Friday, March 11, 2005

ภูมิปัญญาไทย : ความรู้เพื่อสังคมไทย

ภูมิปัญญาไทย : ความรู้เพื่อสังคมไทย
เขียนโดย คุณสุภาพร เตวุฒิธนกุล
พิมพ์ในนิตยสาร Productivity World ฉบับเดือน ม.ค. – ก.พ.48
สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
10 มี.ค.48

ปัจจุบันการจัดการความรู้เป็นที่นิยมในสังคมไทย แต่มักมองข้ามภูมิปัญญาไทยที่เป็นรากเหง้าของสังคมที่แท้จริง มุ่งพัฒนาและจัดการเพียงเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล ขาดการยั้งคิดถึงความเป็นอยู่ของคนในชาติโดยรวม ซึ่ง ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้บรรยายในหัวข้อ “การจัดการความรู้ในสังคมไทยภูมิปัญญาท้องถิ่น (Knowledge Management in Thai Local Wisdom)” เมื่อวันที่ 24 พ.ย.47 ในงาน Thailand International Conference on Knowledge Management 2004 จัดโดยศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ณ อิมแพค เมืองทองธานี

ศ. นพ. วิจารณ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเรียบง่ายอย่างมีคุณค่าของภูมิปัญญาไทยที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษและการจัดการความรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน

เน้นการร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนในท้องถิ่นเอง โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชน ร่วมกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ (context) ตามบริบทของท้องถิ่น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในกิจกรรมของตน และนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนมาสร้างความรู้ใหม่ โดยเป็นการตัดสินใจจากคนในท้องถิ่นอย่างอิสระ

ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือความรู้ในตัวคน (Tacit) และความรู้ในกระดาษ (Explicit) ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนที่ทำงานใดอยู่ คนนั้นย่อมมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี การจัดการความรู้ที่ดีควรมีลักษณะเป็นวงจรหมุนไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจุดสิ้นสุดไม่ถือเป็นการจัดการความรู้ เมื่อมีการจัดการความรู้ที่ดีในหน่วยงานใด คนจะเกิดความสามัคคี มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งร่วมมือกันบรรลุผลสำเร็จขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้เป้าหมายของการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เน้นความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืนบนรากฐานของทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับความรู้ท้องถิ่นไทยเดิมและความรู้ของโลกโดยธรรมชาติของการจัดการความรู้ท้องถิ่น เน้นการร่วมมือไม่ใช่การแข่งขัน เน้นการแบ่งปัน ไม่ใช่การผูกขาดเน้นมิติด้านคน ไม่ใช่เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งผลที่ได้รับของการจัดการความรู้ดังกล่าวคือเครื่องมือให้บรรลุสุขภาวะนั้นหมายถึง ชีวิตที่ดีและความสำเร็จร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องตระหนักเสมอว่าความรู้ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบตามหลักวิชาการไม่มีการผูกขาดความรู้ และต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในการจัดการความรู้ ยกระดับความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งความรู้ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน ต้องเป็นความรู้ในเชิงปฏิบัติเท่านั้น

หยุดวิ่งหาตำราแล้วลงมือปฏิบัติ
ศ. นพ. วิจารณ์ แนะนำว่า การจัดทำคลังความรู้ที่ดีต้องเกิดจากการทำงาน (Knowledge Messenger) และถือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เหนือสิ่งอื่นใดควรหยุดวิ่งหาตำราวิชาการหรือมัวแต่ฟังผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ พูด แต่ควรหันกลับไปลงมือปฏิบัติ ไม่ว่าอ่านหนังสือดีเท่าไหร่ก็ตาม จะไม่เกิดความเข้าใจมากเท่ากับความรู้ที่ผ่านทางกาย ซึ่งการจัดการความรู้โดยทั่วไปแบ่งทักษะ (Skill) 90% และทฤษฎีเพียง 10% เท่านั้น ฉะนั้นการจัดการความรู้ที่ดีเป็น Demand Side Knowledge Management ถ้าเป็น Supply Side Knowledge Management จะไม่ใช่ Knowledge Management ความรู้ที่สำคัญคือความรู้ในเชิงปฏิบัติ โดยทั่วไปการจัดการความรู้กับการศึกษาจะไม่เหมือนกัน การศึกษาเน้นการเรียนรู้ในกระดาษ แต่การจัดการความรู้เน้นความรู้ในคนแต่ไม่ปฏิเสธความรู้ในกระดาษ โดยผ่านการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือจากทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การจัดการความรู้ไม่ใช่เป้าหมายแต่เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของงานหรือของชีวิต การจัดการความรู้ต้องใช้ทั้ง 2 ประเภท คือความรู้ที่อยู่ในคนและความรู้ที่อยู่ในกระดาษได้อย่างดี และนำเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ยกระดับความรู้และเกิดการประยุกต์ใช้

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการจัดการความรู้ต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายของงาน นำมาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกระดับความรู้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของงาน โดยใช้ความรู้จากภายนอก คน วัฒนธรรม และเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ นำมาจัดเก็บกลายเป็นคลังความรู้และนำไปปฏิบัติ โดยการจัดการความรู้ได้ดี คนจะต้องมีทักษะ (Skill) และมีจริตในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่หวงความรู้ ที่สำคัญอีกประการคือ วัฒนธรรมขององค์การ และเครื่องมือที่ให้เกิดการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงตลอดเวลา

คุณค่าของความแตกต่าง
ความรู้ใหม่เกิดจากการปฏิบัติ อาจไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิชาการ แต่พิสูจน์ทางผลของการกระทำ ฉะนั้นการนำการจัดการความรู้มาใช้ในงานวิจัยจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรู้แต่ละอย่างย่อมมีแตกต่าง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ความรู้ทางวัตถุ (Aritfacts), ทักษะในการปฏิบัติ (Skill), กฎแห่งสามัญสำนึก (Heuristics), ประสบการณ์ (Experience), และพรสวรรค์ (Natural Talent) โดยแต่ละกลุ่มความรู้ต้องนำมาผสมผสานให้เกิดเกลียวความรู้และยกระดับงานวิจัยของไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

หลักในการจัดการความรู้ประกอบด้วย 4 ประการคือ
1. ต้องใช้พลังจากความหลากหลาย ต้องให้คุณค่าของความแตกต่างในทางความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ อายุ และใช้ความแตกต่างในเชิงสร้างสรรค์
2. หาวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ นำมาทดลอง เมื่อทดลองย่อมเกิดการเรียนรู้การปรับตัว
3. ให้ความรู้ภายในชุมชนเข้ามาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ ทดลอง และเรียนรู้จากการปฏิบัติ
4. ต้องมีการขับเคลื่อนความรู้ (Flow Knowledge) และนำความรู้จากภายนอกมาผสมผสานอย่างเหมาะสม

การจัดการความรู้โดยหมุน “เกลียวความรู้” หรือที่เรียกว่าวงจร SECI นั้นเป็นการผสมผสาน
ความแตกต่างเข้าด้วยกัน โดยผ่านกระบวนการ การแลกเปลี่ยน (Socialization), การถอด (Externalization), การสังเคราะห์ (Combination), การซึมซับ (Internalization) โดยการถอดและการสังเคราะห์เป็นความรู้ที่อยู่ในกระดาษ ส่วนการแลกเปลี่ยนและการซึมซับเป็นความรู้ในคนที่ต้องมีการผสมผสานอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกลียวความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม หลายองค์การเชื่อว่าระบบ IT เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ KM บรรลุผลเลิศ แต่ความจริง IT เป็นเพียงตัวขับเคลื่อนการจัดการความรู้เท่านั้น สำหรับความรู้ในการแลกเปลี่ยนอาจมาจากประสบการณ์ คำบอกเล่า ตำราวิชาการ โดยการไหลเวียนความรู้หรือสารสนเทศนั้น ต้องไหลเวียนทุกวิถีทางอย่างเปิดเผยและเป็นอิสระ

สังคมเรียนรู้ สังคมปัญญาและสังคมคุณธรรม
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีที่มาจาก 2 แหล่งคือ 1) มีมาแต่โบราณ 2) พัฒนาขึ้นเองในปัจจุบัน ซึ่งการจัดการความรู้บางอย่างมีอายุ 100 ปี เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและชาวบ้านคิดค้นขึ้นมาเอง อาทิ
1. การจัดการน้ำโดยชุมชนลุ่มน้ำขาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยชาวบ้านรวมตัวกันจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ป้องกันปัญหาน้ำท่วม ใช้กฎหมาย “มังรายศาสตร์” ชาวบ้านเป็นผู้ดูแล
2. การวิจัยท้องถิ่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทำการศึกษาการจัดการน้ำโดยชุมชนแพรกหนามแดง เกิดขึ้นเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายน้ำเค็ม – กร่อย กับฝ่ายน้ำจืด ซึ่งจากผลการวิจัยระบุว่าเกิดจากประตูน้ำ จึงทำการเปลี่ยนประตูยกเป็นประตูกระดก
3. สื่อเผยแพร่ ผลงานวิจัยท้องถิ่น ผลงานวิจัยที่ทำโดยชาวบ้าน เช่น นิเวศน์วัฒนธรรม ป่าสองน้ำ คนสองวัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความ หลักคิด แนวทางปฏิบัติการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
4. การวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นวังน้ำเขียว ศึกษาเพื่อผลิตผลผลิตการเกษตรกึ่งเมืองหนาว ซึ่งเป็นเครื่องมือทำความรู้จัก ภูมิใจรากเหง้าของตน และเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
5. แผนแม่บทชุมชน ร่วมกันเก็บข้อมูล ทำบัญชีรายจ่าย – รับของชุมชน มองเห็นภาพรวม เห็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เห็นลู่ทางประหยัด ทำใช้เอง หรือรวมตัวทำขาย-ซื้อกันเอง จนกลายเป็นธุรกิจชุมชน รวมตัวกันเป็นเครือข่ายการผลิต-ตลาด

จากตัวอย่างบางส่วนข้างต้น การริเริ่มการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างชาวบ้าน ร่วมกันคิดและเก็บข้อมูล โดยดึงความรู้ภายในให้แสดงออกมาภายนอก เพื่อสามารถนำมาถ่ายทอดสืบเนื่องกันได้ และจัดทำในรูปแบบของเอกสาร

นอกจากนี้สถาบันวิจัยกระทรวงสาธารณสุข ยังมีการวิจัยเชิงนโยบาย ทดลองปฏิบัติในชุมชน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการกรองความรู้จากประสบการณ์และเป็นการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชน โดยสร้างให้เกิดการจัดการความรู้ในกองทุนหมู่บ้าน ฝึกให้มี “คุณอำนวย” (Facilitator)

ศ. นพ. วิจารณ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่าการจัดการความรู้เป็นการปฏิวัติการทำงาน ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้ความรู้ของผู้อื่น แต่อยู่ภายใต้ความรู้ที่พัฒนาขึ้นเองจากการปฏิบัติ การจัดการความรู้ในบริบทไทยจะนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมเรียนรู้ สังคมปัญญา และที่สำคัญคือสังคมคุณธรรม การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคสังคมความรู้นั้นต้องเกิดทั่วทั้งท้องถิ่น และประชาชน ทุกระดับอยู่อย่างสันติสุขร่วมกัน จึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการความรู้ภูมิปัญญาที่เป็นความรู้เพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริง

0 Comments:

Post a Comment

<< Home