาดนัดความรู้เกษตรไร้สาร ซึ่งคาดว่าจะจัดภายในเดือนกันยายน 2548 เป็นตลาดนัดข้ามจังหวัด อย่างน้อย 4 – 5 จังหวัด คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ แห่งสถาบันพัฒนาการจัดการความรู้ชุมชน รับเป็นพ่องาน

ขอเชิญเข้าชม blog ใหม่ http://www.chaona.blogspot.com มีคุณอุรพิณเป็นแม่ยกครับ

วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

Tuesday, May 24, 2005

การเชื่อมโยงตลาดนัดความรู้สู่ระบบจัดการความรู้ ฉบับปรับปรุง
วิจารณ์ พานิช
24 พ.ค.48

เมื่อวานผม post เรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เช้าวันนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้ครบถ้วนขึ้น จึง post ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ขอย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ต่อความสำเร็จของการจัดการความรู้ในองค์กร เพราะการจัดการความรู้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงถึงรากถึงโคน หรือถึงแก่น คือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร จึงต้องการ Change Management ที่เอาจริงเอาจังมาก

การจัดกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักการจัดการความรู้ หรือฝึกอบรมให้เข้าใจการจัดการความรู้จากการฝึกปฏิบัติจริง ไม่ใช่กิจกรรมที่ลอยตัวอยู่โดดๆ แต่เป็นกิจกรรมเพื่อเริ่มต้นการดำเนินการจัดการความรู้ไปในตัว ดังนั้นในการเตรียมการจัดตลาดนัดความรู้ หรือจัด KM workshop คณะผู้จัดจะต้องเตรียมตัว ๒ ชั้น คือเตรียมจัดตลาดนัดหรือ workshop และเตรียมดำเนินการจัดการความรู้ในองค์กรต่อเนื่องไปเลยหลังจากเสร็จกิจกรรมตลาดนัดหรือ workshop

ดังนั้นเมื่อจะมีการจัดตลาดนัดหรือ workshop จะต้องมีคณะกรรมการ ๒ ชุดพร้อมอยู่แล้ว คือ
1. คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ (ขององค์กร)
2. คณะกรรมการจัดตลาดนัดหรือ workshop
โดยที่คณะกรรมการทั้งสองควรมีสมาชิกซ้อนเหลื่อมกัน และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รับลูกส่งลูกแก่กันอย่างรู้ใจกัน ตลาดนัดหรือ workshop ต้องจัดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนดำเนินการภาพใหญ่ของระบบจัดการความรู้ และจะต้องวางแผนนำผลจากตลาดนัดหรือ workshop ไปดำเนินการต่อ

นั่นหมายความว่า ก่อนจะมีการฝึกอบรม (ตลาดนัดหรือ workshop) คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้จะต้องมีเป้าหมาย และแผนยุทธศาสตร์ของการจัดการความรู้ในองค์กร อย่างน้อยก็อย่างคร่าวๆ อยู่ก่อนแล้ว

การเตรียมกลไก หรือเครื่องมือขับเคลื่อนการจัดการความรู้ ต่อจากการฝึกอบรม

การฝึกอบรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป็นกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักการจัดการความรู้ ถ้าไม่เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง คือการดำเนินการจริง ที่เป็นการดำเนินการจัดการความรู้ในงานประจำ การลงทุนลงแรงลงเวลาในการจัดการฝึกอบรมก็จะสูญเปล่า ดังนั้นการฝึกอบรมต้องไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดในตัวของมันเอง ต้องเป็นกิจกรรมที่มีการออกแบบหรือวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินการจัดการความรู้ในภาพรวม

นั่นหมายความว่า ในการวางแผนและดำเนินการฝึกอบรม ต้องยกร่างแผนการดำเนินการต่อไว้ล่วงหน้า และก่อนจะจบการฝึกอบรม จะต้องมีการทำความตกลง แผนการดำเนินการต่อ ให้เป็นแผนที่ผู้เข้าร่วมตลาดนัดความรู้ หรือการประชุมปฏิบัติการร่วมกันร่าง และร่วมกันเป็นเจ้าของ เป็นแผนที่จะมีการติดตามผลหลังเวลาผ่านไปเพียง ๓ เดือน เป็นแผนที่มีหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีตัวชี้วัดกิจกรรม และผลสำเร็จ และมีการกำหนดหน่วยงานหรือบุคคลผู้รับผิดชอบแต่ละกิจกรรม

กลไกขับเคลื่อนกิจกรรมจัดการความรู้นี้สำคัญมาก เพราะในตอนเริ่มต้น กิจกรรมจัดการความรู้ มักมีสภาพที่ไม่ชัดเจน ไม่มีเจ้าของตัวจริง ยังไม่ลงหลักปักฐานสอดแทรกเข้าไปอยู่ในเนื้องานประจำ ถ้าไม่มีกลไกการจัดการเพื่อขับเคลื่อนการสร้างรากฐานอย่างจริงจัง ระบบการจัดการความรู้จะลอย มีเพียงชื่อ หรือเอกสารในกระดาษ หรือเพียงร่องรอยของการฝึกอบรม แม้เอกสารจากการฝึกอบรมก็อาจไม่มีคนเก็บ หรือแม้มีคนเก็บ ก็เอาไปซุกไว้ ไม่ได้เอาไปดำเนินการต่อ

การดำเนินการต่อใน ๒ สถานการณ์

การดำเนินการฝึกอบรมเพื่อทำความรู้จักและเริ่มต้นการจัดการความรู้ เกิดผลได้ ๒ แบบ คือเกิดผลสำเร็จ กับล้มเหลว

คณะกรรมการหรือคณะทำงานจัดการอบรมต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญผลในรูปแบบใดแบบหนึ่งใน ๒ แบบนี้ โดยไม่ฟูใจหรือเสียขวัญ

นั่นคือคณะกรรมการหรือคณะทำงานจัดการอบรมและคณะกรรมการประสานงานจัดการจัดการความรู้ต้องเตรียมแผนดำเนินการต่อ ไว้ ๒ แผน
· แผนที่ ๑ กรณีการฝึกอบรมประสบผลสำเร็จดียิ่ง มีการบันทึก ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ ได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ และมีแผนการดำเนินการต่ออย่างเป็นรูปธรรม
· แผนที่ ๒ กรณีการฝึกอบรมล้มเหลว ไม่ได้ ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ ไม่สามารถทำความตกลงแผนการดำเนินการต่อ และหรือไม่มีหน่วยงาน และหรือ บุคคลที่ยินดีรับไปดำเนินการกิจกรรมต่อ

ในกรณีที่สถานการณ์เป็นแบบที่ ๒ คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้จะต้องไม่ขวัญเสีย หรือท้อถอย จะต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่จะได้ผลสำเร็จเสมอไป คณะกรรมการฯ จะต้อง “จัดการความรู้จากความล้มเหลว” คือดำเนินการ AAR – After Action Review ตรวจสอบว่าเหตุใดจึงไม่บรรลุผลสำเร็จที่คาดหวัง หากจะดำเนินการฝึกอบรมอีก จะทำต่างจากเดิมอย่างไร หรือจะเริ่มด้วยกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติ นั่นคือคณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ จะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเอาความรู้ที่ได้รับจากความล้มเหลว มาใช้

การจัดการระบบจัดการความรู้

การจัดการความรู้เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานตามปกติไม่คุ้นเคย และมักมองเป็นกิจกรรมที่แยกต่างหาก ไม่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับงานของตน การจัดการระบบการจัดการความรู้จึงมีภารกิจสำคัญคือ หลังจากดำเนินการจัดตลาดนัดความรู้ หรือประชุมปฏิบัติการทำความรู้จักการจัดการความรู้แล้ว จะต้องให้มีผู้รับผิดชอบดำเนินการต่อไปนี้
1. ให้ผู้เข้าร่วม ทั้งที่เป็น “คุณกิจ” และ “คุณอำนวย” ร่วมกันกำหนดแผนกิจกรรมที่จะกลับไปปฏิบัติ และกำหนดเป้าหมายความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นภายใน ๓ เดือน
2. จัดระบบสารสนเทศ (เช่น เว็บไซต์ หรือ เว็บบล็อก) ให้แต่ละหน่วยงานย่อย หรือแต่ละกลุ่ม “คุณกิจ” เข้าไปเล่า กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มตน, ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์การทำงาน และนำประสบการณ์นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน, เรื่องเล่าที่แสดงความรู้ใหม่ วิธีการทำงานใหม่ หรือความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ และทุกๆเดือนมีการรวบรวม สังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติ และเป็นความรู้เพื่อการปฏิบัติให้ค้นง่าย เป็นหมวดหมู่ และยกย่องกลุ่มผู้สร้างความรู้นั้น
3. ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แต่ละหน่วยงานย่อยรวบรวม ขุมความรู้ (Knowledge Assets) และ แก่นความรู้ (Core Competence) สำหรับใช้งานและยกระดับความรู้โดยการปฏิบัติงานในหน่วยงานของตน และเผยแพร่ให้เพื่อนร่วมงานในองค์กรได้รับรู้และนำไปใช้
4. มีการให้รางวัลแก่กิจกรรมเด่นด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการรวบรวม ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ และแก่ผลงานที่เกิดจากการประยุกต์ใช้ความรู้ ในแต่ละเดือน โดยที่รางวัลเน้นที่การสร้างความยอมรับ และยกย่อง มากกว่าการให้วัตถุสิ่งของ
5. มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดความรู้เล็กๆ ประจำเดือน ในหน่วยงานย่อย หมุนเวียนหน่วยงานเจ้าภาพ
6. กิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม

เมื่อครบกำหนด ๓ เดือน คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ขององค์กร จะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลกิจกรรมและผลที่เกิดขึ้น นำมาตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน หรือพฤติกรรมของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในหน่วยงานย่อย และข้ามหน่วยงานย่อยหรือไม่
2. หน่วยงานย่อยใดที่มีการเปลี่ยนแปลงดีมาก เป็นเพราะเหตุใด
3. หน่วยงานย่อยใดไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะเหตุใด
4. จะขยายพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามข้อ ๒ ไปยังหน่วยงานอื่นๆ ได้อย่างไร
5. มีการรวบรวม ขุมความรู้ (Knowledge Assets) และ แก่นความรู้ (Core Competence) ไว้อย่างไรบ้าง มีการนำไปใช้และยกระดับความรู้อย่างไรบ้าง ในภาพรวมของทั้งองค์กร
6. ประเด็นอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อองค์กร หรือมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการจัดการความรู้ขององค์กร

คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ จะต้องคอยตรวจสอบ และหาทางส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ และสร้างความรู้ขึ้นใช้งานอยู่ตลอดเวลา โดยควรต้องพิจารณาจัดกิจกรรมต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม
1. การจัดให้ “คุณกิจ” และ “คุณอำนวย” ไปดูงานในหน่วยงานภายนอกที่มีผลงานหรือวิธีการเลิศ (Best Practice) ในงานที่เป็นหัวใจขององค์กร
2. การจัดกิจกรรม เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) หรือ Benchmarking
3. การจัดการประชุมปฏิบัติการ หรือตลาดนัดความรู้ เพื่อให้พนักงานที่ยังไม่เคยเข้า ได้รู้จักการจัดการความรู้โดยการสัมผัสด้วยตนเอง เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ที่รู้จักและเข้าใจการจัดการความรู้
4. การจัดการประชุมปฏิบัติการเพื่อเสริมทักษะในการจัดการความรู้ เช่น สุนทรียสนทนา (Dialogue), วิธีทำ Benchmarking, Peer Assist, AAR – After Action Review, Retrospect, วิธีสกัด ขุมความรู้ (Knowledge Assets) ออกมาจากเรื่องเล่าของความสำเร็จ, วิธีสังเคราะห์และจัดหมวดหมู่ ขุมความรู้ (Core Competence), เป็นต้น ให้แก่ “คุณกิจ” และ “คุณอำนวย”
5. คัดเลือกหน่วยงานที่มีการดำเนินการจัดการความรู้ได้ผลดี ไปนำเสนอในมหกรรมจัดการความรู้ระดับชาติ หรือนำเสนอในมหกรรมจัดการความรู้ของหน่วยงานอื่น
6. คัดเลือก “คุณอำนวย” และ “คุณกิจ” ที่มีผลงานเด่น ไปเข้าประชุมจัดการความรู้ในต่างประเทศ เช่น KM Asia ที่ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ หรือไปร่วมที่ยุโรป หรืออเมริกา ถ้ามีเงินงบประมาณมากพอ
7. หาทางช่วยเหลือหน่วยงานที่มีความอ่อนแอ ให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ตามขีดความสามารถของตน
8. มีการสรุปภาพรวมของ ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ ที่สั่งสมไว้ในองค์กร นำมาสื่อสารแก่พนักงาน และชี้ให้เห็นพลวัตของความรู้เพื่อการปฏิบัติงาน และชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนขบวนการความรู้ขององค์กรต่อไปไม่หยุดยั้ง
9. ดำเนินการอื่นๆ ที่เหมาะสม

ในแต่ละปี จะต้องมีการสรุปภาพรวมของการดำเนินการจัดการความรู้ นำลงในรายงานประจำปีขององค์กร และของแต่ละหน่วยงานย่อย และนำมาสื่อสารแก่พนักงาน เพื่อให้พนักงานร่วมกันขับเคลื่อนระบบจัดการความรู้ และการเรียนรู้ที่แนบแน่นอยู่กับงาน ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้จะต้องคอยติดตามตรวจสอบระบบการจัดการความรู้ โดยการหาคำตอบต่อคำถามต่อไปนี้
1. การดำเนินการจัดการความรู้ได้ดำเนินการเป็นเนื้อเดียวกันกับการพัฒนางาน การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้หรือไม่ จะทำให้เป็นเนื้อเดียวกันยิ่งขึ้น ได้อย่างไร
2. การลงทุนในกิจกรรมจัดการความรู้ ก่อผลในด้านผลงาน ด้านการพัฒนาคน และด้านการสั่งสม สินทรัพย์ความรู้ (Knowledge Assets) และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ จะทำให้คุ้มค่ายิ่งขึ้นได้อย่างไร
3. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเหมาะสมต่อการดำเนินการจัดการความรู้หรือไม่ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างจริงจังเพียงใด จะใช้ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นได้อย่างไร
4. เกิดการแบ่งปันความรู้ และเกิดการสื่อสาร ข้ามหน่วยงานย่อยเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด และจะส่งเสริมให้เพิ่มยิ่งขึ้นได้อย่างไร
5. มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างไรบ้างหรือไม่ จะส่งเสริมให้การทำงานประจำมีการใช้ความรู้เพิ่มขึ้น มีการสร้างความรู้สำหรับใช้งาน เพิ่มขึ้นได้อย่างไร
6. มีการดูดซับความรู้จากภายนอก เอามาปรับใช้พัฒนางาน ให้เหมาะสมต่อบริบทขององค์กร หรือหน่วยงานย่อย อย่างไรบ้าง จะส่งเสริมให้มีการดำเนินการดังกล่าวเข้มข้นขึ้น และก่อผลพัฒนาองค์กรมากยิ่งขึ้น ได้อย่างไร
7. พนักงานมีความสันทัด มีทักษะ ในการดำเนินการจัดการความรู้ เพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนใดที่นับว่าเด่น ส่วนใดที่ควรดำเนินการพัฒนาเพิ่มเติม และควรดำเนินการอย่างไร
8. ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ ขององค์กร มีเพียงพอ ทันสมัย และมีการพัฒนาตลอดเวลา สอดรับกับการพัฒนางานอย่างเหมาะสมหรือไม่ พนักงานสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาหรือไม่ พนักงานมีการใช้งานมากน้อยเพียงใด จะพัฒนาคุณภาพ ความครอบคลุม และการเข้าถึง (accessibility) ได้อย่างไรบ้าง
9. คำถามอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จของการจัดการความรู้ในองค์กร

คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ จะต้องประสานงานไปยังผู้บริหารสูงสุด และคณะกรรมการนโยบายสูงสุดขององค์กร ให้ได้รับรู้กิจกรรม กระบวนการ และผลสำเร็จ รวมทั้งข้อจำกัด หรือปัญหาของการดำเนินการจัดการความรู้ และให้ผู้บริหารสูงสุด และหรือคณะกรรมการนโยบายสูงสุด มีการแสดงความพอใจ หรือไม่พอใจ และมีการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทรัพยากร สำหรับดำเนินการจัดการความรู้ แจ้งแก่หน่วยงานย่อย และแก่คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งหมายความว่า การจัดการความรู้เป็นเรื่องสำคัญในระดับเท่าเทียมกันกับผลกำไร หรือผลงานที่เป็นเป้าหมายหลักขององค์กร ความสำคัญดังกล่าวสะท้อนออกมาเป็นรูปธรรมที่ผู้บริหารสูงสุด และ กลไกกำกับดูแล (governance) องค์กร เอาใจใส่สอบถาม และติดตามผล รวมทั้งกำหนดนโยบายหรือแนวทางอย่างจริงจัง

คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้

หน้าที่
คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ มีหน้าที่ประสานงาน และเอื้ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการจัดการความรู้ของทุกหน่วยงานภายในองค์กร รวมทั้งริเริ่มกิจกรรมเพื่อกระตุ้น และสร้างความคึกคักในกิจกรรมจัดการความรู้ คณะกรรมการนี้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการจัดการความรู้ และในความเป็นจริงแล้วคณะกรรมการชุดนี้ควรทำหน้าที่ในลักษณะของ คณะทำงาน มากกว่า
องค์ประกอบ
คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ขององค์กรควรประกอบด้วย
1. “คุณเอื้อ” คนใดคนหนึ่ง เป็นประธาน
2. “คุณอำนวย” ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ รับผิดชอบงานประจำของระบบจัดการความรู้ เป็นกรรมการและเลขานุการ
3. หัวหน้า หรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านพัฒนาองค์กร (OD – Organization Development) เป็นกรรมการ
4. หัวหน้า หรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านพัฒนาบุคลากร (HRD – Human Resource Development) เป็นกรรมการ
5. หัวหน้า หรือพนักงานระดับสูงของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT – Information & Communication Technology) เป็นกรรมการ
6. “คุณเอื้อ” และ “คุณกิจ” อีกจำนวนหนึ่ง เป็นกรรมการ โดยกระจายให้ครบหรือเกือบครบหน่วยงาน

เหตุผล
เหตุที่คณะกรรมการประสานงานจัดการความรู้ควรมีองค์ประกอบตามข้างบนก็เพราะ
1. คณะกรรมการจะต้องช่วยกันทำให้การจัดการความรู้ประสานหรือแทรกอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำ ทั่วทั้งองค์กร
2. จะต้องกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันความรู้ เสาะหาความรู้ ข้ามสายงาน ข้ามหน่วยงาน ภายในองค์กร
3. ต้องทำให้กิจกรรมจัดการความรู้เป็นเนื้อเดียวกันกับกิจกรรมการพัฒนาองค์กร และการพัฒนาบุคลากร
4. ต้องพัฒนาระบบ ICT ขึ้นรองรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการความรู้ คือต้องพัฒนา พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เป็น “พื้นที่เสมือน” (virtual space) ที่ง่ายต่อการใช้งาน (user friendly) ของพนักงานในองค์กร และเป็นที่จัดเก็บ ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ เพื่อการบรรลุ “หัวปลา” ขององค์กร ให้ง่ายต่อการค้นหามาใช้งาน และง่ายต่อการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

วิจารณ์ พานิช
๒๔ พค. ๔๘

-----------------------------------