Thursday, March 31, 2005

ไปเป็นวิทยากร KM ที่เจนีวา

ไปเป็นวิทยากร KM ที่เจนีวา
วิจารณ์ พานิช
31 มี.ค.48

ที่เล่ามาแล้วเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำ KM ในการสัมมนาและใน workshop แต่จริง ๆ แล้วยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบของการคุยกันเป็นส่วนตัว และการ “keep in touch” คือจะคบค้าสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกันต่อไป และเป็นเรื่องที่ผมได้เรียนรู้มาก ได้ประสบการณ์มาทำงานในบ้านเราต่อไป

ถึงตอนนี้ผมจะเล่าแบบทำ AAR นะครับ ว่าผมคาดหวังอะไรจากการไปเจนีวาเพียง 1 วันครั้งนี้

(1) ผมคาดหวังว่า จะได้เรียนรู้ว่าคนในองค์กรที่เรียกว่าเป็น “องค์กรความรู้” อย่างองค์การอนามัยโลก มีทัศนคติและความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่อง KM อย่างไร
ในเรื่องนี้ผมได้คำตอบกระจ่างชัดมาก ว่า “องค์การอนามัยโลกกับประเทศไทยอยู่ในเรือลำเดียวกัน” คืออยู่ในเรือ “Learning Mode” ไม่ใช่ “Action Mode” คือมุ่งแต่จะฟัง – อ่านว่า KM คืออะไร ไม่ลงมือทำ ซึ่งจะทำให้ไม่มีวันเข้าใจ KM ผมบอกผู้เข้าร่วมสัมมนาในตอนสุดท้าย หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดกัน 50 นาที ว่า “We are in the same boat which will lead to nowhere. Because we focus on learning, not acting. To understand KM you have to go to action. If you do not do it, you will not understand it.
(2) ผมคาดหวังว่าจะได้มีโอกาสเรียนรู้นโยบายของ WHO ในการตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อว่า Department of Knowledge Management and Sharing (KMS) แล้วก็ได้รับรู้สมใจ เมื่อ Dr. Ariel Pablos – Mendez ผู้เป็นเสมือนอธิบดีของกรมจัดการความรู้ขององค์การอนามัยโลก ให้เอกสาร 3 แผ่น รวม 5 หน้า และบอกว่าอยากให้ผมเอาไปศึกษาและช่วยให้ความเห็นด้วย

อ่านเอกสารแล้วก็ตีความได้ว่า WHO ตั้งกรม KMS ขึ้นมาเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา “รู้แต่ไม่ทำ” (Know do gap)

เขาพูดกับผมเล่น ๆ ว่า KMI ของยูอายุ 2 ปี แต่ KMS ของไออายุปีเดียว คือตั้งในปี คศ.2004 นี่เอง

หมายความว่าเป็นเด็กพอ ๆ กัน ยังต้องเรียนรู้อีกมาก

ที่น่าสนใจก็คือ WHO เขาเอาห้องสมุดมาอยู่ภายใต้กรม KMS นี้ ซึ่งก็หมายความว่าห้องสมุดของ WHO จะต้อง “สร้างนวัตกรรมในการเป็นแหล่งความรู้ในยุค KM” ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้อำนวยการห้องสมุดชื่อ Yvonne Grandbois (อ่านว่าอีวอง กรองด์บัว) ก็ได้ความรู้สึกว่าเขามีความตั้งใจที่จะสร้างนวัตกรรมนี้อย่างจริงจังมาก ผมจึงขอให้ e-mail address ไว้ เผื่อคนทางห้องสมุดของเราจะเข้าไปร่วมขบวนการขับเคลื่อน “ห้องสมุดแนวใหม่ ในยุค KM” กับคุณอีวองด้วย (grandboisy@who.int) คุณอีวองบอกผมว่าห้องสมุดจะพัฒนาให้เป็นแหล่งที่คนมาค้นหา tacit knowledge ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เป็นแหล่งของ explicit knowledge อย่างที่เป็นอยู่ และเขาได้รับคำแนะนำจาก “ผู้รู้” ว่า วิธี “บันทึก” tacit k. ไม่ใช่เป็นการบันทึกเป็นตัวหนังสือ แต่ต้องบันทึกเป็นภาพยนตร์ ดังนั้นในการสัมมนาเรื่อง KM ที่ผมไปเป็นวิทยากรคราวนี้เขาจึงบันทึก VCD ไว้ด้วย

ตอนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน คุณอีวองและหมออาเรียลบอกผมว่าเขาแปลกใจมากที่ประเทศไทยจัดตั้งสถาบันแบบ KMI ขึ้น จึงอยากรู้ว่าผมคิดยังไงจึงริเริ่มตั้งสถาบันนี้ ผมก็บอกเขาแบบเล่น ๆ ว่าที่ตั้งขึ้นก็เพราะความเข้าใจผิด คือเมื่อผมจะหมดวาระการเป็น ผอ.สกว. “ครูตลอดชีวิต” ของผม คือ อ.หมอประเวศ ก็มาถามผมว่า “วิจารณ์ จบวาระที่ สกว. แล้วจะทำอะไร วิจารณ์สั่งสมประสบการณ์ด้านการจัดการไว้มาก ต้องหาทางทำงานให้เกิดประโยชน์ให้แก่ประเทศต่อ” ผมก็ตอบทันทีว่า “ทำเรื่องจัดการความรู้ครับ” โดยในตอนนั้นผมเข้าใจว่าคำว่า “จัดการความรู้” หมายถึงเอาความรู้มาจัดระบบ จัดความชัดเจน สังเคราะห์ และทำ packaging ให้เหมาะแก่ “ผู้ใช้” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ “downstream management” ของการจัดการงานวิจัย เท่ากับว่าผมคิดจะทำเรื่องจัดการงานวิจัยต่อนั่นเอง

พอมาจับทำเข้าจริง ๆ เพียงไม่กี่เดือน ผมก็รู้ว่าผมเข้าใจผิด ความเข้าใจตามที่เล่าข้างบน มีลักษณะเป็น supply – side KM ซึ่งจะไม่มีประโยชน์มากนัก KM ตัวจริงต้องเป็น demand – side KM ตามแบบที่ สคส. เราทำอยู่ในขณะนี้ ผมเอามาเล่าเสียยืดยาว (ตอนคุยกับฝรั่งไม่ได้เล่าละเอียดอย่างนี้) ก็เพื่อจะชี้ว่า ในเส้นทางเดินไปสู่ความสำเร็จนั้น ไม่ต้องกังวลว่าในรายทางจะเต็มไปด้วยความผิดพลาด ความหลงผิด หรือการจับผิดจุด ความผิดพลาดไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ นี่เป็นหัวใจของการจัดการความรู้นะครับ “อย่ารังเกียจ อย่ากลัวความผิดพลาด แต่อย่าอยู่กับมันนานเกินไป เมื่อสัมผัสแล้วต้องเรียนรู้ว่านี่คือมายา” การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่จะต้องสัมผัสทั้ง “มายา” และ “ความจริง” ทักษะในการจัดการความรู้ส่วนหนึ่งเป็นทักษะในการ “เล่นกับไฟ - ไฟมายา” เพื่อเป็นทางผ่านไปสู่ “ความจริง” คือการบรรลุ “หัวปลา”

กลับมาที่กรม KMS ของ WHO ในการทำหน้าที่ขจัดจุดอ่อน “รู้แต่ไม่ทำ” เขาจะเน้นดำเนินการ 3 แนวคือ
(1) e-Health ซึ่งก็คือการใช้ ICT เป็นเครื่องมือพัฒนาระบบสุขภาพ นั่นเอง
(2) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน WHO และออกไปภายนอก
(3) Knowledge translation เพื่อเอาความรู้จากผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด จะเห็นว่าข้อนี้ตรงกันกับวัตถุประสงค์ในตอนแรกของการจัดตั้ง สคส. แต่เราได้เดินมาจากจุดนั้นไกลมากแล้ว และเรามีแนวความคิดเกี่ยวกับ K translation กว้างกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารที่คุณหมออาเรียลให้ผมมา

วิจารณ์ พานิช
15 มี.ค.48
บนเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

Wednesday, March 30, 2005

ไปเป็นวิทยากร KM ที่องค์การอนามัยโลก เจนีวา 14 มี.ค.48

ไปเป็นวิทยากร KM ที่องค์การอนามัยโลก เจนีวา 14 มี.ค.48
วิจารณ์ พานิช
30 มี.ค.48

การไปเป็นวิทยากรเรื่อง KM ในองค์การระหว่างประเทศที่ทรงชื่อเสียงไม่ยากอย่างที่คิดครับ เพราะผมถือหลักว่าเราไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่ได้ไปในฐานะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มากไปด้วยความรู้ ตรงไหนที่เรารู้เราก็แลกเปลี่ยนกับเขา ตรงไหนไม่รู้เราก็บอกว่าไม่รู้ ตรงไหนเราไม่มีประสบการณ์เราก็บอกตรง ๆ ว่าเราไม่มีประสบการณ์ตรง ตรงไหนเราตีความหรือเดาเราก็บอกเขาตรง ๆ วิธีคิดและปฏิบัติแบบนี้ทำให้เรื่องยากกลายเป็นง่าย และทำให้ชีวิตเบาสบาย ไม่ต้องแบกอะไรที่มันหนักโดยไม่จำเป็น

การสัมมนาเรื่อง Knowledge Management in Social & Government Sectors in Thailand ใช้เวลาทั้งหมด 90 นาที ผมพูด 47 นาที ถามคำถามและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อจนครบ 90 นาที โดย Dr. Ariel Pablos – Mendez, Director, Knowledge Management and Sharing (KMS) ของ WHO เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายแลกเปลี่ยนและร่วมแลกเปลี่ยนด้วย Dr. Ariel Pablos – Mendez นี้เป็นเพื่อนกับคุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ และเคยทำงานที่มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ก่อนจะมาทำงานที่ WHO ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานที่ตั้งใหม่คือ KMS ได้ 1 ปี ในช่วงนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน น้อยกว่าครั้งก่อนซึ่งคนเข้าร่วมประมาณ 80 คน

อย่างที่ได้เล่าแล้ว ว่าผมใช้วิธีเอาประสบการณ์ไปเล่า คือเล่า 2 เรื่อง (1) KM ในภาคสังคม ได้แก่ HKM, UKM, และ GKM Network ในเรื่องตลาดนัดความรู้ เล่าเรื่องตลาดนัดความรู้โรงสีชุมชนกับตลาดนัดความรู้การทำนาแบบเกษตรธรรมชาติที่พิจิตร เป็นการฉาย PowerPoint ประกอบภาพ เขาบอกว่าการนำเสนอของผมเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเรื่องการประยุกต์ใช้ KM ในชาวนาและในสังคมชนบท และที่เขาสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการประยุกต์ใช้ KM ในเครือข่ายโรงพยาบาล รวมความแล้วคล้าย ๆ กับว่าประเทศไทยเราเป็นผู้นำในโลกในการประยุกต์ใช้ KM ในภาคสังคมกับภาคราชการ ก็แปลกดี ในส่วนคำถามหรือการอภิปรายแลกเปลี่ยนก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นการถามเชิงทฤษฎี ไม่มีใครเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน คงเพราะเขาเองก็ยังไม่ได้ลงมือทำนั่นเอง



เห็นไหมครับ ตกหลุม “ไม่ทำ เอาแต่รำมวย” กันทั่วไป แม้ใน WHO ก็ไม่เว้น

หลักจากพักพอหายเหนื่อย ก็เป็น Workshop เรื่อง Collective Learning ใช้เวลา 90 นาที มีคนเข้าร่วมเพียง 10 คนเท่านั้น ซึ่งก็มีผลดี ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างทั่วถึง ประเด็นที่ผู้เข้าร่วมหยิบยกขึ้นมาคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้แก่

· How to build collective learning mechanisms into management learning programmes
· Knowledge mapping
· How to get around knowledge is power
· New methodologies of learning
· Balance between explicit VS tacit knowledge
· Capturing tacit knowledge
· From theoretical strategy to practice

ผมก็ยังคงใช้ยุทธศาสตร์เดิม คือให้ความเห็นเฉพาะเรื่องที่มีประสบการณ์ตรง และใช้วิธี
เล่าเรื่อง

มีคนติดใจคำพูดของผม ว่าหากจะให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างทรงพลัง จะต้องยอมรับการแสดงความเห็นในลักษณะที่ไม่เห็นพ้องกับความเห็นของหัวหน้าได้ เขาสงสัยว่าสภาพเช่นนี้ในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้อย่างไร หัวหน้าจะยอมรับได้อย่างไร ผมได้ชี้ให้เห็นว่าสภาพเช่นนั้นจะไม่ก่อปัญหาด้านความรู้สึกแต่อย่างใด เพราะลูกน้องจะแสดงความเห็นภายใต้บริบทงานของตนเอง เป็นการเสนอความเห็น/ความรู้ภายใต้บริบทของตน ซึ่งตนเองมีประสบการณ์ตรง มีความรู้ดีที่สุด การที่เป็นความเห็นที่แตกต่างจากหัวหน้าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความเห็นของหัวหน้าจะมีลักษณะ generic กว่า ในขณะที่ความเห็นของลูกน้องมีลักษณะ specific คือ context – specific ความรู้ในเรื่องงานมีความซับซ้อนมาก มีหลายมิติ หลายมุมมอง แต่ถ้ามีการนำเสนอโดยยึดที่ “หัวปลา” เป็นหลัก เพื่อการบรรลุ “หัวปลา” เป็นเป้าหมาย ความคิดเห็นที่แตกต่างจะกลายเป็นการเสริมพลัง ไม่ใช่เป็นการขัดแย้ง

เรื่อง “หัวปลา” ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของการทำ KM นี้ ผมพูดซ้ำ ๆ จนในที่สุดคนฟังก็พลอยสนุกไปกับคำ “Fish Head” ไปด้วย

ผมจะย้ำแล้วย้ำอีกว่า เมื่อกำหนด “Fish Head” ชัดเจนแล้ว ก็ฝึกอบรม CKO กับ KF (“คุณอำนวย”) เพื่อให้คน 2 กลุ่มนี้ไปรับผิดชอบดำเนินการ Knowledge Market ต่อโดยเอา KP มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของความสำเร็จ (Success Stories) ของการบรรลุ “Fish Head” กัน โดยที่เจ้าของ “Fish Head” คือ KP หรือ “คุณกิจ”

ผมได้ชี้ให้ผู้เข้าร่วม workshop เห็นว่า การมัวหลงฟังการบรรยายหรืออ่านตำรา KM เป็นการหลงทาง จะให้เกิดผลต้องเริ่มดำเนินการ KM เลย โดยเริ่มที่ Knowledge Market ให้ KP (“คุณกิจ”) เอาเรื่องราวของความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

มีคนถามว่า ที่เรียกว่า Best Practice นั้น มีระดับไหม จะประเมินระดับให้แม่นยำได้อย่างไร ผมได้ชี้ให้เห็นว่า นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การระบุว่าใครเด่นกว่าใคร เราเอา Best Practice มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยเป้าหมายใช้ Best Practice เป็น tool หรือเป็น means ไม่ใช่ end และในความเป็นจริงแล้ว พอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สมาชิกก็จะบอกได้เองว่าเป็น Best Practice ระดับ 2 star, 3 star, 4 star หรือ 5 star และจากหลาย Best Practice ก็จะสามารถ capture Core Competence ในการบรรลุ “Fish Head”

ในเรื่องสมดุลระหว่าง tacit กับ explicit knowledge นั้น ผมได้ชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่สมดุล แต่เป็นการเสริมพลัง (synergy) ระหว่างความรู้ 2 แบบนี้ ซึ่งถ้าดำเนินการจัดการความรู้จนมีทักษะชำนาญ ก็จะสามารถหมุนเกลียวความรู้ให้เกิดการยกระดับความรู้อย่างทรงพลังได้

ส่วนเรื่องการ capture tacit knowledge นั้น ต้องทำผ่านการเล่าเรื่องที่เป็นการทำงานของตนเอง จะทำให้การ “ถอดความรู้” เป็นการถอดผ่านการทำงานจริง ได้ความรู้ที่ยึดโยงอยู่กับงาน เป็นความรู้ที่ context-rich ไม่ใช่ความรู้ที่ลอยหรือไม่นุ่งผ้า คำว่า “ผ้า” ในที่นี้คือ context หรือบริบท

ความรู้ที่ผมได้รับจากการไปเป็นวิทยากรคราวนี้ ก็คือ KM มีโรคระบาดประจำตัว คือโรคไม่ทำ มุ่งแต่จะเรียนรู้เรื่อง KM ไม่ว่าที่เมืองไทยหรือที่ WHO โรคนี้ระบาดหนักพอ ๆ กัน

วิจารณ์ พานิช
14 มี.ค.48
บนเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

Tuesday, March 29, 2005

ไปเป็นวิทยากรใน WHO KM Seminar ที่เจนีวา 14 มี.ค.48

ไปเป็นวิทยากรใน WHO KM Seminar ที่เจนีวา 14 มี.ค.48
วิจารณ์ พานิช
29 มี.ค.48

เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ผมได้รับ e-mail จาก Benjamin Docker, ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของ United Nations System Staff College ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองตูริน อิตาลี ว่าทางองค์การอนามัยโลกที่เจนีวาต้องการจัดสัมมนาด้าน KM 4 ครั้งให้แก่พนักงานของตน ในช่วงเดือน ต.ค.47 – ม.ค.48 และอยากให้ผมไปเป็นวิทยากรครั้งหนึ่ง หลังจากติดต่อกันทาง e-mail หลายครั้ง และทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง ก็ตกลงกันได้ว่ากำหนดวันเป็น 14 มี.ค.48 โดยจะมี 3 กิจกรรมสำหรับผมในวันที่ 14 มี.ค.48 คือ (1) เป็นวิทยากรในสัมมนา ซึ่งใช้เวลา 90 นาที ในช่วง 12.30 – 14.00 น. โดยผมพูด 50 นาที และซักถามแลกเปลี่ยนประสบการณ์อีก 40 นาที ในเรื่องประสบการณ์การส่งเสริมการดำเนินการ KM ในภาคสังคมและภาคราชการในประเทศไทย (2) Workshop เรื่อง Collective Learning ใช้เวลา 90 นาที และ (3) คุยกันอย่างไม่เป็นทางการเรื่องกิจกรรม KM ขององค์การอนามัยโลก นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเสริมเป็นเรื่องที่ 4 คือเรื่องโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย เนื่องจากผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งชื่อ Phillipp Greif เขาเกิดเอาชื่อผมไปค้นใน PubMed และพบว่าผมเคยมี publication ภายใต้ชื่อ Panich V ถึง 14 เรื่อง จึงขอเวลามาคุยด้วย

การสัมมนา KM ของ WHO จัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกมี Etienne Wenger ผู้เขียนหนังสือ Community of Pracitce เป็นวิทยากร และครั้งที่ 2 มี Bruno Laporte จากธนาคารโลกเป็นวิทยากร การสัมมนาในวันที่ 14 มี.ค.48 เป็นครั้งที่ 3 มีผมเป็นวิทยากร

ประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนวันสัมมนา เขาขอให้ผมเขียน abstract ของเรื่องที่จะพูดส่งไปให้เขาใช้ในการประชาสัมพันธ์แก่ผู้ที่จะเข้าร่วม ผมได้ส่งไปให้เขาดังนี้

Knowledge Management Seminar
Experience of Promoting KM in Social and Public Sectors in Thailand
Vicharn Panich, MD
Director, The Knowledge Management Institute, Thailand

KM in farmers has been implemented in two forms; Farmer School and Knowledge Market. Farmer School is aimed at promoting organic or natural agriculture to reduce health hazards due to agriculture chemicals. “Students” are practicing farmers who come to “school” one day a week to learn and share their tacit knowledge from their practice in his or her own farm and learn explicit knowledge from invited outside scientific experts.

“Students” make study visits to Agricultural University and other government laboratories to learn new scientific methods. Visits to other farmers with “best practices” are also organized to learn their tacit knowledge. “Students” share and learn much more in their daily life, not only in “school” time. They describe that illness has been very much reduced and they attain much more happiness in life.

Issue – based Knowledge Market has been introduced to farmers in Pijit Province by civic groups. Community Rice Mill Knowledge Market and Natural Agriculture Knowledge Market have been introduced for 2 days each. Groups of people with success stories are invited to do knowledge sharing in the market. Other people who are interested can join at their own expense. The events trigger on-going share and learn behavior.

KM in public sector has been implemented in the form of Hospital KM Network with common goal of attaining high quality service. Knowledge sharing sessions to develop core competencies, self-assessment table, self-assessment, and River Diagram (UNAIDS – Learning to Fly) were arranged to practicing hospital personnel with assistance from facilitators. Participants understand KM from practice and expand the network by themselves.

และหลังจากนั้นเล็กน้อย ผมก็ได้ส่ง file ของ PowerPoint ที่ผมจะใช้ประกอบการบรรยายไปให้ เพื่อให้คณะผู้จัดมองเห็นภาพว่าผมจะบรรยายแนวไหน ตอนบรรยายจริงใน PowerPoint จะมีรูปกิจกรรม KM ที่เราไปสนับสนุนให้เกิดประกอบ เพื่อให้เห็น “ชีวิต” จริงของกิจกรรม KM แต่ file PowerPoint ที่มีภาพประกอบนี้มีขนาดใหญ่ถึง 29 MB จึงไม่สามารถส่งให้เขาทาง e-mail ได้

นอกจากนั้น ผมยังได้เตรียมทำ PowerPoint ภาษาอังกฤษอีก 2 ชุด ชุดหนึ่งชื่อ Collective Learning สำหรับใช้ฉายประกอบการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในช่วง Workshop ซึ่งผมเตรียมเล่าประสบการณ์ของคณะแพทยศาสตร์ มอ., สกว., และ สคส. ชุดนี้ผมไม่ได้ส่งให้เขาเพราะไม่คิดว่าผมเป็นผู้บรรยายใน workshop ผมคิดว่าใน workshop ผู้เข้าร่วมทุกคนควรมีบทบาทเสมอภาคกัน ผมทำหน้าที่เป็น resource person ก็จะให้ความเห็นหรือเล่าประสบการณ์เมื่อมีคนขอ

PowerPoint อีกชุดหนึ่งชื่อ Key Practical Points for KM ผมแปลและถอดบทความจาก PowerPoint ชื่อ แนวคิดในการจัดการความรู้ ซึ่งผมบรรยายในการสัมมนาวิชาการเรื่องเทคโนโลยีทางการเกษตร ครั้งที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ 9 มี.ค.48 และจะบรรยายอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 มี.ค.48 ในชื่อ ตกผลึกการจัดการความรู้ บรรยายใน 6th HA National Forum จัดโดย พรพ. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี PowerPoint ประกอบเสียงของการบรรยายทั้ง 2 ครั้งนี้จะมีขายที่ สคส. ในรูปของ CD-ROM โดยใน CD เดียวกัน จะมี Narrated Ppt. ให้ทั้ง 2 ชุด

คุณสุปราณี จริยะพร ผู้จัดการสำนักงานของ สคส. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ช่วยแปลและย่อรายงานประจำปี 2547 ของ สคส. เป็นภาษาอังกฤษ สำหรับใช้แลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เมื่อเห็นว่าผมจะไปพูดที่เจนีวา ก็เกิดแรงบันดาลใจรีบแปลออกมาโดยเร็ว ได้ Annual Report 2004 ของ KMI Thailand ออกมา และส่งเป็น attached file ไปให้คณะผู้จัดการสัมมนาทาง e-mail ได้ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ และพิมพ์เป็นรูปเล่มง่าย ๆ 5 ชุด ให้ผมถือไปด้วย เป็นอันว่าการได้รับเชิญไปพูดที่เจนีวาคราวนี้มีอานิสงส์ให้ สคส. มีรายงานเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในเว็บไซต์แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

จะเห็นว่าสิ่งที่ผมไปแลกเปลี่ยน และ “ให้” ในการสัมมนา KM ของ WHO ครั้งนี้คือ “ความรู้จากประสบการณ์” หรือ Tacit Knowledge จากการดำเนินการส่งเสริม KM ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 2 ปีเศษ

เราไม่ได้เป็น guru ในเรื่อง KM นะครับ เราเป็นเพียง “คุณกิจ” ในการสร้างองค์ประกอบและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความรู้เท่านั้นเอง และถ้ามองว่า “คุณกิจ” ในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความรู้คือคนไทยทุกคน พวกเราที่ สคส. ก็เป็น “คุณอำนวย”

บันทึกชุดนี้เขียนขึ้นก่อนที่ผมจะเข้าร่วม 3rd WHO KM Seminar นะครับ บรรยากาศจริง ๆ ของการสัมมนาจะเล่าในบันทึกตอนหน้า

วิจารณ์ พานิช
4.00 น. 14 มี.ค.48
Hotel de Geneve เจนีวา

Monday, March 28, 2005

สมดุลแห่งความรู้

สมดุลแห่งความรู้
วิจารณ์ พานิช
28 มี.ค.48

นิตยสารบีสิเนสวีค ฉบับวันที่ 14 มี.ค.48 ลงโฆษณาเต็ม 2 หน้าโดย WWF (World Wildlife Fund) เป็นรูปเขื่อน ภูเขา และทะเลสาบที่เกิดจากเขื่อน สวยงามมาก ตรงที่ควรจะเป็นเขื่อนเขาทำเป็นแผ่นหินมหึมา มีตัวอักษรเขียนว่า “The true cost of a dam never shows up on a balance sheet”

ใต้ภาพมีคำอธิบาย พอจะถอดความได้ว่า ตามข้อความในกระดาษ (แผน) เขื่อนเป็นของดี แต่ในความเป็นจริงเขื่อนทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำโดยไปปิดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้คนในท้องถิ่นสูญเสียบ้านและที่ทำกิน พื้นที่ใต้เขื่อนมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกน้อยลง มีปลาน้อยลง ทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากการทำลายป่าในพื้นที่เก็บน้ำ แผนค่าใช้จ่ายในการสร้างเขื่อนก็มักไม่แม่นยำ โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายจริงจะมากกว่าที่ระบุในแผน 56% WWF มีเอกสาร Investor’s Guide to Dams แนะนำวิธีสร้างและจัดการเขื่อนที่ดี และแนะนำวิธีพัฒนาพลังงานและแหล่งน้ำในรูปแบบอื่น และให้เว็บไซต์ไว้ www.panda.org/dams

เรื่องเขื่อนก็เหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่มีได้หลายมุมมองและสังคมควรได้รับรู้ ความรู้หรือความเป็นจริงในเรื่องต่าง ๆ จากหลากหลายมุมมอง โลกตะวันตกเขามีจุดแข็งในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่มีคนออกมากล่าวหาเป็นระยะ ๆ ว่ารัฐบาลอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลปัจจุบัน ปกปิดข้อมูลหรือให้ข้อมูลด้านเดียวหรือบิดเบือนความจริงในหลายเรื่อง

ในยุคสังคมความรู้ คนในสังคมจะต้องสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างทั่วถึงและสมดุล นี่คือสภาพในอุดมคติ แต่ในความเป็นจริงมนุษย์มีทั้งอุดมคติและอคติอยู่ด้วยกัน จึงมีคนพยายามสื่อ “ความรู้” ออกมาในลักษณะที่จะทำให้ตนได้รับผลประโยชน์ สังคมจึงต้องมีมาตรการควบคุมการบิดเบือนความจริงต่อสาธารณะ ส่งเสริม/กำหนดให้ต้องเปิดเผยสารสนเทศ ข้อมูลและความรู้ที่ความเป็นสมบัติสาธารณะ

มาตรการดังกล่าวต้องมีหลายระดับ หลายมิติ ที่ WWF ลงโฆษณาก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งหัวใจคือการสร้าง “สมดุลแห่งความรู้” ให้ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ที่แตกต่างไปจากหลักฐานของกลุ่มผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อน

ในโลกของความเป็นจริง “ความรู้” สำหรับการใช้งานต้องเป็นความรู้ที่มีความชัดเจน โฟกัส เลือกมาจากหลายมุมมอง จากความรู้ที่ซับซ้อนหลากหลาย เอามาผ่าน “การกรอง” ของเราเอง แต่ในโลกของความเป็นจริง เรามักได้รับความรู้ที่คนอื่นเป็นผู้ “กรอง” มาก่อนแล้ว ถ้าเป็นการ “กรอง"”เพื่อเอาความจริงบางแบบออกไปเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สังคมนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย เรื่องแบบนี้ซับซ้อนมาก ไม่ว่าจะมองในมุมของการเมือง หรือมองในมุมของการจัดการความรู้ ในการจัดการความรู้ที่แท้ การ “กรอง” นี้ต้องทำโดย “คุณกิจ” ไม่ใช่ผู้อื่นทำให้

วิจารณ์ พานิช
13 มี.ค.48
เจนีวา

Friday, March 25, 2005

การจัด Workshop ฝึกอบรม “คุณอำนวย”

การจัด Workshop ฝึกอบรม “คุณอำนวย”
วิจารณ์ พานิช
25 มี.ค.48

ในวันที่ 31 มี.ค. 48 จะเป็นวันสำคัญของ สคส. เพราะจะเป็นวันที่ สคส. เราร่วมจัดกิจกรรมแรกในโครงการแก้ปัญหาความยากจน เป็นกิจกรรมแรกของการเอา KM ไปเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจน โดยที่เจ้าของเรื่อง คือ พอช., สกว. ฝ่ายชุมชน, และ ศตจ.
กิจกรรมนี้คือ Workshop ฝึกอบรม “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) สำหรับไปทำหน้าที่ “จุดไฟ ใส่ฟืน” การดำเนินการจัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจน ซึ่งจะต้องดำเนินการโดย “คุณกิจ” (Knowledge Practitioner) คือชาวบ้าน
การดำเนินการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้าน ต้องดำเนินการโดยชาวบ้าน แต่ไม่ใช่แยกกันทำเป็นคนๆ แบบต่างคนต่างทำ แต่มีการรวมหมู่รวมกลุ่มกันทำ ใช้ความเป็นชุมชนเป็นเครื่องมือ
การดำเนินการจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่ต้องทำเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ทำโดยคนคนเดียว เพราะหัวใจของการจัดการความรู้คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแบ่งปันความรู้

หัวปลา
ก่อนจะดำเนินการจัดการความรู้ ต้องหา “หัวปลา” ให้พบและชัดเจนเสียก่อน “หัวปลา” คือเป้าหมายของการจัดการความรู้
“คุณอำนวย” ที่มาเข้า workshop ครั้งนี้ ร่วมกันเป็นเจ้าของ “หัวปลา” คือร่วมกันทำงาน เพื่อให้ “คุณกิจ” บรรลุการแก้ปัญหาความยากจน
เจ้าของ “หัวปลา” ตัวจริง คือ “คุณกิจ” ซึ่งในที่นี้คือชาวบ้าน
แต่ใน workshop นี้ “หัวปลา” ใหญ่ กว้างเกินไป จึงหา “หัวปลา” ย่อยมาหนึ่งหัวคือ แผนแม่บทชุมชน สำหรับนำมาเป็นตัวเดินเรื่องใน workshop

วัตถุประสงค์ของ Workshop
เพื่อให้ “คุณอำนวย”
1. เข้าใจการจัดการความรู้ จากประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่ใช่จากการอ่านหนังสือ หรือการบรรยาย เป็นการเรียนรู้โดยการผ่านประสบการณ์หรือการปฎิบัติ แล้วตนเองเป็นผู้ตีความประสบการณ์เป็นความรู้
นี่คือ “ความรู้” ตัวจริง ในคำว่า “การจัดการความรู้”
2. ได้ฝึกทักษะ (Skills) ในการดำเนินการจัดการความรู้ ได้แก่
- storytelling
- positive thinking
- appreciative inquiry
- dialogue
- การจัดบรรยากาศ/ความสัมพันธ์แนวราบ “ถอดหมวก” “ลืมตำแหน่ง” “ถอดอาวุโส” “ลดอายุเหลือ 25 ปี เท่ากัน”
- การพูดออกมาจากใจ ไม่กังวลว่าจะผิด ไม่กลัวเพื่อนว่าไม่ฉลาด
- การฟังผู้อื่น ฟังใจผู้อื่น ฟังให้ “ได้ยิน” แต่ยังไม่ตัดสินถูก-ผิด
- ทักษะในการกระตุ้นให้ผู้อื่น “เล่าเรื่อง” หรือ “พูดออกมาจากใจ”
- ทักษะในการจับประเด็น ตีความ/สรุป ออกมา และบันทึกเป็น Core Competence และ “ตารางอิสรภาพ”
- ทักษะในการจับประเด็น ตีความ/สรุป และบันทึกเป็น “ขุมความรู้” (Knowledge Assets)
- ทักษะในการเสาะหา และคัดเลือก “ความสำเร็จ” ของ “คุณกิจ” สำหรับนำมาเล่าเรื่องในตลาดนัดความรู้
3. เป็นจุดเริ่มต้นของ การดำเนินการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ช่วยให้
“คุณอำนวย” ได้เห็น “ป่าแห่งความรู้” ที่จะช่วยให้ชาวบ้านลดความยากจน
4. เป็นจุดเริ่มต้นของ “เครือข่ายคุณอำนวย” ในการดำเนินการจัดการความรู้ เพื่อแก้ปัญหา
ความยากจน
5. เพื่อเตรียมการจัด “ตลาดนัดความรู้แก้ปัญหาความยากจน” ให้ “คุณกิจ” จากหลากหลาย
พื้นที่ เอาความสำเร็จของตนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง ในชีวิตประจำวัน

ย่อส่วน
กิจกรรมที่ “คุณอำนวย” เรียนรู้ใน workshop 1 วัน นี้ จริงๆ แล้ว ควรต้องใช้เวลา 1 ปี สำหรับการเรียนรู้ ดังนั้น “คุณอำนวย” ต้องเอาประสบการณ์จาก workshop นี้ ไปเรียนรู้ต่อด้วยตนเอง และโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม “คุณอำนวย” ด้วยกัน โดยเน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติหน้าที่คุณอำนวย เสริมด้วยการอ่านบทความ ตำรา และฟังบรรยาย
ดังนั้น ต้องเข้าใจข้อจำกัดของการเรียนรู้ใน workshop นี้

ทักษะของ “คุณอำนวย”
“ความรู้” เชิงทักษะของ “คุณอำนวย” มี 7 ประการ
1. ทักษะในการจัดกิจกรรมเพื่อหา “หัวปลา” และเชื่อมโยง “หัวปลา” ย่อย เข้ากับ “หัวปลา” ใหญ่
2. การจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง “คุณกิจ” กลุ่มเดียวกัน
3. การเชื่อมโยงกลุ่ม “คุณกิจ” กับภายนอก
4. การจัดตลาดนัดความรู้
5. การขับเคลื่อนเครือข่าย “คุณอำนวย” แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม “คุณอำนวย” แก้ปัญหาความยากจน
6. บทบาทเชิงระบบในการร่วมกับผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ในการขับเคลื่อนเชิงระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
7. การเผยแพร่ความรู้ในการเป็น “คุณอำนวย”

ทักษะในการจัดกิจกรรมเพื่อหา “หัวปลา”
- ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Vision, Mission, Strategic Plan ขององค์กร
- การจัดกระบวนการให้ “คุณกิจ” ร่วมกันกำหนด “หัวปลา” ที่สอดคล้องกับ Vision, Mission, Strategic Plan ขององค์กร
- การทำให้ “คุณกิจ” ร่วมกันเป็นเจ้าของ “หัวปลา”
- การทำให้ “หัวปลา” ย่อย สอดคล้องกับ “หัวปลา” ใหญ่

“ความรู้” ในการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง “คุณกิจ”
- ทักษะในการกระตุ้นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างบรรยากาศที่เปิดเผย ความสัมพันธ์แนวราบ ฯลฯ อาจเรียกได้ว่า “ทักษะในการ facilitate KS”
- ทักษะในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดสถานที่ และเครื่องอำนวยความสะดวก การจัดเชิญ “แขก” สำหรับเป็นตัวกระตุ้น สร้างความคึกคักจริงจัง และเอา “ความรู้” ภายนอก มาให้ “คุณกิจ” capture
- ฯลฯ

“ความรู้” ในการเชื่อมโยงกลุ่ม “คุณกิจ” กับภายนอก
- พาไปดูงาน รู้จักสถานที่ดูงาน รู้จักเลือกสถานที่
- รู้จักวิทยากร และแหล่งความรู้สมัยใหม่ สำหรับให้ “คุณกิจ” capture ความรู้
- รู้จักแหล่งทรัพยากร สำหรับนำมาใช้ในกิจกรรมของ “คุณกิจ”
- มียุทธศาสตร์/ยุทธวิธี ในการเชื่อมโยง “คุณกิจ” กับภายนอก โดยไม่ให้อิทธิพลภายนอกมีอำนาจเหนือ
- ฯลฯ

“ความรู้” เกี่ยวกับการจัดตลาดนัดความรู้
- รู้วิธีเลือกกลุ่ม “คุณกิจ” ที่มีความสำเร็จ มาร่วมตลาดนัด
- รู้จักจัดกิจกรรมในตลาดนัด ให้มีความหลากหลาย และกระตุ้นซึ่งกันและกัน
- มีความรู้เกี่ยวกับผู้ดำเนินการ KM ที่อื่น ที่ควรเชิญมาร่วมตลาดนัด เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออกไปนอกเครือข่ายของตน
- รู้วิธีสร้างความคึกคัก ความมีชีวิตชีวา ในตลาดนัด
- ฯลฯ

“ความรู้” ในการขับเคลื่อนเครือข่าย “คุณอำนวย”
- ดำเนินการขับเคลื่อนเครือข่าย “คุณอำนวย” จัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างทรงพลัง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการปฏิบัติหน้าที่ “คุณอำนวย” อย่างต่อเนื่อง
- ร่วมกันจัดพื้นที่ KS ทั้งพื้นที่จริง และพื้นที่เสมือน
- เกิด CoP “คุณอำนวย” แก้ปัญหาความยากจน
- มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” กับ “คุณอำนวย” KM ด้านอื่น
- ฯลฯ

ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้บริหารในระดับต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเชิงระบบในการแก้ปัญหาความยากจน
- เรียนรู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ ในการดำเนินการแก้ปัญหาความยากจน
- มีทักษะในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนสารสนเทศและความคิดเห็นกับผู้บริหาร
- มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรสำหรับดำเนินการแก้ปัญหาความยากจนและรู้จักวิธีการเข้าถึง และนำมาใช้ในกิจกรรม KM ของเครือข่าย
- ฯลฯ

ทักษะในการเผยแพร่ “ความรู้” ในการเป็น “คุณอำนวย”
- ทักษะในการจดบันทึก “ขุมความรู้” ด้านการเป็น “คุณอำนวย”
- ทักษะในการเขียนบทความเผยแพร่
- ทักษะในการบรรยาย
- ทักษะในการจัด workshop สร้าง “คุณอำนวย”
- ทักษะด้าน ICT

วิจารณ์ พานิช
23 มี.ค. 48

ความรู้สำหรับคนในวงการธุรกิจ

ความรู้สำหรับคนในวงการธุรกิจ
วิจารณ์ พานิช
25 มี.ค.48

เพราะนอนไม่หลับ จึงหันมาเขียนบันทึกความรู้ดี ๆ ที่ได้จากนิตยสารฟอร์จูนฉบับวันที่ 28 มี.ค.48 ที่จริงเขาไม่ได้บอกว่าเป็นฉบับวันที่ 28 มี.ค.นะครับ เขาบอกว่าเป็นฉบับที่ให้เอาออกวางแผงจนถึงวันที่ 28 มี.ค.48

เวลาเดินทางโดยเครื่องบิน ผมจะพยายามหานิตยสารฟอร์จูนและฟอรับส์มาอ่าน เพื่อเรียนรู้วิธีคิดของวงการธุรกิจ เรียนรู้ด้านการจัดการในมุมมองของธุรกิจ โดยที่ความคิด ความรู้และวิธีการหลายอย่างในนั้น ผมบอกตัวเองว่าผมไม่ควรใช้ ไม่รู้ว่าผมบอกตัวเองถูกหรือผิด

นิตยสารฟอร์จูนเคยส่งจดหมายมาชวนให้ผมบอกรับเป็นสมาชิก แต่ผมไม่ได้บอกรับ เพราะค่าสมาชิกแพงเกินไป และผมก็ไม่ได้ต้องการเรียนรู้เรื่องทางธุรกิจโดยตรง

เรื่องการอ่านหนังสือ นิตยสารและหนังสือพิมพ์นี้ ผมเป็นคนที่เลือกอ่าน ผมเป็นคนที่เลือกอ่าน โดยพยายามไม่รับเอา “ขยะ” เข้ามาในสมองของผมมากเกินไป แต่ก็ต้องรับรู้และเรียนรู้บ้าง มิฉะนั้นจะเป็นคน “หลุดโลก” มากเกินไป

ฟอร์จูนคัดเลือกหนังสือ 75 เล่ม ที่ถือเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่นักธุรกิจควรอ่าน และถ้าอ่าน 75 เล่มนี้แล้ว ก็จะได้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ครบถ้วน

ทำไมจึง 75 คำตอบก็คือเพื่อฉลองนิตยสารฟอร์จูนที่มีอายุ 75 ปีแล้ว

ผมจะไม่เอารายชื่อหนังสือ 75 เล่มมาลง ใครสนใจก็ไปหาอ่านเอาเองได้ แต่ผมจะบันทึกความประทับใจ ว่าผู้เขียน (Jerry Useem) ระบุความรู้สำหรับคนในวงการธุรกิจไว้อย่างสมดุลดีมาก โดยจัดกลุ่มความรู้ไว้ 16 กลุ่ม ดังนี้
(1) เกี่ยวกับความเฟื่องฟูและความตกต่ำ (boom & bust) ของธุรกิจ
(2) เกี่ยวกับองค์กร (corporation)
(3) เกี่ยวกับการตัดสินใจ
(4) ด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ
(5) ด้านจริยธรรม
(6) ด้านโลกาภิวัฒน์
(7) ด้านการลงทุน
(8) ด้านภาวะผู้นำ
(9) การต่อรองและการจัดการ
(10) การเมืองในองค์กร
(11) อำนาจ (power)
(12) การจัดการโครงการ
(13) ยุทธศาสตร์
(14) เทคโนโลยีและนวัตกรรม
(15) การเงิน (เขาใช้คำว่า Wall Street)
(16) งานและชีวิต

อ่านบทความนี้แล้ว คิดว่าตัวเราเองน่าจะได้หยุดคิด และทำรายการหมวดหมู่ของความรู้ที่
เราต้องการใช้ในการทำงานในขณะนี้ ก็จะทำให้การเรียนรู้ของเรามีทิศทางเป้าหมายชัดเจนขึ้น จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะอ่าน ศึกษาค้นคว้า และไต่ถามผู้คนได้ดีขึ้น คือ “เลือก” เรียนได้ตรงเป้าขึ้นนั่นเอง

เมื่อวานนี้ ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีการพูดกันเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย ที่จะให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนวิชาที่ตนอยากเรียน พอพูดถึงความรู้ในรายวิชา คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม หันมากระซิบถามว่า “วิจารณ์ ขณะนี้คุณใช้ความรู้ในรายวิชาไหนในการทำงาน”

เราตอบในใจว่า “รายวิชาชีวิต” คือใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอดชีวิต ซึ่งมากและซับซ้อนกว่าที่เรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากมายนัก แต่ความรู้ที่ได้จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็เป็นรากฐานที่ดีต่อการเรียนรู้ใน “รายวิชาชีวิต”

วิจารณ์ พานิช
13 มี.ค.48

Thursday, March 24, 2005

คำแนะนำจากสุดยอดนักบริหาร

คำแนะนำจากสุดยอดนักบริหาร
วิจารณ์ พานิช
24 มี.ค.48

ผมกำลังนั่งเครื่องบินการบินไทยจากกรุงเทพฯ ไปยังแฟรงค์เฟิร์ต เพื่อจะต่อไปยังเจนีวาครับ

นิตยสารฟอร์จูน ฉบับวันที่ 28 มี.ค.48 ไปสัมภาษณ์นักบริหาร 28 คนว่า คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ตนเคยได้รับ คืออะไร ผลเป็นดังนี้
· คุณทำถูกต้อง ไม่ใช่เพราะคนอื่นเห็นด้วย แต่เป็นเพราะคุณมีข้อมูลที่ถูกต้อง
· จงสำรวจหาทักษะที่คุณไม่มี แล้วจ้างคนที่มีทักษะเหล่านั้น
· จงกล้าที่จะทำงานที่ยาก เลือกงานที่ยาก
· จงทำตามสัญชาตญาณของตนเอง อย่าทำตามคนที่มองโลกแตกต่างจากคุณ
· จงเป็นคนมีอัธยาศัยที่ดี ทำให้ดีที่สุด และทำงานโดยมองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด
· จงเป็นตัวของตัวเอง
· อย่าฟังคนที่คิดเชิงลบ
· อย่าจำกัดตัวคุณเองไว้กับความคาดหวังในอดีต
· ไม่มีใครเลยที่ไม่มีความรู้
· เมื่อปัญหาซับซ้อนมากจนปวดหัว ให้ใช้หลักทำ 3 อย่างต่อวัวที่ตกท่อ
(1) เอาวัวออกมาจากท่อ
(2) หาให้ได้ ว่าวัวลงไปในท่อได้อย่างไร
(3) ดำเนินการไม่ให้วัวตกท่อได้อีก
· หัวใจคือ มีไอเดีย กับมีความมั่นใจที่จะลงมือทำ
· ปัจจัยแห่งความเจริญ ความก้าวหน้า ไม่ได้อยู่ในตัวคุณ หรือในองค์กรของคุณ แต่อยู่ที่คนนอก อยู่ภายนอกองค์กร
· จุดสำคัญคือการปฏิเสธโอกาสที่เป็นโอกาสปลอม (wrong opportunities)
· จงทำ/รับผิดชอบต่อหน้าที่ของคุณ
· จงเริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย
· ต้องมีความพอดี ระหว่างงานกับครอบครัว
· อย่ามัวหลงทำงานที่ไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้าอีกแล้ว
· จงมอบผลงานให้แก่ผู้อื่น
· จงบูรณาการกิจกรรมเพื่อการกุศล เพื่อสังคม เข้าไปในโครงสร้างขององค์กร
· เมื่อทำงาน จงรักงาน จงทำงานที่ตนรัก
· จงมองภาพอนาคตให้เห็นชัด
· อย่าตัดสินใจเลือกอาชีพเร็วเกินไป
· จงเคารพผู้อื่นที่การกระทำ ไม่ใช่ที่ตำแหน่ง
· จงเรียนจากคนทุกคน

ที่ระบุไว้ในบันทึกนี้มี 24 คำแนะนำ ไม่ครบ 28 เพราะได้ตัดที่ซ้ำหรือขึ้นอยู่กับบริบทของ
บริษัทของเขามากเกินไปออกไป

โปรดสังเกตว่า คำแนะนำเหล่านี้มีหลายข้อที่ดูเหมือนจะไม่ตรงกัน หรือขัดแย้งกัน เนื่องจากยอดนักบริหารเหล่านี้เขาให้คำแนะนำแบบ “เล่าเรื่อง” ว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาได้รับและทำให้เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ เขาได้จากใคร ในโอกาสไหน ทำให้คำแนะนำเหล่านี้เต็มไปด้วย “บริบท” ของนักบริหารผู้นั้นและองค์กร/ครอบครัว/แวดวงที่เขาอยู่ จะเห็นว่านิตยสารฟอร์จูนใช้วิธีลงพิมพ์คำพูดของนักบริหารผู้นั้นในลักษณะของ “เรื่องเล่า” (storytelling) เพื่อให้ได้ความรู้ที่มีบริบทและมีชีวิต

ความรู้ที่มีบริบทและมีชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง มันดิ้นได้ ผู้ใช้ต้องรู้จักเลือกและปรับให้เข้ากับบริบทของตนเอง และในหลายกรณีต้องใช้ความรู้หลายข้อเข้ามาประกอบกัน นี่คือศาสตร์และศิลป์ของการจัดการความรู้

วิจารณ์ พานิช
13 มี.ค.48

Tuesday, March 22, 2005

เรื่องของ “คุณกิจ”

เรื่องของ “คุณกิจ”
วิจารณ์ พานิช
22 มี.ค.48

ผมเขียนบันทึกเรื่อง “การประยุกต์ใช้ KM กับโครงการที่มีหลายวัตถุประสงค์” ที่เอาขึ้น Blog แล้วเมื่อวันที่ 14 มี.ค.48 ความคิดเรื่อง “คุณกิจ” ก็ยังคาใจอยู่ ในประเด็นที่ว่า ในการดำเนินการ “จัดการความรู้เพื่อการพัฒนาหุบเขาลำพญา” นั้น มีโอกาสเสี่ยงสูงมาก ที่จะมีปัญหา “คุณกิจ ตัวปลอม”

คำว่า “คุณกิจ ตัวปลอม” หมายถึง “คุณกิจ” ที่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับ “หัวปลา” อย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นเจ้าของ “หัวปลา” หรือไม่ได้ทำงานนั้น ๆ

มีหน่วยงานจำนวนมากที่เจ้าหน้าที่มาปรึกษากับ สคส. เชิญไปบรรยายเรื่อง KM เพื่อให้บุคลากรเข้าใจและทำ KM ได้ คำตอบมาตรฐานของ สคส. ก็คือไม่รับเชิญ เพราะการบรรยายไม่ช่วยให้เกิด KM ที่ส่งผลต่อ “หัวปลา” อย่างจริงจังได้ บรรยายเสร็จแล้วคนก็ยังไม่ได้คิดว่า “หัวปลา” ของหน่วยงานของตนคืออะไร สคส. จะถามผู้มาติดต่อว่า “หัวปลา” คืออะไร ใครคือ “คุณกิจ” พวกคุณที่มาติดต่อเป็น “คุณอำนวย” หรือเปล่า หรือเป็น “คุณเอื้อ” หรือจริง ๆ แล้วเป็น “คุณกิจ”

ตามประสบการณ์ของเรา คนที่มาติดต่อเพื่อจัดการฝึกอบรมหรือบรรยาย มักเป็น “คุณอำนวย” ซึ่งก็ดีแล้ว แต่ สคส. จะเกี่ยงให้ไปเชิญ “คุณเอื้อ” (ระบบ) – CKO มาคุย เพื่อให้เกิดความเข้าใจวิธีการบริหารระบบ KM ขององค์กร เราพบว่าหน่วยงานใด CKO มาคุย เพื่อให้เกิดความเข้าใจวิธีการบริหารระบบ KM ขององค์กร เราพบว่าหน่วยงานใด CKO มาคุยจะทำให้ “หัวปลา” ตรงแนวขององค์กร และเป็น “หัวปลา” ที่มีพลัง เพราะ CKO จะมอง “หัวปลา” ได้ทั้งฝูง มองได้ซับซ้อนและลึกซึ้ง และเข้าใจวิธีคิดแบบ “หัวปลา”, “คุณกิจ”, “คุณอำนวย”, “คุณเอื้อ” ได้อย่างรวดเร็ว

หลายองค์กรมาขอให้จัด workshop ฝึกอบรม “คุณกิจ” สคส. เราจะไม่ทำให้ เพราะไม่จำเป็น และเราไม่มีกำลังอย่างฟุ่มเฟือยที่จะไปทำสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจของเรื่องเช่นนี้

หลังจากฝึกอบรม “คุณอำนวย” และ “คุณเอื้อ” ด้วย workshop เป็นเวลา 1 – 2 วันแล้ว เราแนะนำให้องค์กรจัด “ตลาดนัดความรู้” ซึ่งจะเป็น event ที่ “คุณกิจ” เอาผลสำเร็จ (success stories) ผลงานที่ภาคภูมิใจ วิธีทำงานที่เป็นวิธีเลิศ (best practices) มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน “คุณกิจ” จะได้รับการฝึกเทคนิคการจัดการความรู้จากการปฏิบัติจริงในกิจกรรมตลาดนัดความรู้ และจะได้เรียนรู้หลักการหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ไปในตัว

หัวใจของ “คุณกิจ” คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติ แม้เรื่อง KM ก็เรียนรู้จากการปฏิบัติ

ในกรณีของการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาหุบเขาลำพญา หรือโครงการความหลากหลายทางชีวภาพเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ มรภ.ยะลา นี้ วิธีคิดของ ผศ. เฉลิมยศ อุทยารัตน์ หัวหน้าโครงการ ยังเป็นวิธีคิดแบบที่ผมเรียกว่า Research Mode อยู่ คงต้องปรับวิธีคิดบางส่วนให้เป็น KM Mode หรือกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้นว่า คิดทั้ง 2 Mode นี้ไปพร้อม ๆ กัน เวลาจะใช้ KM เป็นเครื่องมือก็คิดแบบ KM Mode

วิธีคิดแบบ KM Mode ก็คือ คิดแบบหา “หัวปลา” และ “คุณกิจ” ให้พบ และให้ชัดเจน ซึ่งจะเห็นว่าโครงการหุบเขาลำพญานี้ ผศ. เฉลิมยศ เขียนแบบ “ปลาทั้งฝูง” จึงคลำหา “คุณกิจ” ยาก คงต้องใช้วิธีจับเป้าเล็ก หัวปลาเล็กสักหัวหนึ่ง แล้วลองทำ KM ดู ก็จะค่อย ๆ เรียนรู้เทคนิคของการดำเนินการ KM

เนื่องจากขณะนี้ค่อนข้างจะอยู่ใน phase ของการเตรียมชุมชน และมีการวิจัยชุมชน ทำกระบวนการให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการเป็นอย่างดีแล้ว การทำ KM จึงน่าจะเป็น KM ที่มีชาวบ้านเป็น “คุณกิจ” และมี “หัวปลา” ที่ “คุณกิจ” หรือชาวบ้านในหุบเขาลำพญาต้องการบรรลุร่วมกัน ซึ่ง ผศ. เฉลิมยศ และคณะต้องช่วยกันจัดกระบวนการให้เกิด “หัวปลา” และ “คุณกิจ” ที่แท้จริง ก็จะเดินเรื่อง KM ต่อไปได้ โดยดำเนินการจัดตลาดนัดความรู้เพื่อการบรรลุ “หัวปลา” นั้น เชิญ “คุณกิจ” ที่มีเรื่องราวของความสำเร็จตาม “หัวปลา” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้กัน โดยใช้เครื่องมือ “ธารปัญญา”

วิจารณ์ พานิช
11 มี.ค.48

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนจบ

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
18 มี.ค.48 ตอนจบ

ความแตกต่างระหว่างสังคมอินเดียกับสังคมไทย
๑. การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สังคมอินเดียมีความแตกต่างหลากหลายสูงมากในทุกด้าน และยอมรับ – ดำรง ความแตกต่างนั้น ที่เห็นบนถนนคือความหลากหลายของยานพาหนะ เป็นที่ยอมรับว่าพาหนะทุกชนิดมีสิทธิในการใช้ถนน ตั้งแต่ สัตว์ (วัว ควาย) คนเดินเท้า เกวียนเทียมวัว เกวียนเทียมควาย รถม้า รถหัวแทร็กเตอร์ จักรยาน รถสามล้อถีบ จักรยานยนต์ รถอีแต๋น รถบรรทุกที่บรรทุกของจนสูงล้น รถบัส รถเก๋ง ฯลฯ พฤติกรรมการขับรถแสดงความเคารพยอมรับซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ขับขี่ยวดยานต่างชนิดเหล่านั้น เราตีความว่าคนอินเดียมีจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกันสูง ในขณะที่ในสังคมไทยเราเน้นให้ยานพาหนะที่สมรรถนะสูงกว่าได้รับโอกาสไปก่อน มีการจำกัดสิทธิการใช้ถนนโดยยวดยานที่ “ล้าหลัง”
๒. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ในสังคมไทยคนคือคน สัตว์คือสัตว์ มองสัตว์ว่ามีชีวิตอยู่เพื่อคน สัตว์ต้องไม่มาอยู่ใกล้ชิดสร้างความรำคาญ หรือความสกปรก ให้แก่คน ยกเว้นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนใกล้ชิดของคน ในขณะที่สังคมอินเดียมองว่าคนกับสัตว์ต่างก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังคม คือคนกับสัตว์อยู่ด้วยกัน อยู่ร่วมกัน
๓. ความรู้สึกเป็นส่วนตัว (privacy) คนอินเดียโดยทั่วไปไม่มีความรู้สึกเป็นส่วนตัว เวลามีคนแปลกหน้า หรือมีเหตุการณ์จึงชอบเข้ามามุงดู และดูอยู่นานๆ เพราะเป็นคนมีเวลาว่างมาก ที่เราชองเรียกกันว่าแขกมุง เป็นคำที่มาจากไทยมุง ซึ่งแสดงว่าพฤติกรรมนี้ก็มีอยู่ในคนไทนด้วย เวลาเราถ่ายรูปมีคนอินเดียเข้ามาขอดู หรือถ้าเป็นเด็กก็ยื่นหน้าเข้ามาแทรกดูทีเดียว ความแตกต่างนี้น่าจะเป็นเพราะคนไทยสมัยใหม่ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา
๔. ความเร่งรีบ สังคมอินเดียมีวัฒนธรรมตามสบาย ไม่มีความเร่งรีบ ต่างจากสังคมไทยสมัยใหม่ที่เร่งรีบไปหมด ที่จริงคนไทยในชนบทก็ไม่เร่งรีบมาก แต่ก็ถูกวัฒนธรรมเร่งรีบเข้าไปแทรกแซงมากขึ้นเรื่อยๆ
๕. การแต่งงาน ในอินเดียฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชายและจ่ายค่าสินสอด (dowry) ถ้าเจ้าบ่าวเป็นหมอ อัตราสินสอดอาจจะ ๑ ล้านรูปี และเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านฝ่ายชาย สภาพนี้เปลี่ยนไปแล้วสำหรับผู้มีการศึกษาสูง เช่นเป็นหมอทั้งสองฝ่าย ในอินเดียพิธีแต่งงานเป็นพิธีแสดง social commitment บ่าวสาวต้องกล่าวคำปฏิญาณว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ๗ ประการ ต่อหน้าสักขีพยานนับร้อย ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีทำให้อัตราอย่าร้างต่ำมาก ในชนบทคนไม่รู้จักการหย่าร้าง
๖. การใช้แตรรถยนต์ ในอินเดียถือเป็นความสุภาพ เป็นการแสดงอัธยาศัยต่อกัน ที่จะให้เกิดความปลอดภัย แต่ในสังคมไทยถือเป็นการแสดงความไม่พอใจ เป็นการแสดงอารมณ์
พฤติกรรมอื่นๆ ด้านการขับรถยนต์ เนื่องจากเรานั่งรถบัสทุกวันใน ๑๒ วันของการเดินทาง จึงได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของการขับรถในอินเดีย และได้พยายามสังเกตว่าคนขับรถคนอื่นๆ เขามีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อคนขับรถที่ทำผิดกฎจราจรเหล่านั้นอย่างไร สิ่งที่เห็นก็คือเขาไม่โกรธ ไม่โมโห เขายอมรับความไม่เคารพกฎจราจรของผู้อื่นและของตนเอง ทำให้ผมตีความว่าคนขับรถในอินเดียเขาไม่คาดหวังการขับรถอย่างถูกกฎจราจรจากผู้อื่นและตนเอง แต่คาดหวังว่าจะต้องขับรถไปถึงที่หมาย และไปถึงอย่างปลอดภัย โดยใช้แตรในการเตือนคนขับรถคนอื่นๆ ให้รู้ว่ารถตนขอทาง สรุปว่า ในการขับรถ คนอินเดียเน้นผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่การปฏิบัติตามทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์
๗. การขอ การลักขโมย อาชญากรรม คนอินเดียขี้ขอ แต่ไม่ลักขโมย อัตราอาชญากรรมต่ำมาก ในขณะที่สังคมไทยคนไม่รบกวนขอใคร แต่อาชญากรรมรุนแรงสูง อาจเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมกระพือกิเลสตัณหา แต่สังคมอินเดียส่งเสริมความสันโดษ
๘. ความมีวินัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย คนอินเดียด้อยด้านวินัย การจัดระบบ ความเป็นระเบียบ และความสะอาด อีกขั้วหนึ่งคือคนญี่ปุ่น ซึ่งมีวินัยสูงยิ่ง เป็นนักพัฒนาระบบ รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสะอาดยิ่ง สังเกตจากพฤติกรรมในการขับรถ การจัดระบบในทุกๆ เรื่อง และความสะอาดสวยงามของถนนหนทางบ้านเรือน คนไทยอยู่ตรงกลางระหว่าง ๒ ขั้วนี้

บันทึกโดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
ตรวจแก้โดย ศ. พญ. อมรา พานิช
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

การจัดการความรู้เพื่อคุณภาพของการบริการสุขภาพ

การจัดการความรู้เพื่อคุณภาพของการบริการสุขภาพ
วิจารณ์ พานิช
21 มี.ค.48

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.48 ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารของ พรพ. (สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล) ได้รับทราบข้อมูลและเกิดความคิดที่ขอนำมาบันทึกเผยแพร่สู่กันฟัง คือ

1. พลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในจังหวัด จังหวัดที่ทาง พรพ. ชมเชยคือ พระนครศรีอยุธยา ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้มาขอความร่วมมือจาก สคส. จัด Workshop อบรม “คุณอำนวย” อย่างเอาจริงเอาจัง และเอาวิธีการ KM ไปใช้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Best Practice ของการให้บริการและการดำเนินการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นเครือข่ายทั้งจังหวัด ทั้ง รพ., สถานีอนามัย และสำนักงานสาธารณสุข ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพของ รพ. ในจังหวัดอยุธยาจึงทำได้ง่าย ในวันนี้ รพ. ในจังหวัดอยุธยาที่ผ่านการรับรองคุณภาพคือ รพ. พระนครศรีอยุธยา และ รพ. บางปะอิน
2. จากตัวอย่างของ จ.อยุธยา ทำให้ผมเกิดความคิดว่า พรพ. น่าจะหาทางส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Best Practice ภายในจังหวัด หรือระหว่างจังหวัด โดยใช้เทคนิคการจัดการความรู้
3. เห็นได้ชัดเจนว่า พรพ. มีข้อมูล Best Practice ของโรงพยาบาลที่ได้ไปตรวจเยี่ยมมากมาย ถือเป็นฐานข้อมูลความรู้ที่มีคุณค่ามาก น่าจะนำมาสร้างคุณค่าเพิ่ม โดยเอามาจัด “ตลาดความรู้” ในลักษณะที่ HACC ในพื้นที่เป็นผู้จัด ให้กิจกรรมนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ คือให้ รพ. ที่ยังไม่ผ่าน HA ส่งคนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยจ่ายค่าลงทะเบียน

Friday, March 18, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 13

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
18 มี.ค.48 ตอนที่ 13

๒๖ กพ. ๔๘ เดลฮี – อัคระ – เดลฮี
วันนี้ใช้สูตร ๔.๓๐ – ๕.๑๕ – ๖.๐๐ เตรียมเดินทาง ๒๑๐ กม. ไปอักรา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา ๔.๕ - ๕ ชม โดยผ่านรัฐ Haryana (หนึ่งใน ๒๙ รัฐของอินเดีย เมืองหลวงชื่อจันดิการ์ เป็นรัฐร่ำรวยที่สุดถัดจากรัฐปันจาบ) เข้าสู่เมืองอักรา ซึ่งอยู่ในรัฐอุตรประเทศ ก่อนอาหารเช้าเราไปตามหากระเป๋าใหญ่ทั้ง ๒ ใบที่ไม่ตามมาที่ห้อง ปรากฏว่าเขาเอาไปเก็บไว้ในกลุ่มที่ไม่ต้องการเอาขึ้นห้อง ซึ่งจริงๆ แล้วตรงกับที่เราอยากได้ แต่ไม่ได้แจ้งไว้ เช้าวันนี้หมดแรงกันทั้งลูกทัวร์และฝ่ายบริการ แต่หลังอาหารเช้าเรายังพอมีแรงไปถ่ายรูปสวยๆ ในโรงแรม แกรนด์ไว้ดูเล่น

เมืองจันดิการ์เป็นเมืองหลวงของ ๒ รัฐ คือปันจาบกับอาริยานา เป็นเมืองที่ออกแบบสร้างเมืองโดยคนอินเดียเอง ต่างกับนิวเดลฮีซึ่งออกแบบโดยอังกฤษ
คุรุเกษตรในมหาภารตะยุทธอยู่ในรัฐอาริยานานี่เอง มหาภารตะยุทธเป็นเรื่องยาวและซับซ้อนของการรบระหว่างพี่น้อง ๒ กลุ่ม คือเการพ กับ ปาณฑพ มีเรื่องราวถ้อยคำที่เป็นคติสอนใจ หรือเกี่ยวกับวิธีคิดเชิงศีลธรรมมากมาย กล่าวคือเป็นการรบระหว่างฝ่ายธรรมะ กับ ฝ่ายอธรรม
อินเดียเดิมถูกแยกออกไปเป็นปากีสถานเนื่องจากการแบ่งแยกระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม แต่เวลานี้อินเดียเป็นประเทศที่มีคนมุสลิมมากเป็นที่ ๒ ของโลก รองจากอินโดนีเซีย คุณอนันต์ ไกด์อินเดียย้ำ เพื่อแสดงให้เห็นว่าในอินเดียไม่มีการแบ่งแยกศาสนิก

พอรถออกก็ทำตามสูตร คือสวดมนต์ไหว้พระ แล้วทำอานาปานสติสมาธิ แต่ที่พิเศษคือให้อยู่ในสมาธิแล้วหลับไปเลย ให้ได้พักผ่อน เพราะเหน็ดเหนื่อย ง่วงเหงาหาวนอนกันทุกคน ทิวทัศน์ที่เห็นเขียวชอุ่มกว่าในรัฐพิหาร

จากอาริยานาไปอักราถนนสี่เลน ผิวถนนเรียบ เป็นถนนที่ดีที่สุดที่เราประสบในอินเดีย ก่อนถึงอักราผ่านเมืองมธุรา เมืองของพระศิวะ เป็นเมืองที่มีโบสถ์ฮินดูกว่าพันแห่ง อยู่ห่างอักรา ๔๕ กม.

ประวัติการเข้าครองอินเดียโดยมุสลิม
เล่าโดยไกด์อนันต์

ปี คศ. ๑๑๙๒ มุสลิมเชื้อสายเตอรกีจากอัฟกานิสถานรุกรานเดลฮี Mahmud of Ghazni เป็นผู้รบชนะดินแดนอุตรประเทศ แต่ไม่ได้เข้ามายึดครองเอง ได้แต่งตั้งผู้อื่นปกครอง และได้สร้าง Minareth ชื่อ Gutub Minar เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ในปี ๑๑๙๙ เราได้เห็นกูตุบมินาร์จากรถบัส ตอนค่ำขณะเดินทางจากอักราไปสนามบิน

ปี คศ. ๑๕๒๖ Barbur กษัตริย์ต้นวงศ์โมกุล ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจงกีสข่านแห่งมหาอาณาจักรมองโกล รุกรานอินเดีย ชนะราชวงศ์มุสลิม มีอักราเป็นเมืองหลวง Humayun กษัตริย์องค์ที่ ๒ ย้ายเมืองหลวงมาเดลฮี กษัตริย์องค์ที่ ๓ คือ Akbar the Great แต่งงานกับหญิง ๓ คนใน ๓ ศาสนา คือ ฮินดู มุสลิม และคริสต์ จากเมืองกัว ยอมรับนับถือส่วนดีของทุกศาสนา Shah Jahan กษัตริย์องค์ที่ ๕ ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่อักรา และแสดงความรักที่สุดซึ้งที่สุดที่ชายสามารถมีต่อภรรยาได้ โดยการสร้างสุสานหินอ่อนสีขาวให้แก่มุมตัสอย่างวิจิตรมโหฬาร และวางแผนจะสร้างสุสานหินอ่อนสีดำให้ตนเอง Aurangzeb ลูกชาย ผู้เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ ลูกของมุมตัซ และเป็นผู้ปฏิวัติยึดอำนาจจากพ่อ ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ Aurangabad เพราะอยู่ที่อักราไม่ได้ คนไม่ยอมรับ เป็นผู้เลื่อมใสศาสนาอิสลามมาก และทำลายศาสนาอื่น รวมทั้งศาสนาพุทธ นาลันทาถูกทำลายโดยกองทัพของ ออรังเซ็บ

ชมทัชมาฮาล จากพุทธศาสนา หันมาชมมุสลิมสถาน เป็น ๑ ใน ๗ สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของโลก จริงๆ แล้ว เป็นที่ฝังศพของมุมตัส มเหสีอันเป็นที่รักยิ่งของชาห์จาฮาน ทัชมาฮาลมีชื่อเสียงเพราะ (๑) ความงามของสถาปัตยกรรม (๒) ตำนานของความรักที่ชาห์จาฮานมีต่อมเหสีมุมตัส ซึ่งเป็นลูกสาวของแม่ทัพ เป็นมเหสีองค์ที่ ๓ ด้วยความสามารถ มเหสีองค์อื่นๆ จึงยกย่องให้เป็นเสมือนมเหสีเอก และเป็นที่รักของทุกฝ่าย โดยเฉพาะทหาร ตายเพราะแท้งลูกท้องที่ ๑๔ ในสนามรบ

ถึงอักราเวลา ๑๑.๓๐ น. เราไปกินอาหารเที่ยงที่โรงแรมเชอราตัน (๕ ดาว) ก่อน แล้วจึงไปทัชมาฮาล รถจอดข้างนอก คนลงรถบัสนั่งรถไฟฟ้าไป ๑ กม. ถึงหน้าทางเข้า รถไฟฟ้านั่งได้คันละประมาณ ๒๐ คน ที่นี่มีรถทุกชนิด รวมทั้งรถเทียมอูฐ เทียมม้า และรถสามล้อถีบ เขาเข้มงวดไม่ให้เอาปากกา ดินสอ ของมีคม ถ่านไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ เข้าไป แต่กล้องถ่ายรูปอนุญาต กล้องวิดิโอต้องซื้อใบอนุญาต คนที่เข้าไป เน้นถ่ายรูปเป็นหลัก ไม่มีการอธิบายรายละเอียดของศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ มีคนมาก และแดดจัด ถ่ายรูปให้สวยได้ยาก นอกจากนั้นสระน้ำหน้าอาคารก็แห้ง ทำให้ไม่มีเงาในน้ำ และเราคิดว่าพอมีคนเข้าไปอยู่ในรูปจำนวนมาก ความงามของทัชมาฮาลก็หายไป อย่างไรก็ตาม เราถ่ายรูปสวยๆ ได้บ้าง


ทัชมาฮาล จากมุมมองที่ต่างจากมุมด้านหน้าตรง


ห่างจากทัชมาฮาล ๒ กม. มีป้อมแดง (Red Fort) ซึ่งเป็นวังหลวงสมัยที่อักราเป็นเมืองหลวง และชาห์จาฮานถูกขังไว้ที่นี่ ในห้องที่มองเห็นทัชมาฮาลได้ เราแค่นั่งรถผ่าน ไม่ได้แวะชม เพราะไม่มีเวลา เวลามาจากเดลฮี ถึงป้อมแดงก่อนถึงทัชมาฮาล

ออกจากอักรา ประมาณ ๑๕ น. ลูกทัวร์พร้อมใจกันบอกว่าให้ตรงไปสนามบินเลย กินข้าวกล่องง่ายๆ ก็พอ เพราะการมีเวลาชมทัชมาฮาลนานหน่อย สำคัญกว่า
ขึ้นเครื่องบิน TG 316 กลับบ้าน ได้ที่นั่งด้านหลัง ตามธรรมเนียมที่การบินไทยจัดให้กรุปทัวร์ การเช็คอิน และตรวจความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องคิวยาวและช้า เครื่องบินเป็นโบอิ้ง ๗๗๗

๒๗ กพ. ๔๘ กลับถึงกรุงเทพ
เป็นอันจบการเรียนรู้ธรรมะจากการประสบการณ์ตรง เป็นบทเรียนเบื้องต้น พร้อมกัลยาณมิตร ๘๗ คน ต่อไปก็จะเป็นการเรียนรู้โดยการปฏิบัติต่อเนื่องด้วยตนเอง

พลังแห่งการเรียนรู้

พลังแห่งการเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช
18 มี.ค.48


การเรียนรู้เป็นคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถหรือศักยภาพในการเรียนรู้สูงมาก มากกว่าที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบันมากมาย เราใช้ศักยภาพที่มีเพียงน้อยนิด อาจจะเพียง 5% ของศักยภาพที่คนเรามีอยู่

การเรียนรู้มีมากมายหลากหลายมิติ ในมิติหนึ่ง การเรียนรู้มีทั้งระดับ จิตสำนึก (conscious) จิตใต้สำนึก (subconscious) และจิตเหนือสำนึก (supra-conscious หรือญาณทัสนะ (intuition)

ในอีกมิติหนึ่ง การเรียนรู้ไม่ใช่แค่ผ่านสมอง แต่มีการเรียนรู้ที่ผ่านร่างกาย (พฤติกรรม หรือการปฏิบัติ) การเรียนรู้ที่ผ่านใจ (หรือ “หัวใจ”) และผ่านจิตวิญญาณ การเรียนรู้ 3 ประการหลังนี้เป็นสิ่งที่แสดงออกเป็นคำพูดหรือข้อเขียนได้ยากหรือบางกรณีไม่ได้เลย ที่ภาษาของการจัดการความรู้เรียกว่า tacit knowledge

การเรียนรู้ที่เราคุ้นเคยในระบบการศึกษา เป็นการเรียนรู้ของบุคคลหรือปัจเจก ยังมีการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่ง คือการเรียนรู้ของชุมชน หรือเรียนรู้เป็นกลุ่มเป็นทีม ที่เรียกว่า collective learning ซึ่งเรายังมีความเข้าใจน้อย ยังไม่ได้ใช้พลังหรือศักยภาพของการเรียนรู้เป็นชุมชน

ในภาษาของการจัดการความรู้ รูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้เป็นชุมชนเรียกว่า “ชุมชนแนวปฏิบัติ” (Community of Practice) ซึ่งมีความหมายเป็น 2 นัย คือ
• เป็นชุมชนที่ปฏิบัติร่วมกัน หรือทำงานร่วมแล้ว แล้วเอาความรู้จากการตีความประสบการณ์ของตนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับความรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร
• เป็นชุมชนที่แต่ละบุคคลแยกกันปฏิบัติในเรื่องเดียวกัน อยู่คนละองค์กรหรือคนละมุมโลก แล้วเอาความรู้จากการตีความประสบการณ์ของตนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับความรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร

ในเรื่องการเรียนรู้ มี “พลังลี้ลับ” อยู่มากมาย นี่ถ้ารู้จักนำมาใช้ก็จะเกิดผลในลักษณะที่ “ไม่
เคยคิดว่าจะเป็นไปได้” เรื่องพลังลี้ลับนี้ ผมเองมีประสบการณ์ตรง แต่เล่าออกมาเป็นข้อเขียนสั้น ๆ ไม่ได้

พลังลี้ลับส่วนหนึ่ง เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมเงื่อนไขให้ “เป็นปรกติ” มีอิสรภาพ มีความเชื่อมโยง มีความร่าเริงเบิกบาน มีความมุ่งมั่น มีความศรัทธา มีการปฏิบัติด้วยความพากเพียรยิ่ง แล้วพลังหลากหลายมิติเหล่านั้นจะเข้ามาประกอบตัวกันเอง (self – organization) เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ ขับดันให้เกิดผลที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้

พลังแห่งจิตสำนึกรู้ พลังแห่งจิตใต้สำนึก พลังแห่งจิตเหนือสำนึก พลังแห่งการเรียนรู้ผ่านสมอง พลังแห่งการเรียนรู้ผ่านกาย (ปฏิบัติ) พลังแห่งการเรียนรู้ผ่านใจ พลังแห่งการเรียนรู้ผ่านจิตวิญญาณ (ภาวนา) พลังแห่งการเรียนรู้คนเดียว พลังแห่งการเรียนรู้เป็นกลุ่ม – ชุมชน พลัง ฯลฯ

ชนใด หมู่ใด ชุมชนใด และสังคมใด รู้จักใช้พลังลี้ลับแห่งการเรียนรู้ เพื่ออังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม ทั้งที่เป็นประโยชน์ระดับโลกิยะ และระดับโลกุตระ จักบรรลุความสุข ความเจริญ

เครื่องมือที่ง่ายที่สุดในการใช้พลังลี้ลับดังกล่าว อย่างเป็นรูปธรรม เรียกว่า การจัดการความรู้

หมายเหตุ
ผมเขียนบันทึกนี้จากแรงบันดาลใจที่ได้จากการได้เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่กับการเรียนรู้ของชุมชน” จัดโดยโครงการ สรส. และภาคี เมื่อวันที่ 3 – 4 มี.ค.48

Thursday, March 17, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 12

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
17 มี.ค.48 ตอนที่ 12

เรื่องเมืองสาวัตถี
เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาลชื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล มีเรื่องราวเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติมาก เกี่ยวดองกับศากยวงศ์ที่กรุงกบิลพัสดุ์ รวมทั้งรบราฆ่าฟันกันด้วย เป็นแคว้นที่มีอำนาจมาก
เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นานที่สุด คือ ๒๕ พรรษา
พระเชตวันมหาวิหาร เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ถึง ๑๙ พรรษา ผู้สร้างถวายคืออนาถบิณฑิกะเศรษฐี ซึ่งเป็นชาวสาวัตถี อนาถบิณฑิกะเศรษฐีไปเที่ยวกรุงราชคฤห์ เพื่อนชวนไปฟังธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส จึงอาราธนาไปประทับที่สาวัตถี ได้ไปหาที่ที่เหมาะสม และได้ขอซื้อที่จากเจ้าเชต เจ้าเชตก็เป็นเศรษฐีเหมือนกันและไม่อยากขาย จึงตั้งเงื่อนไขว่าจะขายให้ในราคาทองที่ปูเต็มพื้นที่ แต่เมื่ออนาถบินฑิกะเศรษฐีให้คนเอาทองมาปูไปได้เกือบเต็มพื้นที่ เจ้าเชตก็ขอร่วมทำบุญด้วย ในพื้นที่ส่วนที่เหลือ เมื่อสร้างวัดและพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ทรงให้ชื่อว่าเชตวันมหาวิหาร อนาถบินทิกะเศรษฐีได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสก
นางวิสาขา ได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสิกา เป็นผู้สร้างวัดสร้างวัดบุพพาราม ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ๖ พรรษา เป็นผู้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
อนันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ของพระอานนท์ อยู่ในวัดเชตวัน
ยมกปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์คู่ตรงกันข้าม คือทำกิริยาที่ตรงกันข้ามกัน เช่นบันดาลให้มีน้ำออกจากมือซ้าย ให้มีไฟออกจากมือขวา เป็นปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าแสดงที่พระเชตวันมหาวิหาร เพื่อสร้างศรัทธาในกลุ่มเดียรถีย์ มองจากมุมของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) การรู้จักใช้สิ่งที่เป็นขั้วตรงกันข้ามให้เกิดการเสริมพลัง (synergy) ซึ่งกันและกัน เป็นอิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่
สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ พระเทวทัตเป็นพี่ของพระนางยโสธราพิมพา เป็นคู่ปรับของเจ้าชายสิทธัตถะมาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้ร้ายในหลายเรื่อง จนเราสงสัยว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร และ “ธรณีสูบ” เป็นบุคลาธิษฐานเปรียบเทียบหรือเปล่า
ไปชมโบราณสถานที่เป็นบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก่อน ลักษณะเป็นโครงสร้างอิฐดินเผาที่บูรณะใหม่ มีส่วนที่เป็นบันไดขึ้นบ้านกว้างมาก ที่นี่มีคนมาขายสายสร้อยคออ้างว่าทำด้วยหินสี ราคาถูกมาก เข้าใจว่าจะเป็นของปลอมเป็นส่วนใหญ่


หมอศรชัยกับหมอแววตา ที่หน้าบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ใกล้ๆ กันนั้นเป็นบ้านองคุลีมาล ลักษณะคล้ายกัน แต่โอ่อ่าน้อยกว่า จุดเด่นคือมีช่องแคบให้มุด โดยมีแขกมาพัวพันช่วย (ให้ยุ่งยากขึ้น) เราไม่ได้ไปมุดกับเขา แต่ได้ปีนขึ้นไปถ่ายรูปคนมุดไว้
ไม่ห่างนัก (นั่งรถไป) เป็นเชตวันมหาวิหาร ซึ่งกว้างใหญ่และร่มรื่นสวยงามมาก เมื่อเข้าไปก็รู้สึกสงบ มีต้นไม้ต้นโตๆ มีพระมหากุฎีของพระพุทธเจ้าที่ยังเป็นของเดิมอยู่ ในสมัยนั้นการสร้างอาคารด้วยอิฐดินเผาทำได้อย่างดี ระหว่างทางเดินไปกุฎีของพระพุทธเจ้าผ่านอนันทโพธิ์ ต้นใหญ่มาก ขนาด ๓ – ๔ คนโอบ
หน้าเชตวันมีวัดศรีลังกา พระพุทธรูปประธานงามมาก ปีนบันไดขึ้นไปชั้นบนเป็นดาดฟ้ามองเห็นสระที่นางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบ ไกลออกไปหน่อยเป็นสระซึ่งเขาว่าเป็นจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ ทั้งสองจุดมีลักษณะเป็นหนองน้ำที่ต้นไม้ไม่ขึ้นเหมือนบริเวณโดยรอบ มีผักตบชวาขึ้นและมีคนคอยเอาผักตบชวาออก ที่จริงระหว่าง ๒ จุดนี้ยังมีสระคล้ายๆ กันอีก ๑ สระ ไม่มีตำนานว่าเป็นอะไร
สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่ส่วนกุศล และเวียนเทียน ณ วัดเชตวัน การทำสมาธิวันนี้ ปล่อยให้แต่ละคนทำเอง จะทำสมาธิก็ได้ เดินจงกรมก็ได้ ทุกคนเป็นอิสระ ทำสมาธิอยู่นาน ๑ ชม. จึงเดินเวียนเทียนรอบกุฎีของพระพุทธเจ้า กว่าจะเสร็จก็ค่ำ


ภายในวัดพระเชตวัน ต้นไม้พุ่มใหญ่ที่เห็นอยู่ด้านหลังคืออนันทโพธิ์ มีอายุตั้ง
แต่สมัยพุทธองค์จนปัจจุบัน ไม่เคยถูกทำลาย

เป็นอันเสร็จกิจจาริกปฏิบัติธรรม ณ พุทธสังเวชนียสถาน เกิดการเรียนรียนรู้ และประโยชน์อื่นๆ ดังต่อไปนี้
๑. ได้ฝึกหัดสมาธิภาวนา ๒ แบบ คือพุทธานุสติภาวนา กับ อานาปานสติภาวนา
๒. ได้ความรู้สึกปิติที่ได้มาปฏิบัติบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓. ได้ฝึกการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ถนนไม่ดี รถวิ่งได้ช้า ต้องรอคอยขั้นตอนต่างๆ เป็นเวลานาน
๔. ได้กัลยาณมิตรนักปฏิบัติธรรมและออกกำลังกาย
๕. เกิดความเข้าใจพุทธประวัติชัดเจนขึ้น เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยพุทธกาลมากชึ้น
๖. ได้พระพุทธรูปไม้จันทน์ ซึ่งอยากได้มานานแล้ว
๗. ได้มาเที่ยวอินเดียกับหมออมรา เป็นการมาอินเดียครั้งแรกของหมออมรา ได้รู้จักและเข้าใจประเทศและสังคมอินเดีย มากขึ้น ได้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง ที่นึกไม่ถึงมาก่อน

๒๕ กพ. ๔๘ สาวัตถี – ลัคเนา – เดลฮี
วันนี้ใช้สูตร ๖ – ๗ – ๘ แต่คนส่วนใหญ่พร้อมก่อนเวลา อากาศเย็น น่าจะอยู่ประมาณ ๑๕ องศา อาหารเช้าเป็นข้าวต้มขาวอย่างเคย กับข้าวหลายอย่าง เรียกได้ว่ากินดีกว่าอยู่ที่บ้าน ระยะทาง ๑๗๔ กม. คาดว่าใช้เวลา ๔ ๑/๒ ชม. ถนนค่อนข้างเรียบ แต่บางช่วงยวดยานมาก เห็นมีเกวียนเทียมด้วยควาย และรถม้า มากกว่าที่อื่น มีข้อสังเกตว่าที่อินเดียยังมีควายอยู่มาก ไม่ใกล้สูญพันธุ์อย่างที่เมืองไทย เป็นควายพันธุ์ที่เขามีลักษณะม้วน ไม่โง้งออกข้างนอกอย่างควายไทย
อ. หมอโรจน์รุ่ง กลับมาดูแลรถคันที่ ๑ เหมือนเดิม เริ่มด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ แล้วทำอานาปานสติภาวนา เริ่มด้วยการทำใจให้สบาย ปล่อยวางภาระต่างๆ ไว้ชั่วคราว เอาใจจดจ่อที่การหายใจ พิจารณาลมหายใจเข้าออก คอย “ไล่จับ” ใจที่ “หลุด” ไป ให้กลับมาจดจ่อที่ลมหายใจใหม่ พิจารณารายละเอียดต่างๆ ของลมหายใจ ที่จุดลมกระทบจมูก ความสั้นยาวลึกของลมหายใจเข้า ความสั้นยาวลึกของลมหายใจออก ความละเอียดประณีตของลมหายใจที่เปลี่ยนไป ฯลฯ
อ. หมอโรจน์รุ่ง เล่าความตั้งใจส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในเด็กและเยาวชนให้ฟัง โดยจะจัดการจาริกปฏิบัติธรรมให้แก่เด็กโต ให้มาพร้อมพ่อแม่ โดยจะจัดให้เหมาะแก่เด็ก
ให้โอกาสแต่ละคนในรถได้กล่าวความในใจ หรือข้อเสนอแนะต่อคณะผู้จัด ได้รับรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไรในการมาครั้งนี้ การที่แต่ละคนเล่านี้ดีมาก ที่จริงถ้าผู้จัดจัดให้แต่ละคนเอาประสบการณ์ของการทำสมาธิมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะๆ น่าจะทำให้เกิดความก้าวหน้าของการฝึกทำสมาธิได้ดีขึ้น
หมอรุ่งเรืองบอกว่าเมื่อคืนมีผีแขกอ้วนๆ มาที่เตียงมาจับตัวด้วย ได้โผไปนอนกับหมอวิเชียรโดยไม่ได้พูดอะไร มีคนอื่นประสบแบบเดียวกันด้วยแต่เป็นผีแขกลักษณะผอม คนที่เคยมาแล้วหลายครั้งบอกว่าที่โรงแรมนิกโก้นี้มีคนเคยเจอแบบนี้บ่อย
ถึงเมืองลัคเนา เมืองหลวงของแคว้นอุตรประเทศ เวลา ๑๓ น. ลัคเนากว้างขวาง ทันสมัย และสะอาดกว่าเมืองอื่นๆ เป็นเมืองอุตสาหกรรม กินอาหารที่โรงแรม Clark ซึ่งน่าจะเป็นระดับ ๕ ดาว ห้องอาหารอยู่ชั้น ๙ อาหารอร่อย ไม่มีกลิ่นแขก ได้ถ่ายรูปวิวแม่น้ำ วิวเมือง และรูปเหยี่ยวแดงซึ่งบินอยู่บริเวณนั้นจำนวนนับสิบตัว
หลังอาหารนั่งรถบัสชมเมืองลัคเนาระยะทางสั้นๆ ไปที่ร้านขายเสื้อผ้า ลัคเนาเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนาน มีกษัตริย์เป็นมุสลิมปกครองคนฮินดูอยู่ ๔๐๐ ปี แล้งอังกฤษจึงเข้าครองในปี คศ. ๑๘๕๗ เป็นเมืองที่มหาเศรษฐีชอบมาสร้างบ้านอยู่ เป็นศูนย์กลางธุรกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา ศิลป ดนตรี การร่ายรำ และการบันเทิง มีไนต์คลับสำหรับสมาชิกระดับมหาเศรษฐี
ระหว่างรอที่หน้าร้านขายเสื้อผ้าได้ถ่ายรูปนกกาบบัวที่บินวนอยู่จำนวนนับสิบตัว คุณม่อนบอกว่าอินเดียเป็นสวรรค์ของนักดูนก มีนกถึง ๓ พันชนิด ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง ๑ พันชนิด น่าพิศวงว่ากล้อง Sony DSC T11 สามารถซูมถ่ายรูปนกบินได้ดีพอควร
ขึ้นเครื่องบิน Jet Airlines จากลัคเนาไปเดลฮี กำหนดเดิมเครื่องบินออก ๑๗.๑๕ น. กำหนดใหม่ ๑๘.๑๕ น. ออกจริงๆ ๑๙ น. เครื่องแอร์บัส ๓๒๐ ที่นั่ง (๓ + ๓) x ๓๐ คนเต็ม ใช้เวลาบิน ๕๐ นาที เมื่อถึงสนามบินอินทิรา คานธี ที่เดลฮี ใช้เวลารวบรวมกระเป๋านานพอควร ออกไปกินอาหารที่ภัตตาคารจีน Chopsticks (บุฟเฟ่ต์) แล้วเข้าโรงแรมแกรนด์ กว่าจะเข้านอนก็เกือบสองยาม
ในที่สุด คณะจาริกก็ละลุ่มน้ำคงคาไว้เบื้องหลัง และเข้าสู่ลุ่มน้ำยมุนา

การจัดการความรู้กับมรรค 8 ประเทศไทย

การจัดการความรู้กับมรรค 8 ประเทศไทย
วิจารณ์ พานิช
17 มี.ค.48

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากทราบผลการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ศ. นพ. ประเวศ วะสี ก็ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “มรรค 8 ประเทศไทย สำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่” ผมจะขอเอา “มรรค 8” ดังกล่าว มาตีความเข้ากับเรื่องการจัดการความรู้

อาจารย์หมอประเวศ เขียนบทความ “มรรค 8” ก็เพื่อเสนอ “หัวใจ” ของการพัฒนาประเทศไทย 8 ประการ ผมเอามาตีความก็เพื่อให้เห็นว่า ไม่เฉพาะนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะมีส่วนขับเคลื่อนประเทศไทย พวกเราคนเล็กคนน้อย ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วย เพื่อให้มี “สัมมาทิฐิเต็มพื้นที่” ตามคำของ อ. หมอประเวศ ซึ่งในกรณีนี้เน้นสัมมาทิฐิด้านการเรียนรู้

มรรคที่ 1 สร้างความเป็นประชาสังคม นี่คือหัวใจของการจัดการความรู้ การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นประชาสังคม และความเป็นประชาสังคมทำให้การจัดการความรู้มีพลัง องค์กรใด หมู่คณะใด มีความเป็นประชาสังคม คือมีการรวมตัวกัน เอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ องค์กรนั้น หมู่คณะนั้นจะมีความสุข มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง ไปสู่ความวัฒนายั่งยืน

มรรคที่ 2 เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมจะละไว้

มรรคที่ 3 การกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ผมขอขยายความว่า ต้องกระจายอำนาจในทุกมิติทุกระดับ เพราะการกระจายอำนาจและเอื้ออำนาจ (empowerment) เป็นเครื่องมือส่งเสริมการริเริ่มสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งก็คือการจัดการความรู้นั่นเอง

มรรคที่ 4 เคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และสร้างความเป็นธรรมทางสังคม นี่คือรากฐานของการจัดการความรู้ เป็นปรัชญาเบื้องลึกของการจัดการความรู้ เพราะว่าการจัดการความรู้มีสมมติฐานว่าคนทุกคนมีความรู้หรือปัญญา เป็นสมมติฐานที่ยืนอยู่บนการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์

มรรคที่ 5 สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่ใช่จีดีพี การจัดการความรู้มีคติเป็นกลางในเรื่องนี้ คือขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้เอาไปใช้ อาจเอาไปใช้เพื่อเป้าหมายสัมมาชีพก็ได้ หรือเพื่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ได้

มรรคที่ 6 สันติภาพ สันติวิธี และอหิงสธรรม การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่ใช้และสร้างความคิดเชิงบวก เชิงชื่นชมยินดี คนที่ทำกระบวนการจัดการความรู้จนมีทักษะชำนาญ จะกลายเป็นคนที่จิตใจดี คิดเชิงบวก ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น เห็นคุณค่าของความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้นการจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ และอหิงสา วิธีหนึ่ง

มรรคที่ 7 ระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ทำให้คนไทยรู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง นี่คือเงื่อนไขของการจัดการความรู้ที่มีพลัง องค์กรที่จะดำเนินการจัดการความรู้อย่างมีพลังได้ ต้องจัดระบบข้อมูลข่าวสารให้ไหลเวียนโดยสะดวก ไปทุกทิศทางภายในองค์กร ให้การแลกเปลี่ยนความรู้ ข่าวสาร และข้อมูลเกิดขึ้นโดยง่าย และต้องขจัดการหวงความรู้ การปิดบังความรู้ รวมทั้งการบิดเบือนข้อเท็จจริง

มรรคที่ 8 ตีประเด็นการศึกษาให้แตก และทำระบบการศึกษาให้ถูกต้อง ผมมีความเห็นว่าการบริหารการศึกษาของประเทศไทย เป็นการบริหารผิดจุด เป็นมิจฉาทิฐิ คือไปเน้นที่โครงสร้างอำนาจ ไม่ได้เน้นที่โครงสร้างความสำเร็จ พยายามแก้ปัญหา ไม่ได้มุ่งขยายความสำเร็จที่มีอยู่ในจุดเล็ก ๆ ในบ้านเมืองของเรา และไม่ได้จับที่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” และ “การเรียนรู้ของทุกคน ทุกคนเรียนรู้” หากคิดดูให้ดี คำเหล่านี้หมายถึงการจัดการความรู้ นั่นเอง การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ของทุกคน – ทุกคนเรียนรู้

วิจารณ์ พานิช
5 มี.ค.48

Wednesday, March 16, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 11

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
16 มี.ค.48 ตอนที่ 11

๒๓ กพ. ๔๘ กุสินารา - ลุมพินี
ใช้สูตร ๔.๓๐ – ๕.๓๐ – ๖.๓๐ วันนี้เดินทาง ๑๗๔ กม. คาดว่าใช้เวลา ๔ ชม. ออกเดินทาง ๖.๓๐ น. ผ่านเมืองใหญ่ชื่อโครักขะปุระ มีสนามบิน และเป็นเมืองทหาร มีทะเลสาบโครักขะปุระ (Korakhpur lagoon) มาแวะพักดื่มน้ำชาและเข้าห้องน้ำที่ตำบลเล็กๆ น้ำชาอร่อย เป็นชาใส่นมแบบอินเดีย ไม่ใส่ขิงอย่างที่โรงแรม Royal Residency เราได้ยา Noxinor (Norfloxacin) ของหมออมรากินแก้ท้องเดินหายเป็นปลิดทิ้ง

วันนี้คุณอ้อ (สุปรียา บุณยเกตุ) สลับมาดูแลรถคันที่ ๑ นำสวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา และเล่าเรื่องชาดก และวิวัฒนาการของพุทธศาสนา อนันต์ ไกด์อินเดีย ร้องเพลงอินเดียให้ฟัง ๒ เพลง สนุกสนานกันมาก

ผ่านแดนเข้าประเทศเนปาลใช้เวลา ๑ ชม. พักที่โรงแรม Nirvana ซึ่งอยู่ห่างเขตแดนเพียงไม่กี่ กม. เป็นโรงแรมขนาด ๓ ดาว นอน ๓ คนกับทีมเดิม เมืองที่มาอยู่นี้ถนนกว้างและสะอาดกว่าที่ผ่านมา แต่เคอร์ฟิวตั้งแต่ ๑๙ น. เพราะยังมีความตึงเครียดทางการเมืองเนื่องกษัตริย์ปฏิวัติ และการขัดแย้งกับพวกเมาอิสต์

สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ประมาณ ๑ ชม. ณ สวนลุมพินี ต้องใช้เวลาเดินทางจากโรงแรม ๑ ชม. แล้วนั่งรถสามล้อถีบไปอีกประมาณครึ่ง กม. เราซื้อกระดิ่ง และขันทองเหลืองราคารวม ๕๐๐ รูปี โดยคนขายบอกราคา ๙๐๐ กับ ๓๐๐ เมื่อต่อได้เราหันมาหยิบเงิน คนขายเอาขันกับกระดิ่งขนาดเล็กใส่ถุงให้ โชคดีที่เราจับได้ ทั้งระฆังและขันเวลาตีเสียงกังวานอยู่นาน

สวนลุมพินีที่เราไปเห็น เป็นโบราณสถานและแหล่งจาริกแสวงบุญของชาวพุทธ บริเวณกว้างขวางสวยงาม และมีการขุดค้นและบูรณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายล้อมด้วยวัดของหลายชาติ รวมทั้งไทย ซึ้งเป็นสาขาของวัดไทยสารนาถ มีเสาอโศกอยู้ด้านทิศตะวันตกของวิหารมหาเทวี ด้านบนเป็นเจดีย์เนปาลมีดวงตา ๓ ดวงรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้านล่างเป็นจุดประสูติ และมี “รอยพระพุทธบาทก้าวที่สี่” เขาว่าโบราณสถานที่ขุดค้นนี้เป็นของสมัยก่อนคริสตศตวรรษ ๑๐๐ ปี - คริสตศตวรรษที่ ๖ มีสงฆ์ แม่ชี และคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ประมาณ ๒๐ คน มาจาริกแสวงบุญด้วย คณะนี้เมื่อวานค้างคืนที่วัดไทยกุสินารา หมออมราพบ รศ. ช่อลดา พันธุเสนา ซึ่งเกษียนจากคณะพยาบาล มอ. ที่นั่น


วิหารมหาเทวี มีเสาอโศกอยู่ด้านหน้าของภาพ อยู่ในลุมพินีวัน

คณะจาริกแสวงบุญได้ไปสักการะพุทธสังเวชนียสถานครบ ๔ แห่งในวันนี้

๒๔ กพ. ๔๘ ลุมพินี – กบิลพัสดุ์ - สาวัตถี
วันนี้ใช้สูตร ๔ – ๕ – ๖ เพื่อเตรียมเดินทางไกล ๘ ชม. อ. หมอศรีธรรม ธนะภูมิ ซึ่งตามปกติ เป็น “ธรรมวิทยากร” ของรถคันที่ ๒ มาเป็นผู้ดูแลรถคันที่ ๑ เพื่อให้ อ. หมอโรจน์รุ่งเวียนไปดูแลรถคันที่ ๒ บ้าง พอรถออกก็เริ่มสูตร สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ของสำนัก อ. หมอโรจน์รุ่ง นำโดย อ. หมอ ศรีธรรม ใช้เวลา ๑ ชม. สมาธิที่ทำเป็นอานาปานสติภาวนา คือใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดสติ มีหลัก ๔ ประการ คือ (๑) หายใจเข้าออกตามปกติ (๒) กำหนดสติเอาใจใส่ลมหายใจเข้าออก (๓) เอาจิตใจจดจ่อไว้ที่จุดที่ลมหายใจกระทบจมูก (๔) ระลึกรู้ ความรู้สึกของการที่ลมหายใจกระทบจมูก รู้ความยาว ความละเอียด ของลมหายใจเข้าออก
หลักสำคัญของการทำสมาธิคือต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ คือจิตที่จะให้ ไม่ใช่ทำด้วยจิตที่จะเอา เช่น ทำเพื่อรักษาโรค หรือทำเพื่อให้สมาธิดีขึ้น
การฝึกสมาธิที่คณะผู้จาริกแสวงธรรมฝึกในช่วงแรกเรียกว่าพุทธานุสติภาวนา คือใช้การระลึกถึงพระพุทธานุภาพเป็นเครื่องกำหนดสติ หรือเป็นอารมณ์ พุทธานุสติภาวนาเป็นการทำสมาธิขั้นต้น อานาปานสติสมาธิภาวนาสูงกว่า ทำให้บรรลุสมาธิขั้นสูงกว่า
การทำสมาธิภาวนามีถึง ๔๐ แบบ ตามสิ่งที่ใช้กำหนดสติ เช่น พุทธานุสติภาวนา ธรรมานุสติภาวนา สังฆานุสติภาวนา อานาปานสติภาวนา เป็นต้น
พุทธกิจ ๕ (๑) บิณฑบาต รับนิมนต์ เพื่อโปรดประชาชน (๒) เทศสั่งสอนประชาชน (๓) เทศสั่งสอนพระภิกษุตอนค่ำ (๔) ตอบปัญหาเทวดาตอนดึก (๕) แผ่ข่ายพระญาณ ตอนย่ำรุ่งว่ามีใครบ้างที่อยู่ในข่ายสมควรไปโปรด
อ. หมอศรีธรรม เปิดโอกาสให้ถามธรรมะข้อต่างๆ และมีคนถามมากกว่าวันก่อนๆ

อุณหภูมิตอนเช้า ๑๘ องศา มีหมอกมากเป็นเช้าแรกของการเดินทาง รู้สึกว่าอากาศบริสุทธิ์กว่าบ้านเรามาก ระหว่างทางเห็นนกกะเรียน ๓ – ๔ ตัว ใช้เวลาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเกือบ ๑ ชม. ในที่สุดเราก็เข้าสู่ถนนแคบและขรุขระเพื่อจะไปชมกรุงกบิลพัสดุ์ ของฝั่งอินเดีย ใช้เวลาประมาณ ๑ ชม. จึงถึง ไม่ได้นัดกันว่าจะสวดมนต์ ทำสมาธิ และแผ่ส่วนบุญ แต่ในที่สุดก็ได้ปฏิบัติธรรมที่นี่กันอีก

ทิวทัศน์ในอินเดียบอกความเป็นประเทศกสิกรรม สังคมเกษตรกรรม มีแต่ทุ่งนา ไม่เห็นป่า แม่น้ำแห้งเหือด ถนนแคบและขรุขระ มีการกั้นถนนเก็บค่าผ่านทางเป็นระยะๆ มีคนมาก จอแจ ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนชอบมามุงดูเหตุการณ์ ชอบขอเงินหรือของ คนขายของชอบตื๊อ เมื่อมีโอกาสจะโกง คนกับสัตว์อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ยังมีการใช้แรงงานสัตว์อยู่มาก แต่อากาศบริสุทธิ์ และมีอาชญากรรมน้อย อาจเป็นเพราะผู้คนมีสันโดษพอใจในสภาพความเป็นอยู่ของตน จากอิทธิพลของศาสนาฮินดู ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้สังคมอินเดียมีความคงที่สูง เปลี่ยนแปลงน้อย ไม่เป็นพลวัต

แวะชมสถานที่ที่เคยเป็นเมืองกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) ซึ่งอยู่ในเขตอินเดีย ที่เราเห็นเป็นสถูปเนินอิฐ อยู่กลางทุ่งนา เหมือนที่เคยเห็นมาแล้ว บริเวณกว้างขวาง ทำสนามหญ้าสวยงาม มีการขุดค้นบูรณะอย่างดี คุณอนันต์ ไกด์อินเดียอธิบายว่าแคว้นกบิลพัสดุ์กว้างขวางมาก พระเจ้าสุทโธทนะพยายามปรนเปรอเจ้าชายสิทธัตถะด้วยสิ่งต่างๆ รวมทั้งวัง ๓ ฤดู ซึ่งอยู่กระจายไปทั่วแคว้น เรื่องวัง ๓ ฤดู นี้ เราเรียนมาแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริงเลย เคยคิดว่าเป็นการแสดงความฟุ่มเฟือย ร่ำรวย มาคราวนี้จึงรู้ว่าเป็นความจำเป็นเนื่องจากอากาศในต่างฤดูแตกต่างกันมาก ในฤดูร้อนอุณหภูมิขึ้นไปถึง ๕๐ องศา ในฤดูหนาวก็หนาวจัด

จุดเมืองกบิลพัสดุ์ที่เนปาลจริงๆ แล้วอยู่ห่างจากที่นี่เพียง ๔ กม. น่าจะเป็นวังแห่งหนึ่ง แต่ที่ขุดค้นได้ที่นี่มีพระบรมสารีริกฐาตุซึ่งกล่องใส่เวลานี้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่กัลกัตตา ส่วนกระดูกถูกเอาไปลอยแม่น้ำคงคา เพราะผู้พบเป็นพราหมณ์ สถูปที่เรามาเห็นนี้เป็นแห่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายโดยทหารมุสลิม แต่ อ. หมอโรจน์รุ่ง ดูบริเวณขุดค้นและปฏิสังขรที่คณะไปแวะดูจุดที่ ๒ (Ganwaria Site ซึ่งป้ายบอกว่าน่าจะเป็นวัง) แล้วสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดมากกว่า ว่าที่ฝั่งเนปาลน่าจะเป็นพระราชวังมากกว่า จะเห็นว่าเรื่องสถานที่ กระดูก ฯลฯ เป็นเรื่องสันนิษฐานทั้งสิ้น และคำบอกเล่าก็อาจผิดเพี้ยนไป และอาจมีการพยายามสร้างเรื่องเพื่อดึงดูดชาวพุทธนักท่องเที่ยวแสวงบุญ


สถูปที่พบพระบรมสารีริกธาตุและทางอินเดียอ้างว่าเป็นเมืองกบิลพัสดุ์

จากทรากเมืองกบิลพัสดุ์ ไปสาวัตถี ระยะทาง ๑๔๗ กม. รถออกเวลา ๑๐ น. ถึงโรงแรมโลตัส นิกโก้ สาวัตถี (Sravasti) เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. กินอาหารเที่ยง เข้าห้องพัก เรากลับมานอนคู่หมออมราอย่างเดิม ห้อง ๒๑๙ โรงแรมนี้ระดับ ๒ ดาว
บ่าย ๓ โมง ไปชม “พาราสาวัตถี” ซึ่งหมายถึง เมืองสาวัตถีเก่าสมัยพุทธกาล

ศาสตร์แห่งความสุข

ศาสตร์แห่งความสุข
วิจารณ์ พานิช
16 มี.ค.48

นิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 28 ก.พ.48 เป็นฉบับพิเศษว่าด้วยเรื่องจิต & กาย : วิทยาศาสตร์แห่งความสุข

บทความในนิตยสารไทม์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกากำลังเดินสวนทางกับแนวทางเดิมของตน ที่เน้น “จิตวิทยาด้านลบ” ซึ่งเน้นการศึกษาความเจ็บป่วยทางใจ ได้แก่ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคหวาดระแวง โรคหลงผิด ฯลฯ มาเอาใจใส่ “จิตวิทยาด้านบวก” ที่เน้นศึกษาที่มาหรือสาเหตุแห่งความสุข ผมจะไม่เล่ารายละเอียดต่อนะครับ ใครสนใจไปหาอ่านเอาเอง

ในหน้า 32 – 33 ของนิตยสาร เขาให้ “มรรค 8” เพื่อชีวิตที่เป็นสุข ไว้ ได้แก่
1. บันทึกเรื่องดี ๆ ในชีวิต จดลงในไดอารี่ส่วนตัว 3 – 5 เรื่องที่เป็นผลดีต่อตัวเราเอง และเรารู้สึกขอบคุณที่ได้รับสิ่งเหล่านั้น นี่คือ การคิดเชิงบวก (positive thinking)
2. ให้ความเมตตา ไม่ใช่แค่คิดแผ่เมตตานะครับ ต้องกระทำ ทำสิ่งที่แสดงความเมตตา เห็นอกเห็นใจคนอื่น
3. ระลึกถึงช่วงเวลาที่มีความแจ่มใส เบิกบาน บางคนแนะให้ “เก็บภาพ” ที่ให้ความสุข ความเบิกบานใจไว้ในใจ นี่ก็ positive emotion นะครับ
4. ขอบคุณคุณครู ฝรั่งใช้คำว่า mentor คือคนที่ช่วยปลูกฝัง ให้คำแนะนำ คอยเอาใจใส่ชี้แนะเอื้ออาทร “คุณครู” ของผมก็คือ พ่อ – แม่ ถัดมาก็คือ “ครู” ตลอดชีวิตของผม คือ อ. ประเวศ เขาแนะนำว่าให้บอกขอบคุณด้วยตัวเองต่อบุคคลผู้นั้น
พิธีไหว้ครู มีความศักดิ์สิทธิ์ ให้ความสุข อย่างที่เราประสบกันในพิธีกรรมของสังคมตะวันออก ทางตะวันตกเพิ่งมาค้นพบ
5. ให้อภัย ถ้ามี “โกธะ” ให้เขียนจดหมายแจ้งการให้อภัย นี่เป็นการลด negative emotion และสร้าง positive emotion
6. ให้เวลาแก่ครอบครัวและมิตรสหาย นี่คือ “ความสุขทางสังคม” ได้ความสุขจากความสัมพันธ์ที่ดี
7. ดูแลสุขภาพของร่างกาย ได้แก่ การนอน, การออกกำลัง, การยืดเอ็นและข้อ, การยิ้มและหัวเราะ
8. สร้างยุทธศาสตร์ในการรับมือต่อความยากลำบาก และสิ่งบีบคั้นบอกตัวเองว่า “ความทุกข์มาแล้วก็ไป”
ความสุขมีหลายมิติ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายมากมาย แต่ความสุขที่หาง่าย (ถ้ารู้จักวิธี) คือความสุขที่ไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุ เมื่อปลายเดือน กพ.48 ผมร่วมคณะทัวร์ปฏิบัติธรรมที่พุทธสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย เห็นชัดเจนว่าคนอินเดียมีความสุขในสภาพที่เรามองว่าเป็นความแร้นแค้นขาดแคลนอย่างหนัก

ในอีกมิติหนึ่ง ความสุขมาจากความเป็นชุมชน การได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นคนมีคุณค่าของหมู่คณะ การยอมรับให้ความยอมรับนับถือซึ่งกันและกันในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ริเริ่มสร้างสรรค์ในชีวิตการงานหรือชีวิตประจำวัน เป็นที่มาแห่งความสุข

กิจกรรมในย่อหน้าที่แล้ว เรียกว่า การจัดการความรู้

การจัดการความรู้จึงน่าจะเรียกได้ว่า เป็น “ปฏิบัติการแห่งความสุข” เป็นความสุขที่หาได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นภาระ ถ้าทำเป็น
ชาวนาที่เป็นนักเรียนโรงเรียนชาวนา ทำเป็นโดยไม่ต้องอ่านนิตยสารไทม์

วิจารณ์ พานิช
5 มี.ค.48

Tuesday, March 15, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 10

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
15 มี.ค.48 ตอนที่ 10


สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหารพระพุทธรูปปางเสด็จปรินิพพาน
สร้างตรงบริเวณเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในสาลวโณทยาน

๒๒ กพ. ๔๘ กุสินารา (กุสินครา)
เช้าออกไปวิ่งตามถนน ชมเมือง (จริงๆ แล้วเป็นชนบท เป็นทุ่งนา) แล้วไปพบสาลวโณทยาน (สวนสาละ)ซึ่งมีพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างตรงที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่ บริเวณสถานที่กว้างขวาง สนามหญ้าเรียบ มีการขุดบูรณะทางโบราณคดี บริเวณนี้เป็นเพียงหมู่บ้าน ชื่อ Kushinagar คนท้องถิ่นเรียกชื่อบริเวณนี้ว่า “ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ” (Matha-Kunwar-Ka-Kot – มาถากุนวะระกาโกฏ)


พระพุทธรูปปางปรินิพพาน อยู่ในวิหารหน้าสถูปในสาลวโณทยาน

มกุฎพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิง

ในพรรษาที่ ๔๕ ของการเสด็จจาริกเผยแผ่ธรรม ทรงประชวรหนัก ในวันเพ็ญเดือนมาฆะจึงทรงปลงอายุสังขาร ว่าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า และพิจารณาว่าสมควรไปเสด็จดับขันธ์ฯที่แคว้นมัลละซึ่งไม่ใช่แคว้นใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดศึกสงครามจากการแย่งชิงพระบรมศพหรือพระบรมอัฐิ จึงออกเดินทางจากเมืองเวสาลีผ่านเมืองต่างๆ และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในระหว่างนั้น จนเสด็จถึงเมืองปาวา เสด็จประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตร (บุตรนายช่างทอง) ในวันรุ่งขึ้นเสวยอาหารที่นายจุนทะจัดถวาย ที่เรียกว่าสูกรมัททวะ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ มีข้อสันนิษฐานต่างๆ กัน) แล้วเสด็จเดินมุ่งไปเมืองกุสินารา ระหว่างทางประชวรหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด จนถึงแม่น้ำกุกุทธานที ทรงกระหายน้ำ จึงให้พระอานนท์ไปตักน้ำจากแม่น้ำมาถวาย พระอานนท์ไปพบว่าน้ำขุ่นเพราะมีเกวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งข้ามไป จึงกลับมากราบทูลว่าตักไม่ได้ น้ำขุ่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้ไปตักเถิด พระอานนท์ไปตัก ก็ได้น้ำใสมาถวาย ในที่สุดก็ไปถึงต้นรัง (สาละ) คู่ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่นั่น ระหว่างเวลา ๓ เดือนที่เดินทางไปสู่สถานที่ดับขันธ์นั้น พระพุทธเจ้ายังคงสั่งสอนแม้ในวันสุดท้าย หรือช่วงเวลาสุดท้าย ซึ่งเรื่องที่ทรงเน้นคือความไม่ประมาท

ช่วงเช้าไปสวดมนต์และทำสมาธิที่พระสถูป และไปกราบพระพุทธรูปปางปรินิพพานในวิหารซึ่งอยู่หน้าสถูป อากาศเย็นสบาย สถานที่สะอาดเรียบร้อย ดูศักดิ์สิทธิ์ดี ที่นี่คนขอทานมีน้อย แต่ก็พอมี ที่มากที่สุดคือเด็กขายเมล็ดสาละ

แม่น้ำกุกุทธานทีที่เราไปเห็นวันนี้ เป็นแม่น้ำแคบ ๆ แต่มีน้ำ กว้างประมาณ ๑๐ – ๑๕ เมตร น้ำสกปรก อยู่ห่างจากบ้านนายจุนทะกว่า ๑ กม. บริเวณที่เป็นบ้านนายจุนทะเป็นเนินดินที่มีอิฐเก่าอยู่ข้างล่าง เป็นสถูปที่พระเจ้าอโศกให้สร้างขึ้น เพราะถือเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือถวายอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สำคัญเท่ากับบ้านนางสุชาดาผู้ถวายอาหารมื้อก่อนตรัสรู้ แต่บ้านนายจุนทะยังไม้ได้รับการบูรณะ โดยรอบเนินดินเป็นหมู่บ้านมุสลิม บ้านปลูกกันแบบไม่เป็นระเบียบ มีสัตว์เลี้ยงทุกชนิด และมีขยะทิ้งอยู่ทั่วไป แต่ในตลาดจัดได้ว่าสะอาดเรียบร้อยกว่าที่อื่นๆ ในอินเดียที่ได้เห็นมา เขาปล่อยให้ใช้เวลาซื้อของ ได้แก่ผ้าและเครื่องทองเหลือง

บ้านนายจุนทะอยู่ห่างจากสาลวโนทยานกว่า ๑๐ กม. และสถานที่เผาศพพระพุทธเจ้าซึ่งบัดนี้เป็นสถูปชื่อมกุฎพันธนเจดีย์ ก็ห่างออกไป ๑ – ๒ กม. เราไปสวดมนต์และฝึกอานาปานสติภาวนากันตอนเย็นเป็นเวลาเกือบ ๑ ชม. เนื่องจากนั่งสวดมนต์กันกลางแจ้ง จึงจุดธูปเทียนกันได้สบาย และเมื่อเสร็จแล้วก็ได้เก็บส่วนที่เหลือกลับมาทิ้ง ที่นี่เป็นครั้งแรกที่ อ. หมอโรจน์รุ่ง่ให้ฝึกทำสมาธิแบบอานาปานสติภาวนา ที่ผ่านมาเป็นการทำพุทธานุสติภาวนา

ตอนบ่ายเราท้องเดินจึงไม่ได้ร่วมพิธีหล่อเสาโรงพยาบาล และการทอดผ้าป่า – เวียนเทียน ที่วัดตอนค่ำ พระผู้ช่วยเจ้าอาวาสบอกว่าแม้คนอินเดียจะไม่มีระเบียบ ชอบมุงดูคนอื่น ชอบขอ และไม่สะอาด แต่อาชญากรรมมีน้อยกว่าเมืองไทยมาก

Monday, March 14, 2005


เผาศพริมฝั่งคงคา


อาบน้ำล้างบาปในแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี


ธัมเมกสถูป


คันธกุฎีอยู่ด้านหน้าของภาพ ธัมเมกสถูปอยู่ด้านหลัง เสาอโศกอยู่ทางขวามือตรงบริเวณ
ที่มีคนยืนมุงดู มีหลังคาคลุม

เจาคันธีสถูป

การประยุกต์ใช้ KM กับโครงการที่มีหลายวัตถุประสงค์

การประยุกต์ใช้ KM กับโครงการที่มีหลายวัตถุประสงค์
วิจารณ์ พานิช
14 มี.ค.48

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.48 ผมได้บันทึกความคิดเรื่อง “กรณีหุบเขาพฤกษศาสตร์ลำพญา” และได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นโครงการตัวอย่าง ที่มีการพัฒนาพื้นที่โดยชุมชนร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมคิดร่วมทำ
บัดนี้ ผมได้รับรายงานการระดมความคิดดังกล่าวจาก ผศ. เฉลิมยศ อุทยารัตน์ รองอธิการบดี มรภ.ยะลา แล้ว
พอได้รับเอกสารดังกล่าว ผมก็เปิดหา “หัวปลา” ทันที แล้วก็ต้องผงะด้วยความตกใจ ว่าปลาตัวนี้เป็นปลาทศกัณฐ์แฮะ เพราะมีหลายหัวจริง ๆ
คือเอกสารไม่ระบุวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่ระบุแผนการดำเนินงานถึง 6 ด้าน คือด้านการจัดการบริหารพื้นที่ ด้านการสำรวจศึกษาค้นคว้าวิจัย ด้านการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชน ด้านการพัฒนาและปรับสภาพพื้นที่ ด้านการพัฒนาบุคลากรภายในศูนย์ฯ และด้านการจัดหางบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์ฯ
ผมได้ความคิดว่า ในการดำเนินการจัดการความรู้ จะต้องทำให้วัตถุประสงค์เป็นหนึ่งเดียว หรือจะเรียกว่าเป็น “ปณิธานความมุ่งมั่น” (purpose) ก็ได้
หรือถ้าไม่สามารถบูรณาการวัตถุประสงค์หลายข้อให้เป็นข้อเดียวได้ ก็ต้องเลือกเอาวัตถุประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งมาดำเนินการจัดการความรู้ ซึ่งทางเลือกแบบหลังนี้สู้แบบแรกไม่ได้
ผมลองคิดเอาเองว่า “หัวปลา” หรือวัตถุประสงค์หลักของโครงการ “ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ มรภ.ยะลา” นี้ คือ “การพัฒนาพื้นที่หุบเขาลำพญา” ซึ่ง “คุณกิจ” คือทุกคนในพื้นที่ 42 ตารางกิโลเมตรของหุบเขาลำพญา คำว่า “การพัฒนาพื้นที่” ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาเชิงกายภาพ แต่หมายถึงการพัฒนาเชิงสังคม เป็นการพัฒนาที่เป็นองค์รวม คือทั้งด้านความรู้ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม สุขภาพ ความเป็นอยู่ ความสุข ความเป็นชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ “หัวปลา” และ “คุณกิจ” แล้ว เราก็ออกแบบ “ตลาดนัดความรู้” ได้
ตลาดนัดความรู้ คือกิจกรรมที่ช่วยการเริ่มต้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ “คุณกิจ” เป็นกิจกรรมที่ “คุณกิจ” เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันภายใต้วิธีคิดว่า “คุณกิจ” มีความรู้เพื่อบรรลุ “หัวปลา” อยู่แล้ว
ทีนี้ก็มาถึงวิธีคิดแบบ “พุ่งเป้า” (focus) เนื่องจากวิธีคิดว่า “คุณกิจ” คือทุกคนในหุบเขาลำพญามัน “ฟุ้ง” เกินไป ไม่พุ่งเป้า ต้องหา “คุณกิจ” ระดับหัวกะทิหรือแกนนำ

แล้วจะหาอย่างไร เอาสมาชิก อบต. ได้ไหม หรือกำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม ครู ข้าราชการ?
ไม่มีคำตอบตายตัวนะครับ “คุณอำนวย” และ “คุณเอื้อ” (ระบบ) ต้องช่วยกันคิดและวางแผนยุทธศาสตร์ – ยุทธศาสตร์การจัดการความรู้เพื่อบรรลุ “หัวปลา”
ผมมีความเห็นว่า “คุณกิจ” ที่เราจะพุ่งเป้าต้องเป็นคนที่ดำรงชีวิตประจำวันอยู่ในหุบเขาลำพญา เป็นชาวบ้านทั่วไป แต่เป็นคนมีความรู้หรือมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้บรรลุ “หัวปลา” ได้ ซึ่งก็หมายความว่า “คุณอำนวย” และ “คุณเอื้อ” จะต้องช่วยกัน “ยกร่าง” ปัจจัย (ความรู้) สู่การบรรลุ “หัวปลา” ที่เป็นปัจจัยหลัก ๆ สัก 10 ประการ แล้วตรวจสอบดูว่า บุคคลที่ทำเรื่องนั้น ๆ อยู่ (และทำได้ผลดี) เป็นใคร คนเหล่านั้นแหละคือ “คุณกิจ” แกนนำ เราจะเชิญคนเหล่านี้มาเข้า “ตลาดนัดความรู้เพื่อการพัฒนาหุบเขาลำพญา”
เรื่องการจัดการความรู้ก็เหมือนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่ไม่ควรดำเนินการในแนวเดียว แต่ควรทำหลายแนวให้มีผลเสริมส่งซึ่งกันและกันเพื่อการบรรลุ “หัวปลา”
อ. หมอประเวศ แนะไว้ว่า ต้องใช้ยุทธศาสตร์ “การเรียนรู้เต็มพื้นที่” โดยที่วิธีการหนึ่งคือให้โรงเรียนและนักเรียนออกค้นหาและทำบัญชีความรู้ และผู้มีความรู้เพื่อการบรรลุ “หัวปลา” แล้วเอาความรู้เหล่านี้มานำเสนอใน “ตลาดนัด” ด้วย
ลองแค่นี้ก่อน เมื่อเห็นว่าผลเป็นอย่างไร ก็มาช่วยกันคิดต่อว่าจะเดินเรื่องอย่างไรต่อไป
สรุปว่าวิธีดำเนินการ KM ที่มีหลายวัตถุประสงค์ ขั้นตอนแรกก็ง่ายนิดเดียว ทำให้มีวัตถุประสงค์หรือปณิธานความมุ่งมั่นหลักเพียงตัวเดียว แล้วหา “คุณกิจ” ที่เป็น “ตัวจริง” และ “เอาจริง” มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันใน “ตลาดนัดความรู้”

วิจารณ์ พานิช
8 มี.ค.48

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 9

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
14 มี.ค.48 ตอนที่ 9

เจาคันธีสถูป เป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ เป็นจุดที่ปัญจวัคคีเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา และนัดแนะกันว่าจะไม่พูดด้วย แต่ด้วยบุญบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเสด็จถึง ปัญจวัคคี ก็ลืมข้อตกลงเสียสนิท และได้กุลีกุจอต้อนรับ เจาคันธีสถูปมี ๒ ส่วน คือส่วนพุทธกับส่วนอิสลาม ส่วนล่างเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำเป็นของพุทธสร้างสมัยคุปตะเมื่อกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนโครงสร้างหกเหลี่ยมข้างบนสร้างโดยชาห์หูมายูนซึ่งเป็นกษัตริย์มุสลิม เพื่อเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งตนแพ้ศึก ได้หนีมาหลบซ่อนที่นี่ เป็นสถานที่ที่ถึงก่อนป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพียง ๓๐๐ เมตร

สภาพของบริเวณที่เป็นป่าอิสิปตนมคฤทายวัน ซึ่งเป็นที่ทรงแสดงปฐมเทศนา ที่เราเห็น ไม่เป็นป่า แต่เป็นโบราณสถาน สิ่งที่เด่นเป็นสง่าคือธัมเมกสถูป นอกจากนั้นก็มูลคันธกุฎีซึ่งเป็นบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นบริเวณที่พระพุทธเจ้าประทับ เห็นเป็นโครงสร้างอิฐดินเผาซึ่งเป็นของเก่าปนอิฐใหม่ ด้านหน้ามีทรากเสาอโศก (Ashoke Pillar) หักเป็น ๔ ท่อน เขาว่าส่วนยอดคือสิงห์สี่หน้าอันที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสารนาถ การที่เสาอโศกอยู่ตรงนี้แสดงว่าต้องเป็นที่สำคัญทางพุทธศาสนา คณะธรรมจาริกใช้เวลาสวดมนต์และทำสมาธินานกว่าสถานที่อื่นๆ เพราะสถานที่และบรรยากาศอำนวย ไม่มีคนพลุกพล่าน สถานที่กว้างขวาง แดดไม่ร้อนจัด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสารนาถ เรามีเป้าหมายไปดูวัตถุสำคัญ ๒ อย่าง คือพระพุทธรูปหินสลักปางนิพพาน (สมาธิ) สมัยคันธาระ ซึ่งถือกันว่างามมาก พระพักตร์ไม่ค่อยยาว ริมฝีปากล่างแบะออกมากหน่อย ถูกมุสลิมพยายามทำลายโดยทุบจมูกและนิ้ว วัตถุชิ้นที่ ๒ คือส่วนยอดเสาอโศกเป็นหินอ่อนสลักรูปสิงห์ ๔ หน้า ขนาดรวมทั้งหมดสูงเกือบเท่าคน ผิวขัดเกลี้ยง สีเทาคล้ำ เขาว่าเป็นของดั้งเดิมชิ้นเดียวที่สมบูรณ์ที่มีเหลืออยู่ สิงห็ ๔ หน้านี้ได้รับการยกย่องเป็นตราประจำประเทศอินเดีย พระเจ้อโศกได้ประดิษฐานเสาอโศกไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ เสา ที่พิพิธภัณฑ์นี้เขาเข้มงวดมาก ไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้า และห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ตรงข้ามถนนกับป่าอิสิปตนมคฤทายวัน

ถวายสังฆทานที่วัดไทยสารนาถ ได้เงินประมาณ ๑.๔ แสนบาทเศษ หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นคนอินเดียรูปร่างเตี้ย ท้วม เคยไปอยู่ที่วัดมหาธาตุ และสอนที่มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๗ ปี และถูกจอมพลสฤษดิ์เนรเทศออกมาตอนเกิดกรณีพระพิมลธรรม (อาจ อาจสโภ) ก่อนทำพิธีทอดผ้าป่าท่านเตรียมขุดหลุมให้ปลูกต้นสาละเป็นที่ระลึก ๓ ต้น โดยคณบดี ๔ คน คณบดีปิยะสกล และประกิตปลูกคนละต้น คณบดีศรชัยร่วมกันปลูกกับเรา ๑ ต้น วัดนี้พระพุทธรูปทำด้วยหินทั้งสิ้น และกำลังก่อสร้างพระพุทธศาสนานุภาพลาภมงคลสมาธิรังษิธร เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพร จำลองแบบจากพุทธศิลป์สมัยคุปตะ ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๙ ซึ่งจัดเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย องค์พระสูง ๑๗.๖๒ ม.

ซื้อของ หลังอาหารค่ำเขาพาไปซื้อของ ทางร้านเปิดให้เป็นพิเศษ เรามาได้พระพุทธรูปไม้จันทน์สูงเกือบ ๑ ฟุต ราคา ๓๐๐ เหรียญ จากราคาป้าย ๒๗,๔๐๐ รูปี และบอกลดให้ ๑๕% ของที่ซื้อกันคือผ้าไหมทอมือ ไม้สลัก เครื่องโลหะ

๒๑ กพ. ๔๘
ล่องเรือชมแม่น้ำคงคายามเช้า นี่คือจุดสุดยอดของวันนี้ เป็นการให้ความพึงพอใจก่อนการเดินทางด้วยรถยนต์ระยะทางไกลที่สุด คือ ๒๗๖ กม. คาดว่าใช้เวลา ๘ – ๑๐ ชม. หรืออาจจะนานกว่านั้น

จากจุดที่รถบัสจอด เราต้องนั่งรถสามล้อไปยั่งฝั่งน้ำ ใช้เวลา ๕ – ๑๐ นาที โดยรถสามล้อสไตล์เตือนสติให้ไม่ประมาท คือต้องนั่งแบบยันตัวอยู่ตลอด ไม่ใช่นั่งแบบเอกเขนก และถนนก็ขรุขระ ทุกคนได้รับแจกผ้าคลุมจมูก บางคนเตรียมมาเองด้วย และสวมถึงสองชั้น ลงเรือที่นั่งได้ ๒๐ – ๓๐ คน โดยลงเรือตามหมายเลขรถ แม่น้ำคงคามีฝั่งสวรรค์ กับฝั่งนรก ฝั่งสวรรค์มีบ้านเรือนและท่าน้ำมากมาย ที่พาราณสีนี้มีท่าน้ำ (Ghat) ถึง ๕๓ ท่าน้ำ ฝั่งนรกเป็นฝั่งที่น้ำท่วม น้ำแม่น้ำคงคาดูไม่สกปรกอย่างที่เล่าลือ แต่หมอจันทพงษ์ว่าเอาไปเพาะเชื้อแบคทีเรีย พบจำนวนสูงมาก มีนักท่องเที่ยวลงเรือมาล่องแม่น้ำจำนวนมาก มีเรือขายของที่ระลึก ขายปลาสำหรับปล่อย ได้เห็นการเผาศพริมแม่น้ำ และการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตอนขึ้นจากเรือมีคนมาเที่ยวขอจับมือ แต่ไม่มีคนยอมจับด้วย บริเวณใกล้ท่าน้ำมีขอทานมาก จำนวนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนที่นิ้วกุด ตาบอด ฯลฯ

เดินทางไปกุสินารา ผิวถนนเรียบกว่าที่ผ่านมามีเพียงบางช่วงที่ถนนไม่เรียบ แต่ถนนก็แคบและยวดยานมาก และหลากหลาย อ. หมอโรจน์รุ่งนำสมาธิบนรถ ตามด้วยการอธิบายธรรมะเพื่อการปฏิบัติลงรายละเอียดมากขึ้น ย้ำปัจจัยสำคัญต่อการปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ๕ ประการ คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ ตั้งใจมั่น และ ปัญญา เล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในมหาปรินิพพานสูตร และเล่าเรื่อง “กรรมคนละบัญชี” คือกรรมดีกับกรรมชั่วไม่หักล้างกัน ระหว่างทางคุณอนันต์ลงไปซื้อทับทิมมาแจก เป็นทับทิมที่เนื้อในแดงจัด ไม่มีเมล็ด และอร่อยมาก กินอาหารเที่ยงที่โรงแรม Tathagat ระหว่างทาง ถึงกุสินารา ๑๗.๓๐ น. เข้าพักที่โรงแรม the Royal Residency Kushinagar เป็นโรงแรมระดับ ๓ – ๔ ดาว อยู่ติดกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อาหารเย็นอร่อย มีแกงเนื้อแพะ ไก่ย่าง มีขนมหวานข้าวมธุปายาส ใส่นม รสกลมกล่อม และมีทับทิมยอดอร่อยอย่างเคย หลังอาหาร อ. หมอโรจน์รุ่ง ให้ทุกคนแนะนำตัวเองสั้นๆ ที่ต้องพักโรงแรมแทนที่จะพักที่วัดไทยตามกำหนดการเดิม เพราะทางวัดบอกว่ามีทัวร์เข้า ๓ คณะ ต้องแบ่งๆ กันอยู่ ห้องละ ๗ คน ทางทัวร์จึงหาโรงแรมและคุณอรุณเจ้าของทัวร์อินเดียเป็นผู้กว้างขวางในวงการทัวร์และโรงแรม ช่วยติดต่อให้ เรานอนห้อง ๑๑๓ กับทีมเดิมรวม ๓ คน

ตอนนี้เราอยู่ในรัฐอุตรประเทศ สังเกตเห็นได้ชัดว่าความเป็นอยู่ของคนดีขึ้นกว่าที่พิหาร ถนนดีกว่า บ้านเป็นหลักฐานกว่า มีรถจักรยานยนต์มากกว่า และผิวของคนคล้ำน้อยกว่า

Friday, March 11, 2005


เนินดินบริเวณที่เคยเป็นบ้านนางสุชาดา

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 8

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
11 มี.ค.48 ตอนที่ 8


หลังตรัสรู้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ ๔๙ วัน บางตำนานว่าใน ๔๙ วันนี้ไม่ได้เสวยอาหารอีกเลย คือข้าวมธุปายาสทำให้อยู่ได้ถึง ๕๐ วัน แต่ที่สำคัญคือทรงย้ายสถานที่ประทับทุกๆ ๗ วัน ไปอยู่ใต้ต้นไม้ต่างชนิด รวม ๗ สถานที่ เพื่อพิจารณาทบทวนรายละเอียดของธรรมะที่ได้ตรัสรู้และวางแผนการเผยแผ่พระศาสนา

การย้ายที่เพื่อการพิจารณาไตร่ตรองนี้ เข้าหลักของการศึกษา การอ่านหนังสืออยู่ที่เดียวนานๆ จะล้า การเปลี่ยนที่จะช่วยให้สมองรู้สึกสดชื่นขึ้น

ถวายสังฆทานที่วัดป่าพุทธคยา ได้เงินประมาณ ๑.๔ แสนบาท วัดนี้สร้างเป็นวัดไทยแห่งที่ ๒ ในพุทธคยา อยู่ติดกับมหาเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์
ถวายสังฆทานที่วัดไทยพุทธคยา ได้เงินเท่าๆ กัน และบริษัท ทู บาย โฟร์ บริจาคเป็นค่าที่พักและค่าอาหารอีก ๑ แสนบาท
ได้ความรู้เรื่องไม้จันทน์หอม (Sandal wood) ว่าต้องเนื้อละเอียดมาก หนัก และสีคล้ำหน่อย ราคาแพง จึงมีของปลอม คือเอาไม้อื่นมาอบกลิ่นไม้จันทน์ ที่ขายที่โรงแรม Chanakya ที่เมืองปัตนะ น่าจะไม่ใช่ไม้จันทน์แท้ เศียรพะพุทธรูปไม้จันทน์แท้สูงประมาณ ๘ ซม. เขาบอกขายถึง ๑,๖๐๐ รูปี เราต่อ ๖๐๐ เขาไม่ขาย

๒๐ กพ. ๔๘ (อาทิตย์) พุทธคยา - พาราณสี
ปลุก ๒.๓๐ น. กินข้าวต้มหรือโจ๊ก (คนอร์) กาแฟ และแจกบัตรหมายเลขที่นั่ง – นอน บนรถไฟ และอาหารเช้าสำหรับกินบนรถไฟ พร้อมอธิบายวิธีเดินแถวขึ้นรถไฟ แล้วนั่งรถไปสถานี ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที สถานีสกปรกมาก มีคนนอนคลุมโปงอยู่ทั่วไป รถไฟมาถึงช้า ๑๕ นาที จอด ๗ นาที ตู้ของคณะเราเป็นตู้นอน มีทั้งที่นอน ๒ ชั้นและ ๓ ชั้น เขาว่าการเดินทางทางถนนช่วง คยา – พาราณสี โหดที่สุด ระยะทาง ๒๔๐ กม. อาจใช้เวลาตั้งแต่ ๗ ชม. ไปจนถึงกว่า ๒๔ ชม. เพราะรถอาจติดยาวมาก และเคลื่อนไม่ได้เลย แต่รถไฟใช้เวลากว่า ๔ ชม. รถที่เรามาเป็นรถหวานเย็น จอดทุกสถานี ถ้ารถด่วนใช้เวลาเพียง ๓ ชม. ระยะทาง ๒๓๐ กม.
การได้นั่งรถไฟช่วยให้ได้พักผ่อน และได้สังสรรค์ทำความสนิทสนมกัน รูปถ่ายในคอมพิวเตอร์ของเราช่วยสร้างมิตรภาพได้มาก
ระหว่างรถบัสแล่นจากสถานีรถไฟไปโรงแรม หมออมราตั้งข้อสังเกตว่าบ้านเมืองสะอาดกว่าที่พุทธคยา และราชคฤห์มาก
พักที่โรงแรม Clarks โรงแรม ๓ ดาว

ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายของคุณอนันต์ ไกด์อินเดีย
พาราณสี อินเดียเรียกหลายชื่อ คือ วาราณสี กาสี อนันทวัน (ป่าที่ทึบจนไม่เห็นพระอาทิตย์) วณี (แปลว่าป่า) และเบนาเรส ถือว่าเป็นเมืองของพระศิวะ จึงศักดิ์สิทธิ์ ได้ชื่อวารณสีเพราะมีแม่น้ำวรุณ กับแม่น้ำอสี กษัตริย์ของเมืองนี้มักชื่อพระเจ้าพรหมทัต ชื่อ ศาสนาจริงๆ แล้วเรียก Sanatan Religion กลายเป็นฮินดู เพราะพัฒนาขึ้นที่ลุ่มน้ำ Indus ทางเหนือ แถวปันจาบ (ปัญจนที – แม่น้ำ ๕ สาย) ชื่อฮินดูเพี้ยนมาจากอินดู
GOD ย่อมาจาก Generator – พระพรหม, Organizer – วิษณุ, Destroyer – ศิวะ พระศิวะอยู่ที่เมืองพาราณสี ทำให้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ คนฮินดูที่ร่ำรวยเมื่ออายุมากจะมาอยู่ที่นี่เพื่อมาตายที่นี่ มีบ้านที่นี่ มีคนดูแลบ้าน และมีการบริจาคเงินช่วยเหลือคนจน

สารนาถ อยู่ห่างจากตัวเมืองพาราณสีออกไป ๙ กม. เป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา ในวันเพ็ญเดือน ๘ คือสองเดือนหลังจากตรัสรู้ หลังตรัสรู้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุติสุขโดยย้ายที่ประทับไป ๗ แห่ง แห่งละ ๗ วัน รวมเป็นเวลา ๔๙ วัน หลังจากนั้นทรงเดิน ๑๑ วัน เพื่อไปโปรดปัญจวัคคี ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทาง ๒๕๖ กม. (ระยะทางปัจจุบัน สมัยพุทธกาลคงจะยังเป็นป่าและระยะทางน่าจะยาวกว่านี้) เพื่อเผยแผ่ธรรมเป็นครั้งแรก – ปฐมเทศนา แก่ปัญจวัคคี ธรรมะที่ทรงแสดง เรียกว่า ธรรมจักกัปวัตตนสูตร คือธรรมะอันเป็นทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป ไปสู่ความดับทุกข์ ด้วย อริยสัจ ๔ และ มรรค ๘
การแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้านี้ น่าจะมีบริบทอยู่ที่ความหลังระหว่างพระพุทธเจ้ากับปัญจวัคคี เมื่อครั้งทำความเพียร ทรมานร่างกายอยู่ด้วยกัน ด้วยความเชื่อว่าเป็นหนทางไปสู่การบรรลุธรรม พระพุทธเจ้าหัวไวกว่า ตระหนักว่าการทรมานร่างกายไม่ใช่หนทางไปสู่ปัญญาแห่งการพ้นทุกข์ จึงหันกลับมาฉันอาหารตามเดิม ปัญจวัคคี คงจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่อดทนจริง ไม่สู้ จึงหมดความนับถือ และหลบหลีกไป ไม่อยู่ร่วมทีมค้นหาอริยสัจอีกต่อไป เมื่อพระพุทธเจ้าไปถึงจึงยากมากที่จะให้ปัญจวัคคี ยอมรับฟังธรรม จึงมีเรื่องราวถ้อยคำโต้ตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับปัญจวัคคี จนปัญจวัคคียอบรับฟัง และบรรลุอรหัตถผลที่ละคนจนครบทั้ง ๕ คน อรหันตสาวกคนแรกคือ โกญฑัญญะ วันเพ็ญเดือน ๘ อันเป็นวันคล้ายวันแสดงปฐมเทศนา จึงเป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนา เรียกว่า วันอาสาฬหะบูชา

ภูมิปัญญาไทย : ความรู้เพื่อสังคมไทย

ภูมิปัญญาไทย : ความรู้เพื่อสังคมไทย
เขียนโดย คุณสุภาพร เตวุฒิธนกุล
พิมพ์ในนิตยสาร Productivity World ฉบับเดือน ม.ค. – ก.พ.48
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
10 มี.ค.48

ปัจจุบันการจัดการความรู้เป็นที่นิยมในสังคมไทย แต่มักมองข้ามภูมิปัญญาไทยที่เป็นรากเหง้าของสังคมที่แท้จริง มุ่งพัฒนาและจัดการเพียงเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล ขาดการยั้งคิดถึงความเป็นอยู่ของคนในชาติโดยรวม ซึ่ง ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้บรรยายในหัวข้อ “การจัดการความรู้ในสังคมไทยภูมิปัญญาท้องถิ่น (Knowledge Management in Thai Local Wisdom)” เมื่อวันที่ 24 พ.ย.47 ในงาน Thailand International Conference on Knowledge Management 2004 จัดโดยศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ณ อิมแพค เมืองทองธานี

ศ. นพ. วิจารณ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเรียบง่ายอย่างมีคุณค่าของภูมิปัญญาไทยที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษและการจัดการความรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน

เน้นการร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนในท้องถิ่นเอง โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชน ร่วมกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ (context) ตามบริบทของท้องถิ่น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในกิจกรรมของตน และนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนมาสร้างความรู้ใหม่ โดยเป็นการตัดสินใจจากคนในท้องถิ่นอย่างอิสระ

ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ในตัวคน (Tacit) และความรู้ในกระดาษ (Explicit) ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนที่ทำงานใดอยู่ คนนั้นย่อมมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี การจัดการความรู้ที่ดีควรมีลักษณะเป็นวงจรหมุนไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจุดสิ้นสุดไม่ถือเป็นการจัดการความรู้ เมื่อมีการจัดการความรู้ที่ดีในหน่วยงานใด คนจะเกิดความสามัคคี มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งร่วมมือกันบรรลุผลสำเร็จขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้เป้าหมายของการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เน้นความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืนบนรากฐานของทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับความรู้ท้องถิ่นไทยเดิมและความรู้ของโลกโดยธรรมชาติของการจัดการความรู้ท้องถิ่น เน้นการร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน เน้นการแบ่งปัน ไม่ใช่การผูกขาดเน้นมิติด้านคน ไม่ใช่เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งผลที่ได้รับของการจัดการความรู้ดังกล่าวคือเครื่องมือให้บรรลุสุขภาวะนั้นหมายถึง ชีวิตที่ดีและความสำเร็จร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องตระหนักเสมอว่าความรู้ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบตามหลักวิชาการไม่มีการผูกขาดความรู้ และต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในการจัดการความรู้ ยกระดับความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งความรู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ต้องเป็นความรู้ในเชิงปฏิบัติเท่านั้น

หยุดวิ่งหาตำราแล้วลงมือปฏิบัติ
ศ. นพ. วิจารณ์ แนะนำว่า การจัดทำคลังความรู้ที่ดีต้องเกิดจากการทำงาน (Knowledge Messenger) และถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เหนือสิ่งอื่นใดควรหยุดวิ่งหาตำราวิชาการหรือมัวแต่ฟังผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ พูด แต่ควรหันกลับไปลงมือปฏิบัติ ไม่ว่าอ่านหนังสือดีเท่าไหร่ก็ตาม จะไม่เกิดความเข้าใจมากเท่ากับความรู้ที่ผ่านทางกาย ซึ่งการจัดการความรู้โดยทั่วไปแบ่งทักษะ (Skill) 90% และทฤษฎีเพียง 10% เท่านั้น ฉะนั้นการจัดการความรู้ที่ดีเป็น Demand Side Knowledge Management ถ้าเป็น Supply Side Knowledge Management จะไม่ใช่ Knowledge Management ความรู้ที่สำคัญคือความรู้ในเชิงปฏิบัติ โดยทั่วไปการจัดการความรู้กับการศึกษาจะไม่เหมือนกัน การศึกษาเน้นการเรียนรู้ในกระดาษ แต่การจัดการความรู้เน้นความรู้ในคนแต่ไม่ปฏิเสธความรู้ในกระดาษ โดยผ่านการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือจากทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การจัดการความรู้ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของงานหรือของชีวิต การจัดการความรู้ต้องใช้ทั้ง 2 ประเภท คือความรู้ที่อยู่ในคนและความรู้ที่อยู่ในกระดาษได้อย่างดี และนำเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ยกระดับความรู้และเกิดการประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการจัดการความรู้ต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายของงาน นำมาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกระดับความรู้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของงาน โดยใช้ความรู้จากภายนอก คน วัฒนธรรม และเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ นำมาจัดเก็บกลายเป็นคลังความรู้และนำไปปฏิบัติ โดยการจัดการความรู้ได้ดี คนจะต้องมีทักษะ (Skill) และมีจริตในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่หวงความรู้ ที่สำคัญอีกประการคือ วัฒนธรรมขององค์การ และเครื่องมือที่ให้เกิดการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงตลอดเวลา

คุณค่าของความแตกต่าง
ความรู้ใหม่เกิดจากการปฏิบัติ อาจไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิชาการ แต่พิสูจน์ทางผลของการกระทำ ฉะนั้นการนำการจัดการความรู้มาใช้ในงานวิจัยจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรู้แต่ละอย่างย่อมมีแตกต่าง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ความรู้ทางวัตถุ (Aritfacts), ทักษะในการปฏิบัติ (Skill), กฎแห่งสามัญสำนึก (Heuristics), ประสบการณ์ (Experience), และพรสวรรค์ (Natural Talent) โดยแต่ละกลุ่มความรู้ต้องนำมาผสมผสานให้เกิดเกลียวความรู้และยกระดับงานวิจัยของไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

หลักในการจัดการความรู้ประกอบด้วย 4 ประการคือ
1. ต้องใช้พลังจากความหลากหลาย ต้องให้คุณค่าของความแตกต่างในทางความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ อายุ และใช้ความแตกต่างในเชิงสร้างสรรค์
2. หาวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ นำมาทดลอง เมื่อทดลองย่อมเกิดการเรียนรู้การปรับตัว
3. ให้ความรู้ภายในชุมชนเข้ามาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ ทดลอง และเรียนรู้จากการปฏิบัติ
4. ต้องมีการขับเคลื่อนความรู้ (Flow Knowledge) และนำความรู้จากภายนอกมาผสมผสานอย่างเหมาะสม

การจัดการความรู้โดยหมุน “เกลียวความรู้” หรือที่เรียกว่าวงจร SECI นั้นเป็นการผสมผสาน
ความแตกต่างเข้าด้วยกัน โดยผ่านกระบวนการ การแลกเปลี่ยน (Socialization), การถอด (Externalization), การสังเคราะห์ (Combination), การซึมซับ (Internalization) โดยการถอดและการสังเคราะห์เป็นความรู้ที่อยู่ในกระดาษ ส่วนการแลกเปลี่ยนและการซึมซับเป็นความรู้ในคนที่ต้องมีการผสมผสานอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกลียวความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม หลายองค์การเชื่อว่าระบบ IT เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ KM บรรลุผลเลิศ แต่ความจริง IT เป็นเพียงตัวขับเคลื่อนการจัดการความรู้เท่านั้น สำหรับความรู้ในการแลกเปลี่ยนอาจมาจากประสบการณ์ คำบอกเล่า ตำราวิชาการ โดยการไหลเวียนความรู้หรือสารสนเทศนั้น ต้องไหลเวียนทุกวิถีทางอย่างเปิดเผยและเป็นอิสระ

สังคมเรียนรู้ สังคมปัญญาและสังคมคุณธรรม
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีที่มาจาก 2 แหล่งคือ 1) มีมาแต่โบราณ 2) พัฒนาขึ้นเองในปัจจุบัน ซึ่งการจัดการความรู้บางอย่างมีอายุ 100 ปี เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและชาวบ้านคิดค้นขึ้นมาเอง อาทิ
1. การจัดการน้ำโดยชุมชนลุ่มน้ำขาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยชาวบ้านรวมตัวกันจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ป้องกันปัญหาน้ำท่วม ใช้กฎหมาย “มังรายศาสตร์” ชาวบ้านเป็นผู้ดูแล
2. การวิจัยท้องถิ่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทำการศึกษาการจัดการน้ำโดยชุมชนแพรกหนามแดง เกิดขึ้นเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายน้ำเค็ม – กร่อย กับฝ่ายน้ำจืด ซึ่งจากผลการวิจัยระบุว่าเกิดจากประตูน้ำ จึงทำการเปลี่ยนประตูยกเป็นประตูกระดก
3. สื่อเผยแพร่ ผลงานวิจัยท้องถิ่น ผลงานวิจัยที่ทำโดยชาวบ้าน เช่น นิเวศน์วัฒนธรรม ป่าสองน้ำ คนสองวัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความ หลักคิด แนวทางปฏิบัติการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
4. การวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นวังน้ำเขียว ศึกษาเพื่อผลิตผลผลิตการเกษตรกึ่งเมืองหนาว ซึ่งเป็นเครื่องมือทำความรู้จัก ภูมิใจรากเหง้าของตน และเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
5. แผนแม่บทชุมชน ร่วมกันเก็บข้อมูล ทำบัญชีรายจ่าย – รับของชุมชน มองเห็นภาพรวม เห็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เห็นลู่ทางประหยัด ทำใช้เอง หรือรวมตัวทำขาย-ซื้อกันเอง จนกลายเป็นธุรกิจชุมชน รวมตัวกันเป็นเครือข่ายการผลิต-ตลาด

จากตัวอย่างบางส่วนข้างต้น การริเริ่มการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างชาวบ้าน ร่วมกันคิดและเก็บข้อมูล โดยดึงความรู้ภายในให้แสดงออกมาภายนอก เพื่อสามารถนำมาถ่ายทอดสืบเนื่องกันได้ และจัดทำในรูปแบบของเอกสาร

นอกจากนี้สถาบันวิจัยกระทรวงสาธารณสุข ยังมีการวิจัยเชิงนโยบาย ทดลองปฏิบัติในชุมชน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการกรองความรู้จากประสบการณ์และเป็นการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชน โดยสร้างให้เกิดการจัดการความรู้ในกองทุนหมู่บ้าน ฝึกให้มี “คุณอำนวย” (Facilitator)

ศ. นพ. วิจารณ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่าการจัดการความรู้เป็นการปฏิวัติการทำงาน ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้ความรู้ของผู้อื่น แต่อยู่ภายใต้ความรู้ที่พัฒนาขึ้นเองจากการปฏิบัติ การจัดการความรู้ในบริบทไทยจะนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมเรียนรู้ สังคมปัญญา และที่สำคัญคือสังคมคุณธรรม การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคสังคมความรู้นั้นต้องเกิดทั่วทั้งท้องถิ่น และประชาชน ทุกระดับอยู่อย่างสันติสุขร่วมกัน จึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการความรู้ภูมิปัญญาที่เป็นความรู้เพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริง