Friday, January 28, 2005

การวิจัยท้องถิ่นกับการจัดการความรู้

การวิจัยท้องถิ่นกับการจัดการความรู้
วิจารณ์ พานิช
28 ม.ค.48

เมื่อวาน สกว. จัดการสัมมนา “กระบวนทัศน์วิจัยเพื่อท้องถิ่น จุดเปลี่ยนการพัฒนา” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ทำให้ผมเกิดความคิดเขียน blog เรื่องนี้ การวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการวิจัย ที่เน้นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของท้องถิ่น โดยชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นเอง เป็นสิ่งที่ สกว. คิดและพัฒนาขึ้นแก่สังคมไทย เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ที่เราภูมิใจมาก และก่อผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างน่าชื่นชม จนถึงบัดนี้การวิจัยท้องถิ่นมีอายุ 6 ปี

สคส. กำลังเอากระบวนทัศน์อีกชุดหนึ่งมาเพิ่มเติมให้แก่ท้องถิ่นไทย คือกระบวนทัศน์ชุดการจัดการความรู้ ในลักษณะของ “การจัดการความรู้ท้องถิ่น” โดยเราจะเดินเรื่องด้วย “ตลาดนัดความรู้” เอาความรู้จากการปฏิบัติของชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนกัน โดยมีสมมติฐานว่าชาวบ้านมีความรู้ ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาจากการทำมาหากินและดำรงชีวิตร่วมกัน

จากการสัมมนาของ สกว. เมื่อวันที่ 27 ม.ค.48 มีการนำเสนอความรู้และกระบวนการสร้างความรู้ จากการวิจัยท้องถิ่นมากมาย ทั้งในรูปของการนำเสนอในห้องประชุม, นำเสนอเป็นโปสเตอร์-นิทรรศการ, และนำเสนอเป็นเอกสารประกอบการประชุม เห็นได้ชัดเจนว่าการวิจัยท้องถิ่นได้สร้างความรู้เพื่อ “การพัฒนา” จากภายในท้องถิ่นและชุมชนอย่างมากมาย ดังตัวอย่าง
- ความรู้ด้านการจัดการขยะโดยชุมชน
- ความรู้ด้านการจัดการน้ำ
- ความรู้ด้านการทำธุรกิจชุมชน
- ความรู้ด้านจุลินทรีย์ท้องถิ่นสำหรับการเกษตร
- ความรู้ด้านการเลี้ยงโค-กระบือในป่าทาม
- เป็นต้น

จากการวิจัยท้องถิ่นเหล่านี้ เกิดความรู้ใหม่ทั้งที่เป็น “ความรู้ชัดแจ้ง” (explicit knowledge) และ “ความรู้ฝังลึก” (tacit knowledge) ที่พัฒนาขึ้นจากฐานของการวิจัย โดยที่ในการวิจัยท้องถิ่นนี้มีการทดลองปฏิบัติ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านในชุมชนกับทีมวิจัย (ที่เป็นชาวบ้านเหมือนกัน)

จะเห็นว่า การวิจัยท้องถิ่น ใช้วิธีการจัดการความรู้อยู่ในกระบวนการวิจัยด้วย

การวิจัยท้องถิ่น กับการจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่มีความคล้ายกัน มีส่วนที่เหลื่อมซ้อนกัน แต่ “หัวใจ” ส่วนหนึ่งต่างกัน

คือการวิจัยท้องถิ่น ใช้สมมติฐานว่า ไม่มีความรู้ ต้องทำวิจัยเพื่อสร้างความรู้ขึ้นใช้ ในขณะที่การจัดการความรู้ใช้สมมติฐานว่า ความรู้มีอยู่แล้วในผู้ปฏิบัติ แต่อาจเป็นความรู้ที่แยกส่วน กระจัดกระจาย ไม่ครบด้าน หรือบางด้านเป็นเพียงความรู้ระดับ “2 ดาว” ไม่ใช่ระดับ “5 ดาว”
การจัดการความรู้ (หรือเรียกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้) จะเป็นการส่งเสริมเชื่อมโยงให้ “ผู้มีความรู้จากการปฏิบัติ” เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้มีความรู้สำหรับการปฏิบัติเรื่องหนึ่ง ๆ อย่างเป็นระบบ มองเห็นภาพใหญ่ ภาพเชื่อมโยงของงานหรือเรื่องนั้น ๆ และมองเห็นภาพที่เป็น “ผลเลิศ”, “วิธีเลิศ” (best practice) ในปัจจัยแต่ละด้าน

สคส. เราจึงเตรียมที่จะร่วมมือกับ สกว.ภาค ในการขับเคลื่อนการวิจัยท้องถิ่นสู่การจัดการความรู้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น และทำให้ท้องถิ่นเป็น “ท้องถิ่นเรียนรู้” โปรดติดตามต่อไปครับ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home