Thursday, March 10, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 7

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
10 มี.ค. 48 ตอนที่ 7


จากมหาเจดีย์และต้นศรีมหาโพธิ์ ไปชมสถานที่ที่เคยเป็นบ้านนางสุชาดา และต้นไทรที่พระพุทธเจ้าประทับและนางสุชาดามาถวายข้าวมธุปายาส (milked rice) และริมแม่น้ำเนรัญชราที่พระพุทธเจ้าลอยถาด (ทอง) และอธิษฐานให้ลอยทวนน้ำหากท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แม่น้ำเรัญชราที่เห็นกว้างเป็นกิโลเมตรมีแต่ทรายไม่มีน้ำเลย

เรื่องเล่าว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชและละจากอาฬารดาบส และอุทกดาบสแล้ว ก็ได้มาบำเพ็ญทุกรกิริยาร่วมกับปัญจวัคคีที่บริเวณเขาดงคสิริ (ซึ่งเรามองเห็นเป็นเขาหินสีค่อนข้างกลมกลืนกับสีท้องฟ้ามียอดแหลมสองยอด) เป็นเวลาเกือบ ๖ ปี ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางหลุดพ้น กลับมาฉันอาหารอีก ปัญจวัคคีเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าละความเพียร เป็นคนล้มเหลว จึงหนีไปอยู่ที่สารนาถ (อุรุเวลาเสนานิคม) พาราณสี

นางสุชาดาเป็นชาวเมืองคยานี้ สมัยเป็นสาวได้บนบานไว้ขอให้ได้แต่งงานกับเศรษฐี และมีลูกหัวปีเป็นชาย ก็ได้ตามปรารถนา โดยได้ย้ายไปอยู่ที่พาราณสี และลืมแก้บนเสียสนิท เป็นเวลา ๒๐ ปี แล้วก็นึกขึ้นได้ จึงเดินทางมาแก้บนที่บ้านเกิด ในวันที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นางสุชาดาเตรียมหุงข้าวมธุปายาส แล้วให้สาวใช้ไปดูที่ใต้ต้นไม้ สาวใช้มาพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งที่ใต้ต้นไทร มีผิวพรรณผ่องใส ก็คิดว่าเป็นรุกขเทวดา รีบวิ่งไปบอกนางสุชาดาให้รีบเอาข้าวมธุปายาสไปถวาย นางสุชาดาไปพบพระพุทธเจ้าก็กล่าวถวายอาหารแก่เทวดา พระพุทธเจ้าบอกว่าท่านไม่ใช่เทวดา เป็นคน เป็นเจ้าชาย ออกมาบวชเพื่อหวังโพธิญาณ นางสุชาดาก็ว่าไม่เป็นไร (สำหรับคนทั่วไป กษัตริย์คือสมมติเทวดา) ตนต้องการถวายอาหาร พระพุทธเจ้าไม่มีภาชนะรองรับ นางสุชาดาจึงถวายทั้งถาด (ทอง) พระพุทธเจ้าปั้นข้าวเป็น ๔๙ ก้อน และเสวยจนหมด แล้วจึงอธิษฐานและลอยถาด ว่าถ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ถาดทองลอยทวนน้ำไประยะหนึ่งก็จมลง ไปสู่สะดือมหาสมุทร ไปรวมกับถาดทองอีก ๓ ถาด ของพระพุทธเจ้า ๓ องค์ก่อน แล้วพระพุทธเจ้าก็เดินข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ไปอีกฝั่งหนื่ง ไปประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ และตรัสรู้ตอนยามสามของคืนนั้น คือประมาณหกโมงเช้า

ระหว่างทางเดินไปชมหมู่บ้านนางสุชาดา ได้เห็นการนวดข้าวด้วยเครื่องจักรผสมแรง ๔ สาว และการทำเชื้อเพลิงขี้วัวผสมฟาง บริเวณบ้านนางสุชาดาเป็นเนินดิน ซึ่งเมื่อขุดค้นก็พบเป็นกองอิฐ เขาบูรณะเสริมกองอิฐขึ้นมาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งยังเป็นกองดิน ได้ขึ้นไปถ่ายรูปภูเขาดงคสิริ และมองไปเห็นแม่น้ำเนรัญชรา จากบ้านนางสุชาดาเดินตามคันนา ผ่านทุ่งนาไปประมาณ ๓๐๐ เมตร ไปยังต้นไทรที่พระพุทธเจ้ารับประเคนข้าวมธุปายาส บริเวณต้นไทรมีโบสถ์ฮินดูตั้งขวางหน้าไว้ เป็นคล้ายๆ การต่อสู้แย่งชิงคนนับถือกันระหว่างศาสนา ที่พุทธคยานี้คนขอทานมากเป็นพิเศษ ตื๊อเก่งเป็นพิเศษ มีเทคนิคในการสร้างความเห็นใจด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ เช่นเดินตามและเรียก อาจารย์ ๆๆๆ เป็นระยะๆ ไปเรื่อยๆ มีการทำเสียงให้น่าสงสาร เด็กพิการเล่นกายกรรมแสดงความหลวมของข้อสะโพก เอาเท้าขึ้นมาไขว้คอ เด็กโปลิโอกลิ้งตัวเล่นกัน ตอนไปดูหมู่บ้านนางสุชาดา และต้นไทรเด็กวิ่งตามกันเกรียว ที่ต้นไทรเด็กพร้อมใจกันโห่ เข้าใจว่าเรียกร้องให้โปรยทาน การโปรยทานนี้มีข้อเสียคือเด็กเล็กอาจถูกเหยียบและบาดเจ็บ ดูเสมือนว่าการแย่งทานจะเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กๆ วิธีการหลีกเลี่ยงเด็กขอทานอย่างหนึ่งคืออย่าสบตา เพราะเด็กจะจับความรู้สึกสงสารได้ และตามตื๊อไม่หยุด

0 Comments:

Post a Comment

<< Home