Monday, March 07, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 4

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
7 มี.ค.48 ตอนที่ 4


กำหนดการเดิมออกไปทำสมาธิบนเขาคิชฌกูฎเวลา ๖.๐๐ น. แต่เปลี่ยนเป็น ๖.๓๐ – ๗.๓๐ – ๘.๓๐ เนื่องจากเมื่อวานมาถึงดึกมาก แต่ก็มีคนไม่รู้กำหนดใหม่ ตื่นแต่เช้าและให้ข้อมูลทำใ ห้เราอดไปวิ่ง

หลังอาหารเช้า ชวนหมออมราออกไปเดินชมทิวทัศน์ทุ่งนา และไปชมวัดไทยสิริราชคฤห์ ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรม พื้นที่ ๙ ไร่ กำลังก่อสร้าง แต่เด็กแขก (ซึ่งพูดไทยได้นิดหน่อย) บอกว่ามีคนไทยมาพักได้แล้ว มีแม่ครัวไทยด้วย วันนี้ก็จะมีอาจารย์มาพัก ๓ คน วัดนี้สร้างกลางทุ่งนา มีป้ายบอกว่าต้นไผ่ (เวฬุ) ปลูกโดยหลวงเตี่ย (เวลานี้มรณภาพแล้ว) ต้นไม้อีกต้นหนึ่งปลูกโดยคุณสันติ เศวตวิมล (แม่ช้อยนางรำ) มีธรรมจักรสลักจากหินทรายแดงวางโดยหลวงเตี่ย ตอนสายมี “พระไทย” ซึ่งเป็นคนทิเบตองค์หนึ่ง เป็นคนเนปาลองค์หนึ่ง เดิมอยู่ที่ดาจีลิง แล้วมาบวชแบบไทย และได้รับทุนจากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ให้ไปเรียนที่สงขลาทั้งสององค์ จะไปเดือนหน้า

เขาคิชฌกูฏ (คิชฌกูด แปลว่าหัวอีแร้ง ได้ชื่อตามรูปร่างของเขา แต่เรามองไม่ออกว่ามีรูปร่างเช่นนั้น) สถานที่ประทับปลีกวิเวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลเป็นที่หวงห้ามสำหรับคนทั่วไป มีทหารเฝ้า ความสูงจากตีนเขาน่าจะสัก ๓๐๐ เมตร ทางเดินไม่ชัน เป็นบันไดอย่างดี บางตอนอยู่ระหว่างซ่อม ระหว่างทางมีขอทานมาก นั่งกันเป็นแถว มีบริการเสลี่ยงหามไปจนถึงเชิงบันไดที่นำไปสู่ที่ประทับ ซึ่งเป็นบันไดอย่างดี แต่ชัน สูงประมาณ ๒๐ ขั้น ระหว่างทางมีจุดที่พระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารมาทำแท้งตอนตั้งครรภ์พระเจ้าอชาตศัตรู แต่ทำไม่สำเร็จ และต่อมาพระเจ้าพิมพิสารห้ามไว้ เหตุที่ต้องการทำแท้งเพราะโหรทายว่าลูกในท้อง เมื่อโตขึ้นจะทำปิตุฆาต ขึ้นไปอีกหน่อยเป็นจุดที่พระเทวทัต กลิ้งหินลงมาทับพระพุทธเจ้า แต่ก้อนหินแฉลบไปโดนอีกก้อนหนึ่ง สะเก็ดหินกระเด็นมาโดนพระบาทของพระพุทธเจ้าห้อเลือด ระหว่างทางมีถ้ำซึ่งพระสาวกขึ้นมาพัก

การขึ้นเขาคิชฌกูฏ (Gridh Goot) ถือเป็นรายการเด่นของวันนี้ เขาแจกที่รองนั่งวิปัสสนาเคลื่อนที่ นักจาริกแสวงบุญบางคนมีของตนเอง ซึ่งมีคุณภาพสูงกว่า สถานที่ประทับเดิมไม่เหลือแล้ว เขาวิจัย และสร้างโครงสร้างอิฐแดงขึ้นมาพอให้เห็นขนาดของกุฏิซึ่งกว้างประมาณ ๓ x ๓ เมตร อยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา เรานั่งสวดมนต์ และภาวนาโดย อ. หมอโรจน์รุ่งเป็นผู้กล่าวสุนทรกถา ตามด้วยการเดินทักษิณาวัตร รอบกุฎี ๓ รอบ ระหว่างนั้นมีชาวพุทธหลายชาติขึ้นมาเยือนและสวดมนต์เช่นเดียวกัน ข้อเสียคือแดดร้อน แต่ก็มีลมดีพอควร

เวฬุวนารามที่เราไปเห็น เป็นบริเวณกว้างใหญ่ เมื่อเข้าไปก็สังเกตเห็นกอไผ่สมชื่อ นอกจากนั้นไม่มีร่องรอยอะไรเหลืออยู่ให้เห็นเลย เขาพาเลี้ยวซ้ายไปที่บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นธรรมศาลา คือสถานที่แสดงธรรม ซึ่งเวลานี้มีศพนายทหารมุสลิมฝังอยู่ เข้าใจว่ามีเจตนาแย่งที่ จากตรงนี้มองเห็นเวทารบรรพตที่เรามองเห็นจากโรงแรมราชคฤห์ ซึ่งบนนั้นมีกุฏิที่เขาสร้างให้พระมหากัสสปอยู่ตอนมหาสังคายนาครั้งที่ ๑ ท่านถือวัตรอยู่ป่า ไม่เข้าเมือง มองเห็นเป็นโครงสร้างอิฐรูปสี่เหลี่ยม จากนั้นไปยังบริเวณที่เชื่อว่าเป็นคันธกุฎี คือที่ประทับของพระพุทธเจ้า มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งอยู่ในศาลาทางซ้ายของสระใหญ่ เราไปสวดมนต์ ภาวนา และแผ่เมตตา กันที่นี่ โดย อ. หมอโรจน์รุ่งกล่าวสุนทรกถาน่าจับใจ ทำให้จิตผ่องใส

0 Comments:

Post a Comment

<< Home