Friday, February 11, 2005

การวิจัยสร้างความรู้ใหม่จากการจัดการความรู้

การวิจัยสร้างความรู้ใหม่จากการจัดการความรู้
วิจารณ์ พานิช
11 ก.พ.48

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.48 ผมได้บันทึกไว้ว่า ผมอยากเห็นการวิจัยที่เริ่มจาก “KM Mode” โดยการ “ถอด” ความรู้ออกมาจาก “ความสำเร็จ” (success story) ให้เห็น “ความรู้ที่ซับซ้อน หลากหลายมิติ” ที่มีการใช้, สร้าง, แลกเปลี่ยน, และดูดมาจากภายนอก เพื่อให้ในการพัฒนากิจกรรมหนึ่ง ๆ

เอาบันทึกขึ้นบล็อกปุ๊บ คุณอธิปไตย โพแดง นักศึกษาปริญญาเอก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เข้าไปเยี่ยมและตั้งคำถามปั๊บว่าการ “ถอดความรู้” เป็นอย่างไร ช่วยอธิบายหน่อย

ผมจะลองอธิบายให้ฟัง (อ่าน) นะครับ ไม่ทราบว่าจะชัดเจนไหม และไม่รับรองว่าความคิดของผมจะถูกต้อง

ตามหลักการ (concept) ของการจัดการความรู้ (KM) มี “ความรู้” ชนิดที่เรียกว่า tacit knowledge อยู่ในการปฏิบัติ (action) ทุกชนิด ยิ่งในการปฏิบัติที่เกิด “ผลเลิศ” ยิ่งมีความรู้ที่ซับซ้อนมาก และคุณภาพสูงมาก

หากดำเนินการให้กลุ่มคนหรือหน่วยงานที่มีการดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ “ผลเลิศ” (success story) หลายกลุ่มหรือหลายหน่วยงาน มาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันนั้นส่วนใหญ่จะเป็น tacit knowledge คือเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (knowledge sharing) ระหว่างกลุ่มหรือระหว่างหน่วยงานนี้จะทำให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานเรื่องนั้นถูกยกระดับ (knowledge leverage) ขึ้นโดยอัตโนมัติ

ยกตัวอย่าง เสาะหาชุมชนที่มีการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ได้ผลดี 10 ชุมชน เชิญตัวแทนมาชุมชนละ 3-4 คน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ จะทำให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ภายในกลุ่มที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับขึ้น

สคส. เรียกกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้แทนของกลุ่มหรือหน่วยงานที่ปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ผลดีว่า “ตลาดนัดความรู้”

วิธีการจัด “ตลาดนัดความรู้” น่าจะมีได้หลากหลายรูปแบบ สำหรับ สคส. ใช้เครื่องมือชุด “ธารปัญญา” เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในตลาดนัดความรู้ ในการใช้เครื่องมือชุดนี้จะมีการตีความความรู้ที่เป็น “หัวใจ” หรือเป็นความรู้หลักในการดำเนินการกิจกรรมนั้นได้ผลดีสำหรับนำมาจัดทำเป็น “ตารางแห่งอิสรภาพ” ใช้ในการตรวจสอบประเมินตนเอง (self-evaluation) อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเอง การให้ปันความรู้และการขอเรียนรู้จากกลุ่มอื่นหรือหน่วยงานอื่น และการตีความวิธีคิดและวิธีดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ บันทึกออกมาเป็น “ขุมความรู้” (knowledge assets)

ตลาดนัดความรู้ที่จัดขึ้นอาจใช้เวลาประมาณ 2 วัน แต่การปรับปรุงงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มหรือระหว่างหน่วยงานอาจใช้เวลาในเบื้องต้น 1 ปี ในระหว่างนี้ถ้ามีนักวิจัยเข้าไปช่วยเป็น “คุณอำนวย” (facilitator) ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ “สังเคราะห์” ขุมความรู้ออกมาเป็นความรู้เชิงทฤษฎี แล้วนำข้อสรุปนั้นมาทดสอบหรือทดลองต่อด้วยวิธีการทางการวิจัยที่คุ้นเคยกันโดยทั่วไป ก็จะเกิดความรู้ใหม่ขึ้น เป็นความรู้ที่มีรากฐานมาจากสังคมไทย จากชีวิตจริงของคนในสังคมไทย และได้รับการพัฒนาเป็นความรู้สากลต่อด้วยวิธีการวิจัยตามรูปแบบสากล

รูปแบบที่เล่านี้ จะเป็นการสร้างความรู้โดย “คุณกิจ” คือผู้ทำงานหรือทำกิจกรรมนั้น ๆ โดยผ่านกิจกรรม “ตลาดนัดความรู้” และใช้เครื่องมือ “ธารปัญญา” ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามกลุ่มหรือข้ามหน่วยงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้จะดำเนินการไปในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ “คุณกิจ” แต่ละกลุ่มร่วมกันกำหนด นักวิจัยทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการ “ดูด” (capture) ความรู้จากภายนอกมาทดลองใช้ และทำหน้าที่ “ตีความ” ขุมความรู้ยกระดับขึ้นมาเป็นความรู้เชิงทฤษฎี นำไปทดสอบความแม่นยำน่าเชื่อถือต่อไป

ผมอยากเห็นงานวิจัยสร้างความรู้ใหม่จากการดำเนินการจัดการความรู้แบบนี้แหละ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home