Wednesday, March 16, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 11

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
16 มี.ค.48 ตอนที่ 11

๒๓ กพ. ๔๘ กุสินารา - ลุมพินี
ใช้สูตร ๔.๓๐ – ๕.๓๐ – ๖.๓๐ วันนี้เดินทาง ๑๗๔ กม. คาดว่าใช้เวลา ๔ ชม. ออกเดินทาง ๖.๓๐ น. ผ่านเมืองใหญ่ชื่อโครักขะปุระ มีสนามบิน และเป็นเมืองทหาร มีทะเลสาบโครักขะปุระ (Korakhpur lagoon) มาแวะพักดื่มน้ำชาและเข้าห้องน้ำที่ตำบลเล็กๆ น้ำชาอร่อย เป็นชาใส่นมแบบอินเดีย ไม่ใส่ขิงอย่างที่โรงแรม Royal Residency เราได้ยา Noxinor (Norfloxacin) ของหมออมรากินแก้ท้องเดินหายเป็นปลิดทิ้ง

วันนี้คุณอ้อ (สุปรียา บุณยเกตุ) สลับมาดูแลรถคันที่ ๑ นำสวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา และเล่าเรื่องชาดก และวิวัฒนาการของพุทธศาสนา อนันต์ ไกด์อินเดีย ร้องเพลงอินเดียให้ฟัง ๒ เพลง สนุกสนานกันมาก

ผ่านแดนเข้าประเทศเนปาลใช้เวลา ๑ ชม. พักที่โรงแรม Nirvana ซึ่งอยู่ห่างเขตแดนเพียงไม่กี่ กม. เป็นโรงแรมขนาด ๓ ดาว นอน ๓ คนกับทีมเดิม เมืองที่มาอยู่นี้ถนนกว้างและสะอาดกว่าที่ผ่านมา แต่เคอร์ฟิวตั้งแต่ ๑๙ น. เพราะยังมีความตึงเครียดทางการเมืองเนื่องกษัตริย์ปฏิวัติ และการขัดแย้งกับพวกเมาอิสต์

สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ประมาณ ๑ ชม. ณ สวนลุมพินี ต้องใช้เวลาเดินทางจากโรงแรม ๑ ชม. แล้วนั่งรถสามล้อถีบไปอีกประมาณครึ่ง กม. เราซื้อกระดิ่ง และขันทองเหลืองราคารวม ๕๐๐ รูปี โดยคนขายบอกราคา ๙๐๐ กับ ๓๐๐ เมื่อต่อได้เราหันมาหยิบเงิน คนขายเอาขันกับกระดิ่งขนาดเล็กใส่ถุงให้ โชคดีที่เราจับได้ ทั้งระฆังและขันเวลาตีเสียงกังวานอยู่นาน

สวนลุมพินีที่เราไปเห็น เป็นโบราณสถานและแหล่งจาริกแสวงบุญของชาวพุทธ บริเวณกว้างขวางสวยงาม และมีการขุดค้นและบูรณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายล้อมด้วยวัดของหลายชาติ รวมทั้งไทย ซึ้งเป็นสาขาของวัดไทยสารนาถ มีเสาอโศกอยู้ด้านทิศตะวันตกของวิหารมหาเทวี ด้านบนเป็นเจดีย์เนปาลมีดวงตา ๓ ดวงรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้านล่างเป็นจุดประสูติ และมี “รอยพระพุทธบาทก้าวที่สี่” เขาว่าโบราณสถานที่ขุดค้นนี้เป็นของสมัยก่อนคริสตศตวรรษ ๑๐๐ ปี - คริสตศตวรรษที่ ๖ มีสงฆ์ แม่ชี และคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ประมาณ ๒๐ คน มาจาริกแสวงบุญด้วย คณะนี้เมื่อวานค้างคืนที่วัดไทยกุสินารา หมออมราพบ รศ. ช่อลดา พันธุเสนา ซึ่งเกษียนจากคณะพยาบาล มอ. ที่นั่น


วิหารมหาเทวี มีเสาอโศกอยู่ด้านหน้าของภาพ อยู่ในลุมพินีวัน

คณะจาริกแสวงบุญได้ไปสักการะพุทธสังเวชนียสถานครบ ๔ แห่งในวันนี้

๒๔ กพ. ๔๘ ลุมพินี – กบิลพัสดุ์ - สาวัตถี
วันนี้ใช้สูตร ๔ – ๕ – ๖ เพื่อเตรียมเดินทางไกล ๘ ชม. อ. หมอศรีธรรม ธนะภูมิ ซึ่งตามปกติ เป็น “ธรรมวิทยากร” ของรถคันที่ ๒ มาเป็นผู้ดูแลรถคันที่ ๑ เพื่อให้ อ. หมอโรจน์รุ่งเวียนไปดูแลรถคันที่ ๒ บ้าง พอรถออกก็เริ่มสูตร สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่เมตตา ของสำนัก อ. หมอโรจน์รุ่ง นำโดย อ. หมอ ศรีธรรม ใช้เวลา ๑ ชม. สมาธิที่ทำเป็นอานาปานสติภาวนา คือใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดสติ มีหลัก ๔ ประการ คือ (๑) หายใจเข้าออกตามปกติ (๒) กำหนดสติเอาใจใส่ลมหายใจเข้าออก (๓) เอาจิตใจจดจ่อไว้ที่จุดที่ลมหายใจกระทบจมูก (๔) ระลึกรู้ ความรู้สึกของการที่ลมหายใจกระทบจมูก รู้ความยาว ความละเอียด ของลมหายใจเข้าออก
หลักสำคัญของการทำสมาธิคือต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ คือจิตที่จะให้ ไม่ใช่ทำด้วยจิตที่จะเอา เช่น ทำเพื่อรักษาโรค หรือทำเพื่อให้สมาธิดีขึ้น
การฝึกสมาธิที่คณะผู้จาริกแสวงธรรมฝึกในช่วงแรกเรียกว่าพุทธานุสติภาวนา คือใช้การระลึกถึงพระพุทธานุภาพเป็นเครื่องกำหนดสติ หรือเป็นอารมณ์ พุทธานุสติภาวนาเป็นการทำสมาธิขั้นต้น อานาปานสติสมาธิภาวนาสูงกว่า ทำให้บรรลุสมาธิขั้นสูงกว่า
การทำสมาธิภาวนามีถึง ๔๐ แบบ ตามสิ่งที่ใช้กำหนดสติ เช่น พุทธานุสติภาวนา ธรรมานุสติภาวนา สังฆานุสติภาวนา อานาปานสติภาวนา เป็นต้น
พุทธกิจ ๕ (๑) บิณฑบาต รับนิมนต์ เพื่อโปรดประชาชน (๒) เทศสั่งสอนประชาชน (๓) เทศสั่งสอนพระภิกษุตอนค่ำ (๔) ตอบปัญหาเทวดาตอนดึก (๕) แผ่ข่ายพระญาณ ตอนย่ำรุ่งว่ามีใครบ้างที่อยู่ในข่ายสมควรไปโปรด
อ. หมอศรีธรรม เปิดโอกาสให้ถามธรรมะข้อต่างๆ และมีคนถามมากกว่าวันก่อนๆ

อุณหภูมิตอนเช้า ๑๘ องศา มีหมอกมากเป็นเช้าแรกของการเดินทาง รู้สึกว่าอากาศบริสุทธิ์กว่าบ้านเรามาก ระหว่างทางเห็นนกกะเรียน ๓ – ๔ ตัว ใช้เวลาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเกือบ ๑ ชม. ในที่สุดเราก็เข้าสู่ถนนแคบและขรุขระเพื่อจะไปชมกรุงกบิลพัสดุ์ ของฝั่งอินเดีย ใช้เวลาประมาณ ๑ ชม. จึงถึง ไม่ได้นัดกันว่าจะสวดมนต์ ทำสมาธิ และแผ่ส่วนบุญ แต่ในที่สุดก็ได้ปฏิบัติธรรมที่นี่กันอีก

ทิวทัศน์ในอินเดียบอกความเป็นประเทศกสิกรรม สังคมเกษตรกรรม มีแต่ทุ่งนา ไม่เห็นป่า แม่น้ำแห้งเหือด ถนนแคบและขรุขระ มีการกั้นถนนเก็บค่าผ่านทางเป็นระยะๆ มีคนมาก จอแจ ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนชอบมามุงดูเหตุการณ์ ชอบขอเงินหรือของ คนขายของชอบตื๊อ เมื่อมีโอกาสจะโกง คนกับสัตว์อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ยังมีการใช้แรงงานสัตว์อยู่มาก แต่อากาศบริสุทธิ์ และมีอาชญากรรมน้อย อาจเป็นเพราะผู้คนมีสันโดษพอใจในสภาพความเป็นอยู่ของตน จากอิทธิพลของศาสนาฮินดู ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้สังคมอินเดียมีความคงที่สูง เปลี่ยนแปลงน้อย ไม่เป็นพลวัต

แวะชมสถานที่ที่เคยเป็นเมืองกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) ซึ่งอยู่ในเขตอินเดีย ที่เราเห็นเป็นสถูปเนินอิฐ อยู่กลางทุ่งนา เหมือนที่เคยเห็นมาแล้ว บริเวณกว้างขวาง ทำสนามหญ้าสวยงาม มีการขุดค้นบูรณะอย่างดี คุณอนันต์ ไกด์อินเดียอธิบายว่าแคว้นกบิลพัสดุ์กว้างขวางมาก พระเจ้าสุทโธทนะพยายามปรนเปรอเจ้าชายสิทธัตถะด้วยสิ่งต่างๆ รวมทั้งวัง ๓ ฤดู ซึ่งอยู่กระจายไปทั่วแคว้น เรื่องวัง ๓ ฤดู นี้ เราเรียนมาแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริงเลย เคยคิดว่าเป็นการแสดงความฟุ่มเฟือย ร่ำรวย มาคราวนี้จึงรู้ว่าเป็นความจำเป็นเนื่องจากอากาศในต่างฤดูแตกต่างกันมาก ในฤดูร้อนอุณหภูมิขึ้นไปถึง ๕๐ องศา ในฤดูหนาวก็หนาวจัด

จุดเมืองกบิลพัสดุ์ที่เนปาลจริงๆ แล้วอยู่ห่างจากที่นี่เพียง ๔ กม. น่าจะเป็นวังแห่งหนึ่ง แต่ที่ขุดค้นได้ที่นี่มีพระบรมสารีริกฐาตุซึ่งกล่องใส่เวลานี้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่กัลกัตตา ส่วนกระดูกถูกเอาไปลอยแม่น้ำคงคา เพราะผู้พบเป็นพราหมณ์ สถูปที่เรามาเห็นนี้เป็นแห่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายโดยทหารมุสลิม แต่ อ. หมอโรจน์รุ่ง ดูบริเวณขุดค้นและปฏิสังขรที่คณะไปแวะดูจุดที่ ๒ (Ganwaria Site ซึ่งป้ายบอกว่าน่าจะเป็นวัง) แล้วสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดมากกว่า ว่าที่ฝั่งเนปาลน่าจะเป็นพระราชวังมากกว่า จะเห็นว่าเรื่องสถานที่ กระดูก ฯลฯ เป็นเรื่องสันนิษฐานทั้งสิ้น และคำบอกเล่าก็อาจผิดเพี้ยนไป และอาจมีการพยายามสร้างเรื่องเพื่อดึงดูดชาวพุทธนักท่องเที่ยวแสวงบุญ


สถูปที่พบพระบรมสารีริกธาตุและทางอินเดียอ้างว่าเป็นเมืองกบิลพัสดุ์

จากทรากเมืองกบิลพัสดุ์ ไปสาวัตถี ระยะทาง ๑๔๗ กม. รถออกเวลา ๑๐ น. ถึงโรงแรมโลตัส นิกโก้ สาวัตถี (Sravasti) เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. กินอาหารเที่ยง เข้าห้องพัก เรากลับมานอนคู่หมออมราอย่างเดิม ห้อง ๒๑๙ โรงแรมนี้ระดับ ๒ ดาว
บ่าย ๓ โมง ไปชม “พาราสาวัตถี” ซึ่งหมายถึง เมืองสาวัตถีเก่าสมัยพุทธกาล

0 Comments:

Post a Comment

<< Home