Tuesday, March 29, 2005

ไปเป็นวิทยากรใน WHO KM Seminar ที่เจนีวา 14 มี.ค.48

ไปเป็นวิทยากรใน WHO KM Seminar ที่เจนีวา 14 มี.ค.48
วิจารณ์ พานิช
29 มี.ค.48

เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ผมได้รับ e-mail จาก Benjamin Docker, ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของ United Nations System Staff College ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองตูริน อิตาลี ว่าทางองค์การอนามัยโลกที่เจนีวาต้องการจัดสัมมนาด้าน KM 4 ครั้งให้แก่พนักงานของตน ในช่วงเดือน ต.ค.47 – ม.ค.48 และอยากให้ผมไปเป็นวิทยากรครั้งหนึ่ง หลังจากติดต่อกันทาง e-mail หลายครั้ง และทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง ก็ตกลงกันได้ว่ากำหนดวันเป็น 14 มี.ค.48 โดยจะมี 3 กิจกรรมสำหรับผมในวันที่ 14 มี.ค.48 คือ (1) เป็นวิทยากรในสัมมนา ซึ่งใช้เวลา 90 นาที ในช่วง 12.30 – 14.00 น. โดยผมพูด 50 นาที และซักถามแลกเปลี่ยนประสบการณ์อีก 40 นาที ในเรื่องประสบการณ์การส่งเสริมการดำเนินการ KM ในภาคสังคมและภาคราชการในประเทศไทย (2) Workshop เรื่อง Collective Learning ใช้เวลา 90 นาที และ (3) คุยกันอย่างไม่เป็นทางการเรื่องกิจกรรม KM ขององค์การอนามัยโลก นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเสริมเป็นเรื่องที่ 4 คือเรื่องโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย เนื่องจากผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งชื่อ Phillipp Greif เขาเกิดเอาชื่อผมไปค้นใน PubMed และพบว่าผมเคยมี publication ภายใต้ชื่อ Panich V ถึง 14 เรื่อง จึงขอเวลามาคุยด้วย

การสัมมนา KM ของ WHO จัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกมี Etienne Wenger ผู้เขียนหนังสือ Community of Pracitce เป็นวิทยากร และครั้งที่ 2 มี Bruno Laporte จากธนาคารโลกเป็นวิทยากร การสัมมนาในวันที่ 14 มี.ค.48 เป็นครั้งที่ 3 มีผมเป็นวิทยากร

ประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนวันสัมมนา เขาขอให้ผมเขียน abstract ของเรื่องที่จะพูดส่งไปให้เขาใช้ในการประชาสัมพันธ์แก่ผู้ที่จะเข้าร่วม ผมได้ส่งไปให้เขาดังนี้

Knowledge Management Seminar
Experience of Promoting KM in Social and Public Sectors in Thailand
Vicharn Panich, MD
Director, The Knowledge Management Institute, Thailand

KM in farmers has been implemented in two forms; Farmer School and Knowledge Market. Farmer School is aimed at promoting organic or natural agriculture to reduce health hazards due to agriculture chemicals. “Students” are practicing farmers who come to “school” one day a week to learn and share their tacit knowledge from their practice in his or her own farm and learn explicit knowledge from invited outside scientific experts.

“Students” make study visits to Agricultural University and other government laboratories to learn new scientific methods. Visits to other farmers with “best practices” are also organized to learn their tacit knowledge. “Students” share and learn much more in their daily life, not only in “school” time. They describe that illness has been very much reduced and they attain much more happiness in life.

Issue – based Knowledge Market has been introduced to farmers in Pijit Province by civic groups. Community Rice Mill Knowledge Market and Natural Agriculture Knowledge Market have been introduced for 2 days each. Groups of people with success stories are invited to do knowledge sharing in the market. Other people who are interested can join at their own expense. The events trigger on-going share and learn behavior.

KM in public sector has been implemented in the form of Hospital KM Network with common goal of attaining high quality service. Knowledge sharing sessions to develop core competencies, self-assessment table, self-assessment, and River Diagram (UNAIDS – Learning to Fly) were arranged to practicing hospital personnel with assistance from facilitators. Participants understand KM from practice and expand the network by themselves.

และหลังจากนั้นเล็กน้อย ผมก็ได้ส่ง file ของ PowerPoint ที่ผมจะใช้ประกอบการบรรยายไปให้ เพื่อให้คณะผู้จัดมองเห็นภาพว่าผมจะบรรยายแนวไหน ตอนบรรยายจริงใน PowerPoint จะมีรูปกิจกรรม KM ที่เราไปสนับสนุนให้เกิดประกอบ เพื่อให้เห็น “ชีวิต” จริงของกิจกรรม KM แต่ file PowerPoint ที่มีภาพประกอบนี้มีขนาดใหญ่ถึง 29 MB จึงไม่สามารถส่งให้เขาทาง e-mail ได้

นอกจากนั้น ผมยังได้เตรียมทำ PowerPoint ภาษาอังกฤษอีก 2 ชุด ชุดหนึ่งชื่อ Collective Learning สำหรับใช้ฉายประกอบการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในช่วง Workshop ซึ่งผมเตรียมเล่าประสบการณ์ของคณะแพทยศาสตร์ มอ., สกว., และ สคส. ชุดนี้ผมไม่ได้ส่งให้เขาเพราะไม่คิดว่าผมเป็นผู้บรรยายใน workshop ผมคิดว่าใน workshop ผู้เข้าร่วมทุกคนควรมีบทบาทเสมอภาคกัน ผมทำหน้าที่เป็น resource person ก็จะให้ความเห็นหรือเล่าประสบการณ์เมื่อมีคนขอ

PowerPoint อีกชุดหนึ่งชื่อ Key Practical Points for KM ผมแปลและถอดบทความจาก PowerPoint ชื่อ แนวคิดในการจัดการความรู้ ซึ่งผมบรรยายในการสัมมนาวิชาการเรื่องเทคโนโลยีทางการเกษตร ครั้งที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ 9 มี.ค.48 และจะบรรยายอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 มี.ค.48 ในชื่อ ตกผลึกการจัดการความรู้ บรรยายใน 6th HA National Forum จัดโดย พรพ. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี PowerPoint ประกอบเสียงของการบรรยายทั้ง 2 ครั้งนี้จะมีขายที่ สคส. ในรูปของ CD-ROM โดยใน CD เดียวกัน จะมี Narrated Ppt. ให้ทั้ง 2 ชุด

คุณสุปราณี จริยะพร ผู้จัดการสำนักงานของ สคส. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ช่วยแปลและย่อรายงานประจำปี 2547 ของ สคส. เป็นภาษาอังกฤษ สำหรับใช้แลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ เมื่อเห็นว่าผมจะไปพูดที่เจนีวา ก็เกิดแรงบันดาลใจรีบแปลออกมาโดยเร็ว ได้ Annual Report 2004 ของ KMI Thailand ออกมา และส่งเป็น attached file ไปให้คณะผู้จัดการสัมมนาทาง e-mail ได้ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ และพิมพ์เป็นรูปเล่มง่าย ๆ 5 ชุด ให้ผมถือไปด้วย เป็นอันว่าการได้รับเชิญไปพูดที่เจนีวาคราวนี้มีอานิสงส์ให้ สคส. มีรายงานเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในเว็บไซต์แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

จะเห็นว่าสิ่งที่ผมไปแลกเปลี่ยน และ “ให้” ในการสัมมนา KM ของ WHO ครั้งนี้คือ “ความรู้จากประสบการณ์” หรือ Tacit Knowledge จากการดำเนินการส่งเสริม KM ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 2 ปีเศษ

เราไม่ได้เป็น guru ในเรื่อง KM นะครับ เราเป็นเพียง “คุณกิจ” ในการสร้างองค์ประกอบและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความรู้เท่านั้นเอง และถ้ามองว่า “คุณกิจ” ในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งความรู้คือคนไทยทุกคน พวกเราที่ สคส. ก็เป็น “คุณอำนวย”

บันทึกชุดนี้เขียนขึ้นก่อนที่ผมจะเข้าร่วม 3rd WHO KM Seminar นะครับ บรรยากาศจริง ๆ ของการสัมมนาจะเล่าในบันทึกตอนหน้า

วิจารณ์ พานิช
4.00 น. 14 มี.ค.48
Hotel de Geneve เจนีวา

0 Comments:

Post a Comment

<< Home