Thursday, March 31, 2005

ไปเป็นวิทยากร KM ที่เจนีวา

ไปเป็นวิทยากร KM ที่เจนีวา
วิจารณ์ พานิช
31 มี.ค.48

ที่เล่ามาแล้วเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำ KM ในการสัมมนาและใน workshop แต่จริง ๆ แล้วยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบของการคุยกันเป็นส่วนตัว และการ “keep in touch” คือจะคบค้าสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกันต่อไป และเป็นเรื่องที่ผมได้เรียนรู้มาก ได้ประสบการณ์มาทำงานในบ้านเราต่อไป

ถึงตอนนี้ผมจะเล่าแบบทำ AAR นะครับ ว่าผมคาดหวังอะไรจากการไปเจนีวาเพียง 1 วันครั้งนี้

(1) ผมคาดหวังว่า จะได้เรียนรู้ว่าคนในองค์กรที่เรียกว่าเป็น “องค์กรความรู้” อย่างองค์การอนามัยโลก มีทัศนคติและความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่อง KM อย่างไร
ในเรื่องนี้ผมได้คำตอบกระจ่างชัดมาก ว่า “องค์การอนามัยโลกกับประเทศไทยอยู่ในเรือลำเดียวกัน” คืออยู่ในเรือ “Learning Mode” ไม่ใช่ “Action Mode” คือมุ่งแต่จะฟัง – อ่านว่า KM คืออะไร ไม่ลงมือทำ ซึ่งจะทำให้ไม่มีวันเข้าใจ KM ผมบอกผู้เข้าร่วมสัมมนาในตอนสุดท้าย หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดกัน 50 นาที ว่า “We are in the same boat which will lead to nowhere. Because we focus on learning, not acting. To understand KM you have to go to action. If you do not do it, you will not understand it.
(2) ผมคาดหวังว่าจะได้มีโอกาสเรียนรู้นโยบายของ WHO ในการตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อว่า Department of Knowledge Management and Sharing (KMS) แล้วก็ได้รับรู้สมใจ เมื่อ Dr. Ariel Pablos – Mendez ผู้เป็นเสมือนอธิบดีของกรมจัดการความรู้ขององค์การอนามัยโลก ให้เอกสาร 3 แผ่น รวม 5 หน้า และบอกว่าอยากให้ผมเอาไปศึกษาและช่วยให้ความเห็นด้วย

อ่านเอกสารแล้วก็ตีความได้ว่า WHO ตั้งกรม KMS ขึ้นมาเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา “รู้แต่ไม่ทำ” (Know do gap)

เขาพูดกับผมเล่น ๆ ว่า KMI ของยูอายุ 2 ปี แต่ KMS ของไออายุปีเดียว คือตั้งในปี คศ.2004 นี่เอง

หมายความว่าเป็นเด็กพอ ๆ กัน ยังต้องเรียนรู้อีกมาก

ที่น่าสนใจก็คือ WHO เขาเอาห้องสมุดมาอยู่ภายใต้กรม KMS นี้ ซึ่งก็หมายความว่าห้องสมุดของ WHO จะต้อง “สร้างนวัตกรรมในการเป็นแหล่งความรู้ในยุค KM” ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้อำนวยการห้องสมุดชื่อ Yvonne Grandbois (อ่านว่าอีวอง กรองด์บัว) ก็ได้ความรู้สึกว่าเขามีความตั้งใจที่จะสร้างนวัตกรรมนี้อย่างจริงจังมาก ผมจึงขอให้ e-mail address ไว้ เผื่อคนทางห้องสมุดของเราจะเข้าไปร่วมขบวนการขับเคลื่อน “ห้องสมุดแนวใหม่ ในยุค KM” กับคุณอีวองด้วย (grandboisy@who.int) คุณอีวองบอกผมว่าห้องสมุดจะพัฒนาให้เป็นแหล่งที่คนมาค้นหา tacit knowledge ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เป็นแหล่งของ explicit knowledge อย่างที่เป็นอยู่ และเขาได้รับคำแนะนำจาก “ผู้รู้” ว่า วิธี “บันทึก” tacit k. ไม่ใช่เป็นการบันทึกเป็นตัวหนังสือ แต่ต้องบันทึกเป็นภาพยนตร์ ดังนั้นในการสัมมนาเรื่อง KM ที่ผมไปเป็นวิทยากรคราวนี้เขาจึงบันทึก VCD ไว้ด้วย

ตอนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน คุณอีวองและหมออาเรียลบอกผมว่าเขาแปลกใจมากที่ประเทศไทยจัดตั้งสถาบันแบบ KMI ขึ้น จึงอยากรู้ว่าผมคิดยังไงจึงริเริ่มตั้งสถาบันนี้ ผมก็บอกเขาแบบเล่น ๆ ว่าที่ตั้งขึ้นก็เพราะความเข้าใจผิด คือเมื่อผมจะหมดวาระการเป็น ผอ.สกว. “ครูตลอดชีวิต” ของผม คือ อ.หมอประเวศ ก็มาถามผมว่า “วิจารณ์ จบวาระที่ สกว. แล้วจะทำอะไร วิจารณ์สั่งสมประสบการณ์ด้านการจัดการไว้มาก ต้องหาทางทำงานให้เกิดประโยชน์ให้แก่ประเทศต่อ” ผมก็ตอบทันทีว่า “ทำเรื่องจัดการความรู้ครับ” โดยในตอนนั้นผมเข้าใจว่าคำว่า “จัดการความรู้” หมายถึงเอาความรู้มาจัดระบบ จัดความชัดเจน สังเคราะห์ และทำ packaging ให้เหมาะแก่ “ผู้ใช้” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ “downstream management” ของการจัดการงานวิจัย เท่ากับว่าผมคิดจะทำเรื่องจัดการงานวิจัยต่อนั่นเอง

พอมาจับทำเข้าจริง ๆ เพียงไม่กี่เดือน ผมก็รู้ว่าผมเข้าใจผิด ความเข้าใจตามที่เล่าข้างบน มีลักษณะเป็น supply – side KM ซึ่งจะไม่มีประโยชน์มากนัก KM ตัวจริงต้องเป็น demand – side KM ตามแบบที่ สคส. เราทำอยู่ในขณะนี้ ผมเอามาเล่าเสียยืดยาว (ตอนคุยกับฝรั่งไม่ได้เล่าละเอียดอย่างนี้) ก็เพื่อจะชี้ว่า ในเส้นทางเดินไปสู่ความสำเร็จนั้น ไม่ต้องกังวลว่าในรายทางจะเต็มไปด้วยความผิดพลาด ความหลงผิด หรือการจับผิดจุด ความผิดพลาดไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ นี่เป็นหัวใจของการจัดการความรู้นะครับ “อย่ารังเกียจ อย่ากลัวความผิดพลาด แต่อย่าอยู่กับมันนานเกินไป เมื่อสัมผัสแล้วต้องเรียนรู้ว่านี่คือมายา” การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่จะต้องสัมผัสทั้ง “มายา” และ “ความจริง” ทักษะในการจัดการความรู้ส่วนหนึ่งเป็นทักษะในการ “เล่นกับไฟ - ไฟมายา” เพื่อเป็นทางผ่านไปสู่ “ความจริง” คือการบรรลุ “หัวปลา”

กลับมาที่กรม KMS ของ WHO ในการทำหน้าที่ขจัดจุดอ่อน “รู้แต่ไม่ทำ” เขาจะเน้นดำเนินการ 3 แนวคือ
(1) e-Health ซึ่งก็คือการใช้ ICT เป็นเครื่องมือพัฒนาระบบสุขภาพ นั่นเอง
(2) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน WHO และออกไปภายนอก
(3) Knowledge translation เพื่อเอาความรู้จากผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด จะเห็นว่าข้อนี้ตรงกันกับวัตถุประสงค์ในตอนแรกของการจัดตั้ง สคส. แต่เราได้เดินมาจากจุดนั้นไกลมากแล้ว และเรามีแนวความคิดเกี่ยวกับ K translation กว้างกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารที่คุณหมออาเรียลให้ผมมา

วิจารณ์ พานิช
15 มี.ค.48
บนเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home