Tuesday, March 15, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 10

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
15 มี.ค.48 ตอนที่ 10


สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหารพระพุทธรูปปางเสด็จปรินิพพาน
สร้างตรงบริเวณเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในสาลวโณทยาน

๒๒ กพ. ๔๘ กุสินารา (กุสินครา)
เช้าออกไปวิ่งตามถนน ชมเมือง (จริงๆ แล้วเป็นชนบท เป็นทุ่งนา) แล้วไปพบสาลวโณทยาน (สวนสาละ)ซึ่งมีพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างตรงที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่ บริเวณสถานที่กว้างขวาง สนามหญ้าเรียบ มีการขุดบูรณะทางโบราณคดี บริเวณนี้เป็นเพียงหมู่บ้าน ชื่อ Kushinagar คนท้องถิ่นเรียกชื่อบริเวณนี้ว่า “ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ” (Matha-Kunwar-Ka-Kot – มาถากุนวะระกาโกฏ)


พระพุทธรูปปางปรินิพพาน อยู่ในวิหารหน้าสถูปในสาลวโณทยาน

มกุฎพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิง

ในพรรษาที่ ๔๕ ของการเสด็จจาริกเผยแผ่ธรรม ทรงประชวรหนัก ในวันเพ็ญเดือนมาฆะจึงทรงปลงอายุสังขาร ว่าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า และพิจารณาว่าสมควรไปเสด็จดับขันธ์ฯที่แคว้นมัลละซึ่งไม่ใช่แคว้นใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดศึกสงครามจากการแย่งชิงพระบรมศพหรือพระบรมอัฐิ จึงออกเดินทางจากเมืองเวสาลีผ่านเมืองต่างๆ และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในระหว่างนั้น จนเสด็จถึงเมืองปาวา เสด็จประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตร (บุตรนายช่างทอง) ในวันรุ่งขึ้นเสวยอาหารที่นายจุนทะจัดถวาย ที่เรียกว่าสูกรมัททวะ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ มีข้อสันนิษฐานต่างๆ กัน) แล้วเสด็จเดินมุ่งไปเมืองกุสินารา ระหว่างทางประชวรหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด จนถึงแม่น้ำกุกุทธานที ทรงกระหายน้ำ จึงให้พระอานนท์ไปตักน้ำจากแม่น้ำมาถวาย พระอานนท์ไปพบว่าน้ำขุ่นเพราะมีเกวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งข้ามไป จึงกลับมากราบทูลว่าตักไม่ได้ น้ำขุ่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้ไปตักเถิด พระอานนท์ไปตัก ก็ได้น้ำใสมาถวาย ในที่สุดก็ไปถึงต้นรัง (สาละ) คู่ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่นั่น ระหว่างเวลา ๓ เดือนที่เดินทางไปสู่สถานที่ดับขันธ์นั้น พระพุทธเจ้ายังคงสั่งสอนแม้ในวันสุดท้าย หรือช่วงเวลาสุดท้าย ซึ่งเรื่องที่ทรงเน้นคือความไม่ประมาท

ช่วงเช้าไปสวดมนต์และทำสมาธิที่พระสถูป และไปกราบพระพุทธรูปปางปรินิพพานในวิหารซึ่งอยู่หน้าสถูป อากาศเย็นสบาย สถานที่สะอาดเรียบร้อย ดูศักดิ์สิทธิ์ดี ที่นี่คนขอทานมีน้อย แต่ก็พอมี ที่มากที่สุดคือเด็กขายเมล็ดสาละ

แม่น้ำกุกุทธานทีที่เราไปเห็นวันนี้ เป็นแม่น้ำแคบ ๆ แต่มีน้ำ กว้างประมาณ ๑๐ – ๑๕ เมตร น้ำสกปรก อยู่ห่างจากบ้านนายจุนทะกว่า ๑ กม. บริเวณที่เป็นบ้านนายจุนทะเป็นเนินดินที่มีอิฐเก่าอยู่ข้างล่าง เป็นสถูปที่พระเจ้าอโศกให้สร้างขึ้น เพราะถือเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา คือถวายอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สำคัญเท่ากับบ้านนางสุชาดาผู้ถวายอาหารมื้อก่อนตรัสรู้ แต่บ้านนายจุนทะยังไม้ได้รับการบูรณะ โดยรอบเนินดินเป็นหมู่บ้านมุสลิม บ้านปลูกกันแบบไม่เป็นระเบียบ มีสัตว์เลี้ยงทุกชนิด และมีขยะทิ้งอยู่ทั่วไป แต่ในตลาดจัดได้ว่าสะอาดเรียบร้อยกว่าที่อื่นๆ ในอินเดียที่ได้เห็นมา เขาปล่อยให้ใช้เวลาซื้อของ ได้แก่ผ้าและเครื่องทองเหลือง

บ้านนายจุนทะอยู่ห่างจากสาลวโนทยานกว่า ๑๐ กม. และสถานที่เผาศพพระพุทธเจ้าซึ่งบัดนี้เป็นสถูปชื่อมกุฎพันธนเจดีย์ ก็ห่างออกไป ๑ – ๒ กม. เราไปสวดมนต์และฝึกอานาปานสติภาวนากันตอนเย็นเป็นเวลาเกือบ ๑ ชม. เนื่องจากนั่งสวดมนต์กันกลางแจ้ง จึงจุดธูปเทียนกันได้สบาย และเมื่อเสร็จแล้วก็ได้เก็บส่วนที่เหลือกลับมาทิ้ง ที่นี่เป็นครั้งแรกที่ อ. หมอโรจน์รุ่ง่ให้ฝึกทำสมาธิแบบอานาปานสติภาวนา ที่ผ่านมาเป็นการทำพุทธานุสติภาวนา

ตอนบ่ายเราท้องเดินจึงไม่ได้ร่วมพิธีหล่อเสาโรงพยาบาล และการทอดผ้าป่า – เวียนเทียน ที่วัดตอนค่ำ พระผู้ช่วยเจ้าอาวาสบอกว่าแม้คนอินเดียจะไม่มีระเบียบ ชอบมุงดูคนอื่น ชอบขอ และไม่สะอาด แต่อาชญากรรมมีน้อยกว่าเมืองไทยมาก

0 Comments:

Post a Comment

<< Home