Wednesday, March 09, 2005

ฐานของความรู้อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ

ฐานของความรู้อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ
วิจารณ์ พานิช
9 มี.ค.48

จากเอกสารของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ที่อ้างถึงเมื่อวาน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องหรือเป็นหัวใจของการจัดการความรู้อีกเรื่องหนึ่ง ผมขอคัดลอกมาทั้งหมดดังนี้

การถือว่าฐานของความรู้อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฎิบัติ

“จุดเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของประเทศ”

เมื่อโครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างทางปัญญาจึงกำหนดคุณสมบัติของสังคม การถือว่าความรู้มีฐานอยู่ที่ใด จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างทางปัญญาและโครงสร้างของสังคม

ใน 100 กว่าปีที่ผ่านมาถือว่า “ความรู้อยู่ในตำรา หรือฐานความรู้อยู่ในตำรา” ทำให้เกิดการครอบงำทางปัญญา ทำให้ชีวิตกับการศึกษาแยกกัน การศึกษาที่ผ่านมาจึงได้สร้างคนไทยที่ไม่รู้จักแผ่นดินไทย เพราะไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจชีวิตและแผ่นดินของตนเอง ระบบการศึกษาแบบนี้จึงทำให้เสื่อมเสียศีลธรรมพื้นฐาน ซึ่ง “ศีลธรรมพื้นฐาน” คือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนยากจน แต่ในสถาบันการศึกษาจะสร้างค่านิยมที่ว่า สถาบันมีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ แท้จริงแล้ว “คนทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในตนเอง” ถึงจนแต่มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าของความเป็นคนก็มีความสุขได้

ในทางพุทธศาสนานั้น ถือว่าชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน นั่นคือ “ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต” หรือการเรียนรู้ในวิถีชีวิต หรือการเรียนรู้จากการปฏิบัติและจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งถ้าถือว่าความรู้มีฐานอยู่ที่การปฏิบัติ จะเกิดผลดังนี้

1. คนไทยทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี เพราะทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ฐานของความรู้และฐานของเกียรติยศจะกว้างขวาง เกิดพลังทางสังคม ทางจิตใจ และทางปัญญา
2. คนไทยเกิดความภูมิใจและมั่นใจในตนเอง เพราะทุกคนมีฐานความรู้ มีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน การถือว่าความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติจะทำให้คนไทยมีความภูมิใจและมั่นใจในตนเอง อันเป็นรากฐานของการพัฒนาที่มั่นคง
3. มีการเรียนรู้จากครูที่หลากหลายและรู้จริงจากการปฏิบัติ เพราะในสังคมจะมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจากการปฏิบัติทางใดทางหนึ่งมากมาย ผู้เรียนจะมีครูที่รู้จริงอย่างหลากหลาย เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน และทุกคนจะเป็นทั้งครูและนักเรียนในตัวเอง
4. จะเป็นการเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมคือ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ถ้าถือว่าฐานความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติก็เท่ากับได้เรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนา จากการนำเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งเป็นนำวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง
5. เป็นการบูรณาการชีวิต ความเป็นจริง การเรียนรู้และเกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณ เพราะในวิถีชีวิตมีบูรณาการ การเรียนรู้ในการปฏิบัติหรือในวิถีชีวิตจะทำให้คิดและทำอย่างบูรณาการ
6. จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกทิศถูกทางหรือสัมมาพัฒนา แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและพระมหาชนกเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายในวิถีชีวิตร่วมกัน
7. เรียนง่าย สนุก ทำเป็น ไม่ว่างงาน เพราะการเรียนในวิถีชีวิตจะง่าย สนุก ทำงานไปด้วย ไม่ว่างงาน เป็นการปลดทุกข์ออกจากการศึกษา
8. การวิจัย นวัตกรรม ทฤษฎี ด้วยผลทั้ง 7 ประการข้างต้น จะนำไปสู่การมีกำลังใจ ความกระตือรือร้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีนวัตกรรมผุดบังเกิด มีการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติจริง ได้ผลจริง เป็นทฤษฎีที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และเกิดความเข้มแข็งทางปัญญา

วิจารณ์ พานิช
3 มี.ค.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home