Monday, April 11, 2005

วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชนกับการจัดการความรู้

วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชนกับการจัดการความรู้
วิจารณ์ พานิช
11 เม.ย.48

ในการดำเนินการจัดการความรู้จะต้องมีการแยกแยะบทบาทให้ชัดเจน ว่าใครแสดงบท “คุณกิจ” ใครแสดงบท “คุณอำนวย”

ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดแผนแม่บท การใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัย ณ ตำบลพนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ของ ม.ทักษิณ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.48 มีการพิจารณารายละเอียดของโครงการ “วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน” ที่ยกร่างโดยปราชญ์ของประเทศ ศ. สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ผมได้ใช้หลักคิดของการจัดการความรู้ไปเสนอในที่ประชุมว่า วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ควรทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ให้ “คุณกิจ” คือชาวบ้าน ได้นำความรู้หรือปัญญาปฏิบัติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันยกระดับความรู้

พูดอย่างนี้ ศ. ดร. จรัญ จันทลักขณา อดีตเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ก็ปิ๊งทันที และช่วยย้ำว่าผู้ที่ทำงานในวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชนต้องทำหน้าที่ “คุณอำนวย” รวมทั้งช่วยพัฒนาชื่อ “คุณกิจ” เป็น “คุณร่วมกิจ” คือร่วมกันเรียนรู้และยกระดับความรู้จากการปฏิบัติ

เป็นที่รู้กันว่า ในภาคใต้มีชาวบ้านที่เป็นปราชญ์หรือผู้ทรงภูมิปัญญาอยู่เป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้ออกมาทำงานชุมชน เคลื่อนไหวการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในชุมชน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าชาวบ้านเป็นผู้มีความรู้และเป็นผู้ที่สามารถร่วมกันสร้างความรู้ขึ้นใช้ในกิจการของตนได้ เครื่องมือในการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ แผนแม่บทชุมชน ผู้ทรงภูมิปัญญาที่มาร่วมประชุมในวันนั้นคือ ผู้ใหญ่โกเมศ ทองบุญชู แห่ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

ที่จริงชาวบ้านไม่ว่าในภาคไหน ๆ ก็มีพลังของการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนทั้งสิ้น แต่อาจเป็นการเรียนรู้เฉพาะบางด้าน แยกเป็นส่วน ๆ และไม่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ดังนั้นหากสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” ก็จะทำให้การเรียนรู้ร่วมกันของชาวบ้านทรงพลังขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงให้ชาวบ้านสามารถเลือก “ดูด” ความรู้จากภายนอกไปปรับใช้

ผมเอากรณี รศ. ดร. ก้าน จันทร์พรหมา (ckan@wu.ac.th) ช่วยดำเนินการต่อยอดความรู้ในการพัฒนาจุลินทรีย์บำรุงดินของชาวบ้านสมาชิกโรงเรียนชาวนาที่สุพรรณบุรี ฉาย PowerPoint และรูปการเพาะเลี้ยงเชื้อให้ที่ประชุมดู ทำให้คณะกรรมการเห็นโอกาสทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ช่วยเอื้อความสะดวกต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน และใช้กิจกรรมดังกล่าวในการวิจัยสร้างความรู้สำหรับช่วยขับเคลื่อนการเรียนรู้จากการปฏิบัติของชาวบ้าน ทำให้ “ปัญญาปฏิบัติ” ของชาวบ้านมีการเคลื่อนไหวหรือเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา เป็น “ภูมิปัญญา” ที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่ใช่ภูมิปัญญาแห่งอดีต แต่เป็นภูมิปัญญาแห่งปัจจุบัน และจะเคลื่อนสู่อนาคตได้อย่างสอดคล้องกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ประชุมเห็นด้วย ว่าอยากได้วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชนของมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่หนุนภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นภูมิปัญญาปฏิบัติ และต่อยอดภูมิปัญญาของชาวบ้านด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิชาการที่สอดคล้องกับบริบทของชาวบ้าน ชาวบ้านสามารถเอาไปปฏิบัติได้จริงและขับเคลื่อนภูมิปัญญาของตนให้ยกระดับขึ้นไปอีก คือให้ชาวบ้านสามารถทำ knowledge leverage ได้ นั่นเอง

วิจารณ์ พานิช
27 มี.ค.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home