Monday, March 14, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนที่ 9

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
14 มี.ค.48 ตอนที่ 9

เจาคันธีสถูป เป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ เป็นจุดที่ปัญจวัคคีเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา และนัดแนะกันว่าจะไม่พูดด้วย แต่ด้วยบุญบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเสด็จถึง ปัญจวัคคี ก็ลืมข้อตกลงเสียสนิท และได้กุลีกุจอต้อนรับ เจาคันธีสถูปมี ๒ ส่วน คือส่วนพุทธกับส่วนอิสลาม ส่วนล่างเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำเป็นของพุทธสร้างสมัยคุปตะเมื่อกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนโครงสร้างหกเหลี่ยมข้างบนสร้างโดยชาห์หูมายูนซึ่งเป็นกษัตริย์มุสลิม เพื่อเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งตนแพ้ศึก ได้หนีมาหลบซ่อนที่นี่ เป็นสถานที่ที่ถึงก่อนป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพียง ๓๐๐ เมตร

สภาพของบริเวณที่เป็นป่าอิสิปตนมคฤทายวัน ซึ่งเป็นที่ทรงแสดงปฐมเทศนา ที่เราเห็น ไม่เป็นป่า แต่เป็นโบราณสถาน สิ่งที่เด่นเป็นสง่าคือธัมเมกสถูป นอกจากนั้นก็มูลคันธกุฎีซึ่งเป็นบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นบริเวณที่พระพุทธเจ้าประทับ เห็นเป็นโครงสร้างอิฐดินเผาซึ่งเป็นของเก่าปนอิฐใหม่ ด้านหน้ามีทรากเสาอโศก (Ashoke Pillar) หักเป็น ๔ ท่อน เขาว่าส่วนยอดคือสิงห์สี่หน้าอันที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสารนาถ การที่เสาอโศกอยู่ตรงนี้แสดงว่าต้องเป็นที่สำคัญทางพุทธศาสนา คณะธรรมจาริกใช้เวลาสวดมนต์และทำสมาธินานกว่าสถานที่อื่นๆ เพราะสถานที่และบรรยากาศอำนวย ไม่มีคนพลุกพล่าน สถานที่กว้างขวาง แดดไม่ร้อนจัด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสารนาถ เรามีเป้าหมายไปดูวัตถุสำคัญ ๒ อย่าง คือพระพุทธรูปหินสลักปางนิพพาน (สมาธิ) สมัยคันธาระ ซึ่งถือกันว่างามมาก พระพักตร์ไม่ค่อยยาว ริมฝีปากล่างแบะออกมากหน่อย ถูกมุสลิมพยายามทำลายโดยทุบจมูกและนิ้ว วัตถุชิ้นที่ ๒ คือส่วนยอดเสาอโศกเป็นหินอ่อนสลักรูปสิงห์ ๔ หน้า ขนาดรวมทั้งหมดสูงเกือบเท่าคน ผิวขัดเกลี้ยง สีเทาคล้ำ เขาว่าเป็นของดั้งเดิมชิ้นเดียวที่สมบูรณ์ที่มีเหลืออยู่ สิงห็ ๔ หน้านี้ได้รับการยกย่องเป็นตราประจำประเทศอินเดีย พระเจ้อโศกได้ประดิษฐานเสาอโศกไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ เสา ที่พิพิธภัณฑ์นี้เขาเข้มงวดมาก ไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้า และห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ตรงข้ามถนนกับป่าอิสิปตนมคฤทายวัน

ถวายสังฆทานที่วัดไทยสารนาถ ได้เงินประมาณ ๑.๔ แสนบาทเศษ หลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นคนอินเดียรูปร่างเตี้ย ท้วม เคยไปอยู่ที่วัดมหาธาตุ และสอนที่มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๗ ปี และถูกจอมพลสฤษดิ์เนรเทศออกมาตอนเกิดกรณีพระพิมลธรรม (อาจ อาจสโภ) ก่อนทำพิธีทอดผ้าป่าท่านเตรียมขุดหลุมให้ปลูกต้นสาละเป็นที่ระลึก ๓ ต้น โดยคณบดี ๔ คน คณบดีปิยะสกล และประกิตปลูกคนละต้น คณบดีศรชัยร่วมกันปลูกกับเรา ๑ ต้น วัดนี้พระพุทธรูปทำด้วยหินทั้งสิ้น และกำลังก่อสร้างพระพุทธศาสนานุภาพลาภมงคลสมาธิรังษิธร เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพร จำลองแบบจากพุทธศิลป์สมัยคุปตะ ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๙ ซึ่งจัดเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย องค์พระสูง ๑๗.๖๒ ม.

ซื้อของ หลังอาหารค่ำเขาพาไปซื้อของ ทางร้านเปิดให้เป็นพิเศษ เรามาได้พระพุทธรูปไม้จันทน์สูงเกือบ ๑ ฟุต ราคา ๓๐๐ เหรียญ จากราคาป้าย ๒๗,๔๐๐ รูปี และบอกลดให้ ๑๕% ของที่ซื้อกันคือผ้าไหมทอมือ ไม้สลัก เครื่องโลหะ

๒๑ กพ. ๔๘
ล่องเรือชมแม่น้ำคงคายามเช้า นี่คือจุดสุดยอดของวันนี้ เป็นการให้ความพึงพอใจก่อนการเดินทางด้วยรถยนต์ระยะทางไกลที่สุด คือ ๒๗๖ กม. คาดว่าใช้เวลา ๘ – ๑๐ ชม. หรืออาจจะนานกว่านั้น

จากจุดที่รถบัสจอด เราต้องนั่งรถสามล้อไปยั่งฝั่งน้ำ ใช้เวลา ๕ – ๑๐ นาที โดยรถสามล้อสไตล์เตือนสติให้ไม่ประมาท คือต้องนั่งแบบยันตัวอยู่ตลอด ไม่ใช่นั่งแบบเอกเขนก และถนนก็ขรุขระ ทุกคนได้รับแจกผ้าคลุมจมูก บางคนเตรียมมาเองด้วย และสวมถึงสองชั้น ลงเรือที่นั่งได้ ๒๐ – ๓๐ คน โดยลงเรือตามหมายเลขรถ แม่น้ำคงคามีฝั่งสวรรค์ กับฝั่งนรก ฝั่งสวรรค์มีบ้านเรือนและท่าน้ำมากมาย ที่พาราณสีนี้มีท่าน้ำ (Ghat) ถึง ๕๓ ท่าน้ำ ฝั่งนรกเป็นฝั่งที่น้ำท่วม น้ำแม่น้ำคงคาดูไม่สกปรกอย่างที่เล่าลือ แต่หมอจันทพงษ์ว่าเอาไปเพาะเชื้อแบคทีเรีย พบจำนวนสูงมาก มีนักท่องเที่ยวลงเรือมาล่องแม่น้ำจำนวนมาก มีเรือขายของที่ระลึก ขายปลาสำหรับปล่อย ได้เห็นการเผาศพริมแม่น้ำ และการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตอนขึ้นจากเรือมีคนมาเที่ยวขอจับมือ แต่ไม่มีคนยอมจับด้วย บริเวณใกล้ท่าน้ำมีขอทานมาก จำนวนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนที่นิ้วกุด ตาบอด ฯลฯ

เดินทางไปกุสินารา ผิวถนนเรียบกว่าที่ผ่านมามีเพียงบางช่วงที่ถนนไม่เรียบ แต่ถนนก็แคบและยวดยานมาก และหลากหลาย อ. หมอโรจน์รุ่งนำสมาธิบนรถ ตามด้วยการอธิบายธรรมะเพื่อการปฏิบัติลงรายละเอียดมากขึ้น ย้ำปัจจัยสำคัญต่อการปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ๕ ประการ คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ ตั้งใจมั่น และ ปัญญา เล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในมหาปรินิพพานสูตร และเล่าเรื่อง “กรรมคนละบัญชี” คือกรรมดีกับกรรมชั่วไม่หักล้างกัน ระหว่างทางคุณอนันต์ลงไปซื้อทับทิมมาแจก เป็นทับทิมที่เนื้อในแดงจัด ไม่มีเมล็ด และอร่อยมาก กินอาหารเที่ยงที่โรงแรม Tathagat ระหว่างทาง ถึงกุสินารา ๑๗.๓๐ น. เข้าพักที่โรงแรม the Royal Residency Kushinagar เป็นโรงแรมระดับ ๓ – ๔ ดาว อยู่ติดกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อาหารเย็นอร่อย มีแกงเนื้อแพะ ไก่ย่าง มีขนมหวานข้าวมธุปายาส ใส่นม รสกลมกล่อม และมีทับทิมยอดอร่อยอย่างเคย หลังอาหาร อ. หมอโรจน์รุ่ง ให้ทุกคนแนะนำตัวเองสั้นๆ ที่ต้องพักโรงแรมแทนที่จะพักที่วัดไทยตามกำหนดการเดิม เพราะทางวัดบอกว่ามีทัวร์เข้า ๓ คณะ ต้องแบ่งๆ กันอยู่ ห้องละ ๗ คน ทางทัวร์จึงหาโรงแรมและคุณอรุณเจ้าของทัวร์อินเดียเป็นผู้กว้างขวางในวงการทัวร์และโรงแรม ช่วยติดต่อให้ เรานอนห้อง ๑๑๓ กับทีมเดิมรวม ๓ คน

ตอนนี้เราอยู่ในรัฐอุตรประเทศ สังเกตเห็นได้ชัดว่าความเป็นอยู่ของคนดีขึ้นกว่าที่พิหาร ถนนดีกว่า บ้านเป็นหลักฐานกว่า มีรถจักรยานยนต์มากกว่า และผิวของคนคล้ำน้อยกว่า

0 Comments:

Post a Comment

<< Home