Friday, February 25, 2005

การจัดการความรู้ของชาวบ้าน : โรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี

การจัดการความรู้ของชาวบ้าน : โรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี
วิจารณ์ พานิช
25 ก.พ.48

เราไปเยี่ยมชมกิจกรรมของโรงเรียนชาวนา ต.วัดดาว อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.48 โรงเรียนชาวนานี้เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิข้าวขวัญ (มขข.) ดำเนินการใน 4 อำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยการสนับสนุนของ สคส. ที่เราไปเยี่ยมเป็น 1 ใน 4 โรงเรียนดังกล่าว และเป็นโรงเรียนที่ก้าวหน้าไปมากที่สุด เพราะเริ่มก่อนอำเภออื่น ๆ

ผมมีประเด็นเล่า 4 เรื่อง คือ (1) การทดลองโดยชาวบ้าน (2) การสร้าง “ความรู้” ไว้ใช้งานโดยชาวบ้าน (3) การต่อยอดความรู้โดยนักวิชาการ และ (4) การเป็น “คุณอำนวย” โดยผู้บริหารสำนักหอสมุดในมหาวิทยาลัย

การทดลองโดยชาวบ้าน เป็นส่วนสำคัญของการจัดการความรู้โดยชาวบ้าน เพราะความรู้ที่ชาวบ้านรับมาจากภายนอก มักเป็นความรู้ที่สร้างขึ้นจากสภาพแวดล้อมหรือบริบทที่ต่างจากบริบทของชาวบ้าน ป้าบังอร สุวรรณสูร หนึ่งในนักเรียนโรงเรียนชาวนาระดับแกนนำ กล่าวว่า เมื่อได้รับคำแนะนำเรื่องการทำนาโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี ก็นำไปทดลองทำเพียง 1 – 2 ไร่ก่อน เปรียบเทียบกับวิธีเดิม การทดลองทำให้เกิดความรู้ใหม่ เกิดทักษะใหม่ ผู้ที่กล้าทดลองสิ่งใหม่ วิธีการใหม่ ๆ จะเกิดการเรียนรู้ เมื่อทดลองแล้วนำผลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะเกิดการยกระดับความรู้ เกิดการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ซึ่งก็คือการจัดการความรู้นั่นเอง

การสร้าง “ความรู้” ไว้ใช้งานโดยชาวบ้าน ตัวอย่างของการสร้าง “ความรู้” เชิง “วัตถุ” หรือ “รูปธรรม” ที่เราเห็นคือจุลินทรีย์บำรุงดิน ที่ “สร้าง” โดยลุงสนั่น และโดยชาวนาคนอื่น ๆ จากการไปเก็บเชื้อจากน้ำตกไซเบอร์ จ.อุทัยธานี เราได้เห็นการสาธิตวิธีผลิต “หัวเชื้อ” หรือ “เชื้อพันธุ์” จุลินทรีย์โดยการเลี้ยงไว้บนใบไผ่แห้ง และวิธีขยายพันธุ์ไว้ใช้โดยการเพาะเลี้ยงในน้ำผสมกากน้ำตาล

การต่อยอดความรู้โดยนักวิชาการ ตัวอย่างคือ รศ. ดร. ก้าน จันทร์พรหมา ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ที่นครศรีธรรมราช มาพร้อมทีมงานอีก 3 คน เมื่อเห็น จุลินทรีย์ที่ชาวบ้านเพาะเลี้ยงอยู่ด้วยใบไผ่และรำข้าว เห็นจุลินทรีย์กำลัง “เดินสาย” เป็นเส้นใยสีขาว ก็ตรงเข้าขอเก็บตัวอย่าง เอาไปให้นักวิชาการของ มวล. วิจัยชนิดของจุลินทรีย์และศึกษานิสัยใจคอ และรายละเอียดอื่น ๆ ของมันทันที แล้วจะรีบส่งผลการวิจัยกลับมาให้เจ้าของคือ ลุงหนั่น เพื่อให้ชาวบ้านเอาผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์
ที่จริงการต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน โดยนักวิจัยยังมีอีกมาก รร. ชาวนาช่วงนี้ (ชั้นมัธยม) เป็นช่วงเรียนเรื่องดินและการบำรุงดิน อะไรที่ช่วยย่อยสลายอินทรีย์สารให้กลายเป็นปุ๋ยได้ง่ายและรวดเร็ว จะมีประโยชน์ นักวิจัยน่าจะวิจัยตัวช่วยย่อยสลายในธรรมชาติ

รร. ชาวนาวัดดาวช่วงที่จบมาแล้ว (ชั้นประถม) เรียนเรื่องการดูแลป้องกันแมลงในแปลงนา โดยไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง นี่ก็โจทย์วิจัยมากมายเกี่ยวกับแมลงในแปลงนา

การเป็น “คุณอำนวย” โดยผู้บริหารสำนักหอสมุดในมหาวิทยาลัยตัวจริงคือ อ. อารี ธัญกิจจานุกิจ รองผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ม. เกษตรศาสตร์ บางเขน ร่วมคณะไปด้วย หลังจาก ดูงานและเสวนา ก็เข้าใจแนวคิดเรื่องการจัดการความรู้ว่าดำเนินการโดย “คุณกิจ” (ในกรณีนี้คือชาวนา) และหนุนเสริม อำนวยความสะดวก โดย “คุณอำนวย” พระเอก “คุณอำนวย” ในวันนี้คือคุณณรงค์ อ่วมทรัพย์ แห่ง มขข. อ. อารีได้บอกผมว่าตนเองอยากเป็น “คุณอำนวย” ให้ รร. ชาวนา ผมได้แนะนำว่า “คุณอำนวย” ต้องทำงานแบบ “demand pull” คือสนองความต้องการของ “คุณกิจ” ไม่ใช่คิดแทน “คุณกิจ” ไม่ใช่เอาความรู้ภายนอกมายัดเยียดให้ แต่คอยไต่ถามความต้องการจาก “คุณกิจ” และ “คุณอำนวย” ที่เป็นพี่เลี้ยงใกล้ชิดซึ่งในกรณีนี้คือคุณณรงค์ จะเห็นว่า “คุณอำนวย” มีได้หลายคน หลายบทบาท ถ้ารวมตัวเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จะเป็นประโยชน์ต่อ “คุณกิจ” และต่อความเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” ของประเทศไทยเราเป็นอย่างยิ่ง

การไปเยี่ยม รร. ชาวนาวัดดาวคราวนี้ มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคนหนึ่งไปร่วมด้วย คือคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธาน พอช. และยังมือ ผอ. ศูนย์คุณธรรมฯ (น.ส.นราทิพย์ พุ่มทรัพย์) และคณะ และนักข่าวจาก นสพ. 4 ฉบับคือ มติชน สยามรัฐ คมชัดลึก และเดลินิวส์ สิ่งที่เราได้เห็นคือ ความมั่นใจในการเรียนรู้ร่วมกันของชาวบ้าน และคำบอกเล่าว่า การจัดการความรู้ รร. ชาวนาได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา ทำให้มีความสุขมากขึ้น มีความเป็นชุมชนมากขึ้น เอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วม รร.ชาวนา และเพื่อนบ้านมากขึ้น สามีภรรยามีความเคารพนับถือต่อกันและกันมากขึ้น ทุกคนบอกว่าจะรวมตัวกันเรียนรู้เช่นนี้ต่อไป แม้จะจบโครงการ รร. ชาวนา ก็จะยังคงรวมตัวกันเรียนรู้ต่อไป แต่คงจะต้องมี “คุณอำนวย” มาช่วยสร้างกระบวนการ

วิจารณ์ พานิช
15 ก.พ.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home