Thursday, March 03, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 2

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
3 มี.ค.48 ตอนที่ 2

๑๗ กพ. ๔๘
นอนหลับๆ ตื่นๆ ประมาณ ๒ ชม. ก็ตื่นพร้อมกันเวลา ตี ๕ เพราะที่เมืองไทย ๖.๓๐ น. แล้ว เราไม่เคยนอนตื่นสายอย่างนี้ หมออมราต้มน้ำชงกาแฟ โรงแรมจัดไว้บริการอย่างดี
หลังอาหารเช้าออกไปเดินเล่นและถ่ายรูปในสวนของโรงแรม
จุดแรกของการปฏิบัติธรรม คือไปกราบพระบรมสารีริกธาตุที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อินเดีย ตอนแรกเราคิดว่าไม่จำเป็น เพราะพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองไทยก็มี ไม่จำเป็นต้องไปกราบที่เดลฮี และจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่ แต่มองอีกมุมหนึ่ง ลูกทัวร์ส่วนใหญ่อาจพอใจที่ได้มีโอกาสมากราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พุทธภูมิ แต่เมื่อถึงตอนไปกราบนมัสการจริง หมอโรจน์รุ่งกล่าวนำ และเชิญชวนสวดมนต์ ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ บทสวดมนต์เป็นบทบูชาพระรัตนตรัย (อรหังสัมมาสัมพุทโธภควา ---) ตามด้วยบทอิติปิโสภควา ฯลฯ พระบรมสารีริกธาตุนี้เพิ่งขุดค้นได้ที่กรุงกบิลพัสดุ์ บรรจุอยู่ในผอบซึ่งเขาเอามาตั้งให้ดูด้วย มีจารึกว่าเป็นพระบรมสารีริกฐาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยนำไปให้คนไทยนมัสการที่กรุงเทพ ที่ตั้งแสดงนี้อยู่บนมณฑปทองที่รัฐบาลไทยจัดทำถวาย เมื่อปี คศ. 1997 ลักษณะของพระบรมสารีริกฐาตุเป็นท่อนเหมือนกระดูกธรรมดา ไม่เป็นเม็ดกลมๆ เกลี้ยงๆ อย่างที่แสดงให้ดูกันในเมืองไทย ก่อนจบการเดินทาง ๑๒ วัน ทาง ทูบายโฟร์ ทัวร์ แจกรูปถ่ายพระบรมสารีริกธาตุนี้ แก่ทุกคน
ภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมีสิ่งน่าดูเยอะ มีภาพสลักหินแสดงภาพพุทธประวัติที่ตรงบัลลังก์ที่พระพุทธเจ้าประทับว่างไว้เฉยๆ โดยข้างบนมีรูปธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ไว้ พระพุทธรูปเพิ่งมามีตั้งแต่ประมาณ พศ. ๖๐๐ เป็นต้นมา ในพิพิธภัณฑ์มีพระพุทธรูปรุ่นแรกๆ ทำด้วยโลหะพระพักตร์เป็นฝรั่ง เรียกว่ายุคคันธาราษฎร์ เป็นพระพุทธรูปที่งามมาก
ขึ้นเครื่องบิน Sahara Airline, เที่ยวบินที่ S 115 สู่เมืองปัตนะ (ปาตลีบุตร) ใช้เวลาบิน 1 ½ ชม. บริการดี คนเต็ม เครื่องบินแวะที่ปัตนะแล้วบินต่อไปพาราณสี หลังลงจากเครื่องบิน คณะทัวร์แวะกินอาหารบ่ายเวลา ๑๖ น. ที่โรงแรม Chanakya ในเมืองปัตนะ ตรงวงเวียนที่มีพระรูปพระเจ้าอโศกทรงม้า ลักษณะบ้านเมืองไม่สะอาด ไม่เป็นระเบียบ มีรถสามล้อถีบที่ล้อใหญ่ ที่นั่งสูง คนใช้รถจักรยานถีบกันมาก แทบไม่มีจักรยานยนต์เลย ออกจากโรงแรมประมาณ ๑๗.๓๐ น. ด้วยรถบัส ๓ คัน ไปราชคฤห์ระยะทาง ๙๐ กม. คาดว่าใช้เวลา ๓ ชม.
วัดอโศการาม เป็นสถานที่สังคายนาพระพุทธศาสนา ครั้งที่ ๓ ตามกำหนดการจะแวะชมตอนบ่าย แต่การเดินทางล่าช้า ผ่านตอนกลางคืนจึงไม่ได้เข้าไปดู อ. หมอโรจน์รุ่งว่าขณะนี้คนมุสลิมเข้าไปครอง ใช้เป็นที่ฝังศพ คล้ายๆ เป็นการกันท่าศาสนาอื่น

ถนนจากปัตนะไปราชคฤห์ (Rajgir) สภาพไม่ดี แคบ ผิวจราจรบางตอนไม่เรียบ มีกองวัสดุบนไหล่ทาง มีเกวียน มีตลาดริมถนนคนจอแจ มีวัวเดิน ฯลฯ ทำไห้อัตราเร็วของรถบัสเฉลี่ยเพียงประมาณ ๓๐ กม. ต่อชั่วโมง เป็นที่รู้กันว่ามาอินเดียต้องทำใจเรื่องความล่าช้าในขั้นตอนต่างๆ และต้องยอมรับในปัญหาที่จะเกิดจากความไม่แม่นยำต่างๆ บนรถบัส อ. หมอโรจน์รุ่งเล่าเรื่องต่างๆ ที่เป็นเรื่องราวในสมัยพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าอโศก และเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไปชม ถึงโรงแรม Rajgir Residence เวลา ๒๐.๑๕ น. อาหารเย็นมีผัดปวยเล้ง ส้มตำไก่ทอด ซุปเห็ด เป็นต้น คือเป็นอาหารไทยนั่นเอง ต้องแยกพัก ๒ โรงแรม คงจะเพราะเป็นบ้านนอก กิจการท่องเที่ยวและโรงแรมยังไม่พัฒนา
พักค้างคืนที่ Rajgir Residence ห้องไม่ปรับอากาศ โรงแรมระดับ ๑ – ๒ ดาว ยังก่อสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดี อีกกลุ่มหนึ่งพักที่โรงแรม Hokke ซึ่งอยู่ตรงข้ามถนน

1 Comments:

At 2:07 AM, Anonymous ญาติธรรม said...

ขอกราบอนุโมทนากับท่านด้วย ขออนุญาตรับคำแนะนำก่อนเดินทางไปอินเดียว่า ควรเตรียมตัวอย่างไร และคนที่ได้รับการผ่าตัด(เต้านม 1 ข้าง)ถ้ามีความเลื่อมใส จะสามารถเดืินทางไปจาริกปฏิบัติธรรมที่อินเดียได้หรือไม่...

กราบขอบพระคุณเป้นอย่่างยิ่ง
ญาติธรรมคนหนึ่ง

 

Post a Comment

<< Home