Wednesday, March 16, 2005

ศาสตร์แห่งความสุข

ศาสตร์แห่งความสุข
วิจารณ์ พานิช
16 มี.ค.48

นิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 28 ก.พ.48 เป็นฉบับพิเศษว่าด้วยเรื่องจิต & กาย : วิทยาศาสตร์แห่งความสุข

บทความในนิตยสารไทม์เริ่มต้นด้วยการบอกว่า สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกากำลังเดินสวนทางกับแนวทางเดิมของตน ที่เน้น “จิตวิทยาด้านลบ” ซึ่งเน้นการศึกษาความเจ็บป่วยทางใจ ได้แก่ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคหวาดระแวง โรคหลงผิด ฯลฯ มาเอาใจใส่ “จิตวิทยาด้านบวก” ที่เน้นศึกษาที่มาหรือสาเหตุแห่งความสุข ผมจะไม่เล่ารายละเอียดต่อนะครับ ใครสนใจไปหาอ่านเอาเอง

ในหน้า 32 – 33 ของนิตยสาร เขาให้ “มรรค 8” เพื่อชีวิตที่เป็นสุข ไว้ ได้แก่
1. บันทึกเรื่องดี ๆ ในชีวิต จดลงในไดอารี่ส่วนตัว 3 – 5 เรื่องที่เป็นผลดีต่อตัวเราเอง และเรารู้สึกขอบคุณที่ได้รับสิ่งเหล่านั้น นี่คือ การคิดเชิงบวก (positive thinking)
2. ให้ความเมตตา ไม่ใช่แค่คิดแผ่เมตตานะครับ ต้องกระทำ ทำสิ่งที่แสดงความเมตตา เห็นอกเห็นใจคนอื่น
3. ระลึกถึงช่วงเวลาที่มีความแจ่มใส เบิกบาน บางคนแนะให้ “เก็บภาพ” ที่ให้ความสุข ความเบิกบานใจไว้ในใจ นี่ก็ positive emotion นะครับ
4. ขอบคุณคุณครู ฝรั่งใช้คำว่า mentor คือคนที่ช่วยปลูกฝัง ให้คำแนะนำ คอยเอาใจใส่ชี้แนะเอื้ออาทร “คุณครู” ของผมก็คือ พ่อ – แม่ ถัดมาก็คือ “ครู” ตลอดชีวิตของผม คือ อ. ประเวศ เขาแนะนำว่าให้บอกขอบคุณด้วยตัวเองต่อบุคคลผู้นั้น
พิธีไหว้ครู มีความศักดิ์สิทธิ์ ให้ความสุข อย่างที่เราประสบกันในพิธีกรรมของสังคมตะวันออก ทางตะวันตกเพิ่งมาค้นพบ
5. ให้อภัย ถ้ามี “โกธะ” ให้เขียนจดหมายแจ้งการให้อภัย นี่เป็นการลด negative emotion และสร้าง positive emotion
6. ให้เวลาแก่ครอบครัวและมิตรสหาย นี่คือ “ความสุขทางสังคม” ได้ความสุขจากความสัมพันธ์ที่ดี
7. ดูแลสุขภาพของร่างกาย ได้แก่ การนอน, การออกกำลัง, การยืดเอ็นและข้อ, การยิ้มและหัวเราะ
8. สร้างยุทธศาสตร์ในการรับมือต่อความยากลำบาก และสิ่งบีบคั้นบอกตัวเองว่า “ความทุกข์มาแล้วก็ไป”
ความสุขมีหลายมิติ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายมากมาย แต่ความสุขที่หาง่าย (ถ้ารู้จักวิธี) คือความสุขที่ไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุ เมื่อปลายเดือน กพ.48 ผมร่วมคณะทัวร์ปฏิบัติธรรมที่พุทธสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย เห็นชัดเจนว่าคนอินเดียมีความสุขในสภาพที่เรามองว่าเป็นความแร้นแค้นขาดแคลนอย่างหนัก

ในอีกมิติหนึ่ง ความสุขมาจากความเป็นชุมชน การได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นคนมีคุณค่าของหมู่คณะ การยอมรับให้ความยอมรับนับถือซึ่งกันและกันในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ริเริ่มสร้างสรรค์ในชีวิตการงานหรือชีวิตประจำวัน เป็นที่มาแห่งความสุข

กิจกรรมในย่อหน้าที่แล้ว เรียกว่า การจัดการความรู้

การจัดการความรู้จึงน่าจะเรียกได้ว่า เป็น “ปฏิบัติการแห่งความสุข” เป็นความสุขที่หาได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นภาระ ถ้าทำเป็น
ชาวนาที่เป็นนักเรียนโรงเรียนชาวนา ทำเป็นโดยไม่ต้องอ่านนิตยสารไทม์

วิจารณ์ พานิช
5 มี.ค.48

1 Comments:

At 12:31 PM, Blogger morning_glory said...

บทความของ Time เรื่องนี้ อ่านได้จากเว็บด้วยครับ
http://www.time.com/time/2005/happiness/

 

Post a Comment

<< Home