Tuesday, March 22, 2005

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม ตอนจบ

บันทึกจาริกปฏิบัติธรรม
ณ พุทธสังเวชนียสถาน
๑๖ – ๒๗ กพ. ๒๕๔๘
18 มี.ค.48 ตอนจบ

ความแตกต่างระหว่างสังคมอินเดียกับสังคมไทย
๑. การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สังคมอินเดียมีความแตกต่างหลากหลายสูงมากในทุกด้าน และยอมรับ – ดำรง ความแตกต่างนั้น ที่เห็นบนถนนคือความหลากหลายของยานพาหนะ เป็นที่ยอมรับว่าพาหนะทุกชนิดมีสิทธิในการใช้ถนน ตั้งแต่ สัตว์ (วัว ควาย) คนเดินเท้า เกวียนเทียมวัว เกวียนเทียมควาย รถม้า รถหัวแทร็กเตอร์ จักรยาน รถสามล้อถีบ จักรยานยนต์ รถอีแต๋น รถบรรทุกที่บรรทุกของจนสูงล้น รถบัส รถเก๋ง ฯลฯ พฤติกรรมการขับรถแสดงความเคารพยอมรับซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ขับขี่ยวดยานต่างชนิดเหล่านั้น เราตีความว่าคนอินเดียมีจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกันสูง ในขณะที่ในสังคมไทยเราเน้นให้ยานพาหนะที่สมรรถนะสูงกว่าได้รับโอกาสไปก่อน มีการจำกัดสิทธิการใช้ถนนโดยยวดยานที่ “ล้าหลัง”
๒. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ในสังคมไทยคนคือคน สัตว์คือสัตว์ มองสัตว์ว่ามีชีวิตอยู่เพื่อคน สัตว์ต้องไม่มาอยู่ใกล้ชิดสร้างความรำคาญ หรือความสกปรก ให้แก่คน ยกเว้นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนใกล้ชิดของคน ในขณะที่สังคมอินเดียมองว่าคนกับสัตว์ต่างก็เป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังคม คือคนกับสัตว์อยู่ด้วยกัน อยู่ร่วมกัน
๓. ความรู้สึกเป็นส่วนตัว (privacy) คนอินเดียโดยทั่วไปไม่มีความรู้สึกเป็นส่วนตัว เวลามีคนแปลกหน้า หรือมีเหตุการณ์จึงชอบเข้ามามุงดู และดูอยู่นานๆ เพราะเป็นคนมีเวลาว่างมาก ที่เราชองเรียกกันว่าแขกมุง เป็นคำที่มาจากไทยมุง ซึ่งแสดงว่าพฤติกรรมนี้ก็มีอยู่ในคนไทนด้วย เวลาเราถ่ายรูปมีคนอินเดียเข้ามาขอดู หรือถ้าเป็นเด็กก็ยื่นหน้าเข้ามาแทรกดูทีเดียว ความแตกต่างนี้น่าจะเป็นเพราะคนไทยสมัยใหม่ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา
๔. ความเร่งรีบ สังคมอินเดียมีวัฒนธรรมตามสบาย ไม่มีความเร่งรีบ ต่างจากสังคมไทยสมัยใหม่ที่เร่งรีบไปหมด ที่จริงคนไทยในชนบทก็ไม่เร่งรีบมาก แต่ก็ถูกวัฒนธรรมเร่งรีบเข้าไปแทรกแซงมากขึ้นเรื่อยๆ
๕. การแต่งงาน ในอินเดียฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชายและจ่ายค่าสินสอด (dowry) ถ้าเจ้าบ่าวเป็นหมอ อัตราสินสอดอาจจะ ๑ ล้านรูปี และเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้หญิงต้องไปอยู่บ้านฝ่ายชาย สภาพนี้เปลี่ยนไปแล้วสำหรับผู้มีการศึกษาสูง เช่นเป็นหมอทั้งสองฝ่าย ในอินเดียพิธีแต่งงานเป็นพิธีแสดง social commitment บ่าวสาวต้องกล่าวคำปฏิญาณว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน ๗ ประการ ต่อหน้าสักขีพยานนับร้อย ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีทำให้อัตราอย่าร้างต่ำมาก ในชนบทคนไม่รู้จักการหย่าร้าง
๖. การใช้แตรรถยนต์ ในอินเดียถือเป็นความสุภาพ เป็นการแสดงอัธยาศัยต่อกัน ที่จะให้เกิดความปลอดภัย แต่ในสังคมไทยถือเป็นการแสดงความไม่พอใจ เป็นการแสดงอารมณ์
พฤติกรรมอื่นๆ ด้านการขับรถยนต์ เนื่องจากเรานั่งรถบัสทุกวันใน ๑๒ วันของการเดินทาง จึงได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของการขับรถในอินเดีย และได้พยายามสังเกตว่าคนขับรถคนอื่นๆ เขามีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อคนขับรถที่ทำผิดกฎจราจรเหล่านั้นอย่างไร สิ่งที่เห็นก็คือเขาไม่โกรธ ไม่โมโห เขายอมรับความไม่เคารพกฎจราจรของผู้อื่นและของตนเอง ทำให้ผมตีความว่าคนขับรถในอินเดียเขาไม่คาดหวังการขับรถอย่างถูกกฎจราจรจากผู้อื่นและตนเอง แต่คาดหวังว่าจะต้องขับรถไปถึงที่หมาย และไปถึงอย่างปลอดภัย โดยใช้แตรในการเตือนคนขับรถคนอื่นๆ ให้รู้ว่ารถตนขอทาง สรุปว่า ในการขับรถ คนอินเดียเน้นผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่การปฏิบัติตามทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์
๗. การขอ การลักขโมย อาชญากรรม คนอินเดียขี้ขอ แต่ไม่ลักขโมย อัตราอาชญากรรมต่ำมาก ในขณะที่สังคมไทยคนไม่รบกวนขอใคร แต่อาชญากรรมรุนแรงสูง อาจเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมกระพือกิเลสตัณหา แต่สังคมอินเดียส่งเสริมความสันโดษ
๘. ความมีวินัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย คนอินเดียด้อยด้านวินัย การจัดระบบ ความเป็นระเบียบ และความสะอาด อีกขั้วหนึ่งคือคนญี่ปุ่น ซึ่งมีวินัยสูงยิ่ง เป็นนักพัฒนาระบบ รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสะอาดยิ่ง สังเกตจากพฤติกรรมในการขับรถ การจัดระบบในทุกๆ เรื่อง และความสะอาดสวยงามของถนนหนทางบ้านเรือน คนไทยอยู่ตรงกลางระหว่าง ๒ ขั้วนี้

บันทึกโดย ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
ตรวจแก้โดย ศ. พญ. อมรา พานิช
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

0 Comments:

Post a Comment

<< Home