Friday, April 01, 2005

จุดแข็ง – จุดอ่อนของ WHO ในการดำเนินการ KMS

จุดแข็ง – จุดอ่อนของ WHO ในการดำเนินการ KMS
วิจารณ์ พานิช
1 เม.ย.48

Knowledge sharing ที่ทรงพลัง ต้องการบรรยากาศที่เปิดกว้าง เปิดเผยและเป็นอิสระ

WHO มีบรรยากาศเช่นนั้นมากน้อยแค่ไหน

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.48 ตอนไปรอขึ้นเครื่องบินที่แฟรงค์เฟิร์ตเพื่อต่อไปเจนีวา ผมพบ ดร. ดวงวดี สังโขบล ซึ่งเคยเป็นคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ที่ มอ. และไปทำงานที่ WHO SEARO อยู่ 16 ปีแล้ว และเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้แทน WHO ประจำบังคลาเทศ

ได้คุยกันเรื่องต่าง ๆ ประสาคนคุ้นเคย และไม่พ้นที่จะคุยเรื่องจัดการความรู้ด้วย ในตอนหนึ่งผมได้เอ่ยว่า ความรู้จากประสบการณ์การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศอย่าง WHO น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมาก น่าจะได้มีการบันทึกและเขียนออกมา ดร. ดวงวดี บอกว่าทำไม่ได้ เพราะการทำงานที่ WHO ถือเป็นกิจกรรมเชิงการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย การพูดหรือการเขียนข้อความจริงหลาย ๆ เรื่องอาจกระทบกระเทือนเกียรติภูมิของประเทศ

เห็นข้อจำกัดของ knowledge sharing ใน WHO หรือยังครับ

ในกรณีที่มีข้อจำกัดแนวนี้ ทางเลี่ยงก็คือนำเสนอเป็นข้อมูลดิบ ไม่ตีความ ไม่ใช้ถ้อยคำเชิงวิพากษ์วิจารณ์

นี่คือ “ความเป็นจริง” ที่เราต้องยอมรับ บรรยากาศที่เปิดกว้างเปิดเผยและเป็นอิสระมีได้หลายระดับ มีบริบทของมัน ถ้าเราเข้าใจถ่องแท้ แม้จะมีข้อจำกัดบ้างก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีบรรยากาศเปิดกว้างและเป็นอิสระเสียเลย คือต้องใช้ positive thinking ครับ

นั่นคือจุดอ่อนข้อที่ 1

จุดอ่อนข้อที่ 2 ผมได้เล่าไปแล้ว คือ WHO ยังอยู่ในช่วง “คลำหาความรู้” อยู่ ยังไม่เดินหน้าดำเนินการ ไม่มุ่งปฏิบัติ ยังมุ่งเรียนอยู่
ทีนี้ก็มาถึงจุดแข็ง โอ้โฮ WHO มีจุดแข็งมากจริง ๆ

จุดแข็งข้อที่ 1 WHO มีคนเก่งมากมาย และมีบารมีที่จะไปเชิญคนเก่ง ๆ มาช่วยงานได้
จุดแข็งข้อที่ 2 คือการปรับตัวของห้องสมุด ให้เป็นกลไกนำในการดำเนินการจัดการความรู้ โดยหันมาสนใจให้บริการ/เชื่อมต่อ ความรู้ประเภท tacit knowledge
จุดแข็งข้อที่ 3 ผมไปพบโดยบังเอิญที่ Human Genetics Programme, เขามีโครงการชื่อ “Promising Practices in Genetics and Genomics in Low – and Middle – Income Countries” พอเจ้าหน้าที่ของโครงการรู้ว่าผมจะไปที่ WHO เขาก็ขอพบ เพื่อจะเล่าเรื่องโครงการนี้ให้ฟังและขอความเห็น โอ้โฮ! เป็นโครงการที่วิเศษมากครับ เป็นการประยุกต์ใช้วิธีการ/วิธีคิดของ KM สำหรับแก้ปัญหาโรคทางกรรมพันธุ์ ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกอึดอัดมานาน

ผมได้บอก Philipp Greif กับ Sameera Suri เจ้าหน้าที่หนุ่มสาวของแผนก Human Genetics ว่า ขณะนี้การแก้ปัญหาโรคกรรมพันธุ์ให้ได้ผล จุดคอคอดไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องการจัดการความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีอยู่พร้อมแล้ว แต่ไม่มีการจัดการที่จะนำความรู้นั้นไปใช้ โครงการ Promising Practices มองจากแว่น KM ก็คือการเอาความสำเร็จในระดับประเทศในการดำเนินการแก้ปัญหาโรคกรรมพันธุ์ เอามาทำ Knowledge Sharing กันนั่นเอง เท่ากับผมไปที่ WHO คราวนี้ได้เรียนรู้เรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาโรคกรรมพันธุ์ โดยประยุกต์ใช้หลักการ KM – การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จของประเทศสมาชิก

ผมจึงมีความสุขมากที่ได้เรียนรู้ความสร้างสรรค์นี้ และรับจะมาช่วยค้นหา “Promising Practices” ของประเทศไทย ให้เขาเอาไปใช้ประโยชน์ด้วย

วิจารณ์ พานิช
กรุงเทพฯ
15 มี.ค.48

2 Comments:

At 2:46 PM, Anonymous Anonymous said...

เรียน คุณหมอวิจารณ์ที่เคารพ
อาจารย์คะ รบกวนอาจารย์ช่วยเล่าเรื่อง "การปรับตัวของห้องสมุดให้เป็นกลไกในการดำเนินการจัดการความรู้้" ให้ฟังเพิ่มเติมจะได้มั๊ยคะว่าที่ WHO ทำอย่างไร ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
จิรัชฌาค่ะ

 
At 2:51 PM, Anonymous Anonymous said...

เรียน คุณหมอวิจารณ์ที่เคารพ
อาจารย์คะ รบกวนอาจารย์ช่วยเล่าเรื่อง "การปรับตัวของห้องสมุดให้เป็นกลไกในการดำเนินการจัดการความรู้้" ให้ฟังเพิ่มเติมจะได้มั๊ยคะว่าที่ WHO ทำอย่างไร ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
จิรัชฌาค่ะ

 

Post a Comment

<< Home