Thursday, March 17, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 12

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
17 มี.ค.48 ตอนที่ 12

เรื่องเมืองสาวัตถี
เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาลชื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล มีเรื่องราวเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติมาก เกี่ยวดองกับศากยวงศ์ที่กรุงกบิลพัสดุ์ รวมทั้งรบราฆ่าฟันกันด้วย เป็นแคว้นที่มีอำนาจมาก
เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นานที่สุด คือ ๒๕ พรรษา
พระเชตวันมหาวิหาร เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ถึง ๑๙ พรรษา ผู้สร้างถวายคืออนาถบิณฑิกะเศรษฐี ซึ่งเป็นชาวสาวัตถี อนาถบิณฑิกะเศรษฐีไปเที่ยวกรุงราชคฤห์ เพื่อนชวนไปฟังธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส จึงอาราธนาไปประทับที่สาวัตถี ได้ไปหาที่ที่เหมาะสม และได้ขอซื้อที่จากเจ้าเชต เจ้าเชตก็เป็นเศรษฐีเหมือนกันและไม่อยากขาย จึงตั้งเงื่อนไขว่าจะขายให้ในราคาทองที่ปูเต็มพื้นที่ แต่เมื่ออนาถบินฑิกะเศรษฐีให้คนเอาทองมาปูไปได้เกือบเต็มพื้นที่ เจ้าเชตก็ขอร่วมทำบุญด้วย ในพื้นที่ส่วนที่เหลือ เมื่อสร้างวัดและพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ทรงให้ชื่อว่าเชตวันมหาวิหาร อนาถบินทิกะเศรษฐีได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสก
นางวิสาขา ได้ชื่อว่าเป็นมหาอุบาสิกา เป็นผู้สร้างวัดสร้างวัดบุพพาราม ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ๖ พรรษา เป็นผู้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
อนันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ของพระอานนท์ อยู่ในวัดเชตวัน
ยมกปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์คู่ตรงกันข้าม คือทำกิริยาที่ตรงกันข้ามกัน เช่นบันดาลให้มีน้ำออกจากมือซ้าย ให้มีไฟออกจากมือขวา เป็นปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าแสดงที่พระเชตวันมหาวิหาร เพื่อสร้างศรัทธาในกลุ่มเดียรถีย์ มองจากมุมของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) การรู้จักใช้สิ่งที่เป็นขั้วตรงกันข้ามให้เกิดการเสริมพลัง (synergy) ซึ่งกันและกัน เป็นอิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่
สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ พระเทวทัตเป็นพี่ของพระนางยโสธราพิมพา เป็นคู่ปรับของเจ้าชายสิทธัตถะมาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้ร้ายในหลายเรื่อง จนเราสงสัยว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร และ “ธรณีสูบ” เป็นบุคลาธิษฐานเปรียบเทียบหรือเปล่า
ไปชมโบราณสถานที่เป็นบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก่อน ลักษณะเป็นโครงสร้างอิฐดินเผาที่บูรณะใหม่ มีส่วนที่เป็นบันไดขึ้นบ้านกว้างมาก ที่นี่มีคนมาขายสายสร้อยคออ้างว่าทำด้วยหินสี ราคาถูกมาก เข้าใจว่าจะเป็นของปลอมเป็นส่วนใหญ่


หมอศรชัยกับหมอแววตา ที่หน้าบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ใกล้ๆ กันนั้นเป็นบ้านองคุลีมาล ลักษณะคล้ายกัน แต่โอ่อ่าน้อยกว่า จุดเด่นคือมีช่องแคบให้มุด โดยมีแขกมาพัวพันช่วย (ให้ยุ่งยากขึ้น) เราไม่ได้ไปมุดกับเขา แต่ได้ปีนขึ้นไปถ่ายรูปคนมุดไว้
ไม่ห่างนัก (นั่งรถไป) เป็นเชตวันมหาวิหาร ซึ่งกว้างใหญ่และร่มรื่นสวยงามมาก เมื่อเข้าไปก็รู้สึกสงบ มีต้นไม้ต้นโตๆ มีพระมหากุฎีของพระพุทธเจ้าที่ยังเป็นของเดิมอยู่ ในสมัยนั้นการสร้างอาคารด้วยอิฐดินเผาทำได้อย่างดี ระหว่างทางเดินไปกุฎีของพระพุทธเจ้าผ่านอนันทโพธิ์ ต้นใหญ่มาก ขนาด ๓ – ๔ คนโอบ
หน้าเชตวันมีวัดศรีลังกา พระพุทธรูปประธานงามมาก ปีนบันไดขึ้นไปชั้นบนเป็นดาดฟ้ามองเห็นสระที่นางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบ ไกลออกไปหน่อยเป็นสระซึ่งเขาว่าเป็นจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ ทั้งสองจุดมีลักษณะเป็นหนองน้ำที่ต้นไม้ไม่ขึ้นเหมือนบริเวณโดยรอบ มีผักตบชวาขึ้นและมีคนคอยเอาผักตบชวาออก ที่จริงระหว่าง ๒ จุดนี้ยังมีสระคล้ายๆ กันอีก ๑ สระ ไม่มีตำนานว่าเป็นอะไร
สวดมนต์ ทำสมาธิ แผ่ส่วนกุศล และเวียนเทียน ณ วัดเชตวัน การทำสมาธิวันนี้ ปล่อยให้แต่ละคนทำเอง จะทำสมาธิก็ได้ เดินจงกรมก็ได้ ทุกคนเป็นอิสระ ทำสมาธิอยู่นาน ๑ ชม. จึงเดินเวียนเทียนรอบกุฎีของพระพุทธเจ้า กว่าจะเสร็จก็ค่ำ


ภายในวัดพระเชตวัน ต้นไม้พุ่มใหญ่ที่เห็นอยู่ด้านหลังคืออนันทโพธิ์ มีอายุตั้ง
แต่สมัยพุทธองค์จนปัจจุบัน ไม่เคยถูกทำลาย

เป็นอันเสร็จกิจจาริกปฏิบัติธรรม ณ พุทธสังเวชนียสถาน เกิดการเรียนรียนรู้ และประโยชน์อื่นๆ ดังต่อไปนี้
๑. ได้ฝึกหัดสมาธิภาวนา ๒ แบบ คือพุทธานุสติภาวนา กับ อานาปานสติภาวนา
๒. ได้ความรู้สึกปิติที่ได้มาปฏิบัติบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓. ได้ฝึกการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ถนนไม่ดี รถวิ่งได้ช้า ต้องรอคอยขั้นตอนต่างๆ เป็นเวลานาน
๔. ได้กัลยาณมิตรนักปฏิบัติธรรมและออกกำลังกาย
๕. เกิดความเข้าใจพุทธประวัติชัดเจนขึ้น เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยพุทธกาลมากชึ้น
๖. ได้พระพุทธรูปไม้จันทน์ ซึ่งอยากได้มานานแล้ว
๗. ได้มาเที่ยวอินเดียกับหมออมรา เป็นการมาอินเดียครั้งแรกของหมออมรา ได้รู้จักและเข้าใจประเทศและสังคมอินเดีย มากขึ้น ได้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง ที่นึกไม่ถึงมาก่อน

๒๕ กพ. ๔๘ สาวัตถี – ลัคเนา – เดลฮี
วันนี้ใช้สูตร ๖ – ๗ – ๘ แต่คนส่วนใหญ่พร้อมก่อนเวลา อากาศเย็น น่าจะอยู่ประมาณ ๑๕ องศา อาหารเช้าเป็นข้าวต้มขาวอย่างเคย กับข้าวหลายอย่าง เรียกได้ว่ากินดีกว่าอยู่ที่บ้าน ระยะทาง ๑๗๔ กม. คาดว่าใช้เวลา ๔ ๑/๒ ชม. ถนนค่อนข้างเรียบ แต่บางช่วงยวดยานมาก เห็นมีเกวียนเทียมด้วยควาย และรถม้า มากกว่าที่อื่น มีข้อสังเกตว่าที่อินเดียยังมีควายอยู่มาก ไม่ใกล้สูญพันธุ์อย่างที่เมืองไทย เป็นควายพันธุ์ที่เขามีลักษณะม้วน ไม่โง้งออกข้างนอกอย่างควายไทย
อ. หมอโรจน์รุ่ง กลับมาดูแลรถคันที่ ๑ เหมือนเดิม เริ่มด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ แล้วทำอานาปานสติภาวนา เริ่มด้วยการทำใจให้สบาย ปล่อยวางภาระต่างๆ ไว้ชั่วคราว เอาใจจดจ่อที่การหายใจ พิจารณาลมหายใจเข้าออก คอย “ไล่จับ” ใจที่ “หลุด” ไป ให้กลับมาจดจ่อที่ลมหายใจใหม่ พิจารณารายละเอียดต่างๆ ของลมหายใจ ที่จุดลมกระทบจมูก ความสั้นยาวลึกของลมหายใจเข้า ความสั้นยาวลึกของลมหายใจออก ความละเอียดประณีตของลมหายใจที่เปลี่ยนไป ฯลฯ
อ. หมอโรจน์รุ่ง เล่าความตั้งใจส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในเด็กและเยาวชนให้ฟัง โดยจะจัดการจาริกปฏิบัติธรรมให้แก่เด็กโต ให้มาพร้อมพ่อแม่ โดยจะจัดให้เหมาะแก่เด็ก
ให้โอกาสแต่ละคนในรถได้กล่าวความในใจ หรือข้อเสนอแนะต่อคณะผู้จัด ได้รับรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไรในการมาครั้งนี้ การที่แต่ละคนเล่านี้ดีมาก ที่จริงถ้าผู้จัดจัดให้แต่ละคนเอาประสบการณ์ของการทำสมาธิมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะๆ น่าจะทำให้เกิดความก้าวหน้าของการฝึกทำสมาธิได้ดีขึ้น
หมอรุ่งเรืองบอกว่าเมื่อคืนมีผีแขกอ้วนๆ มาที่เตียงมาจับตัวด้วย ได้โผไปนอนกับหมอวิเชียรโดยไม่ได้พูดอะไร มีคนอื่นประสบแบบเดียวกันด้วยแต่เป็นผีแขกลักษณะผอม คนที่เคยมาแล้วหลายครั้งบอกว่าที่โรงแรมนิกโก้นี้มีคนเคยเจอแบบนี้บ่อย
ถึงเมืองลัคเนา เมืองหลวงของแคว้นอุตรประเทศ เวลา ๑๓ น. ลัคเนากว้างขวาง ทันสมัย และสะอาดกว่าเมืองอื่นๆ เป็นเมืองอุตสาหกรรม กินอาหารที่โรงแรม Clark ซึ่งน่าจะเป็นระดับ ๕ ดาว ห้องอาหารอยู่ชั้น ๙ อาหารอร่อย ไม่มีกลิ่นแขก ได้ถ่ายรูปวิวแม่น้ำ วิวเมือง และรูปเหยี่ยวแดงซึ่งบินอยู่บริเวณนั้นจำนวนนับสิบตัว
หลังอาหารนั่งรถบัสชมเมืองลัคเนาระยะทางสั้นๆ ไปที่ร้านขายเสื้อผ้า ลัคเนาเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนาน มีกษัตริย์เป็นมุสลิมปกครองคนฮินดูอยู่ ๔๐๐ ปี แล้งอังกฤษจึงเข้าครองในปี คศ. ๑๘๕๗ เป็นเมืองที่มหาเศรษฐีชอบมาสร้างบ้านอยู่ เป็นศูนย์กลางธุรกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา ศิลป ดนตรี การร่ายรำ และการบันเทิง มีไนต์คลับสำหรับสมาชิกระดับมหาเศรษฐี
ระหว่างรอที่หน้าร้านขายเสื้อผ้าได้ถ่ายรูปนกกาบบัวที่บินวนอยู่จำนวนนับสิบตัว คุณม่อนบอกว่าอินเดียเป็นสวรรค์ของนักดูนก มีนกถึง ๓ พันชนิด ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง ๑ พันชนิด น่าพิศวงว่ากล้อง Sony DSC T11 สามารถซูมถ่ายรูปนกบินได้ดีพอควร
ขึ้นเครื่องบิน Jet Airlines จากลัคเนาไปเดลฮี กำหนดเดิมเครื่องบินออก ๑๗.๑๕ น. กำหนดใหม่ ๑๘.๑๕ น. ออกจริงๆ ๑๙ น. เครื่องแอร์บัส ๓๒๐ ที่นั่ง (๓ + ๓) x ๓๐ คนเต็ม ใช้เวลาบิน ๕๐ นาที เมื่อถึงสนามบินอินทิรา คานธี ที่เดลฮี ใช้เวลารวบรวมกระเป๋านานพอควร ออกไปกินอาหารที่ภัตตาคารจีน Chopsticks (บุฟเฟ่ต์) แล้วเข้าโรงแรมแกรนด์ กว่าจะเข้านอนก็เกือบสองยาม
ในที่สุด คณะจาริกก็ละลุ่มน้ำคงคาไว้เบื้องหลัง และเข้าสู่ลุ่มน้ำยมุนา

0 Comments:

Post a Comment

<< Home