Monday, April 18, 2005

เงินตราและสังคมแห่งอนาคต

เงินตราและสังคมแห่งอนาคต
วิจารณ์ พานิช
18 เม.ย.48

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ผมมีความสุขมากที่ได้อ่านหนังสือ “เงินตราแห่งอนาคต วิถีใหม่สู่การรังสรรค์ความมั่งคั่ง งาน และโลกอันชาญฉลาด” เขียนโดยเบอร์นาร์ด ลีตาร์ (Bernard Lietaer) แต่งโดยจินตลา วิเศษกุล พิมพ์จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา



ในบทนำ ผู้เขียนได้กล่าวว่า “เงินตรามิได้เพียงเข้าไปมีส่วนในทุก ๆ แง่มุมของชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเราอีกด้วย”

และนั่นคือสาระของหนังสือเล่มนี้ ที่ใช้เรื่องเงินตรา วิวัฒนาการของเงินตรา และอนาคตของเงินตราเป็นตัวเดินเรื่อง ทำความเข้าใจชีวิต สังคม และความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในยุคต่างๆ

ผมตั้งคำถามว่า หนังสือเล่มนี้ให้อะไรเราบ้างในเรื่องสังคมแห่งความรู้และการจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเป็นชุมชนกับการจัดการความรู้ และต่อไปนี้คือคำตอบที่ผมได้จากการตีความหนังสือเล่มนี้

1. กระแสโลกไม่ได้มีกระแสเดียว และเราทุกคนมีสิทธิในการสร้างกระแส
กลุ่มผลประโยชน์จากกระแสทุนนิยม บริโภคนิยม และโลกาภิวัฒน์ พยายามสร้างกระแสหลักของโลกผ่านกลวิธีต่าง ๆ แต่หนังสือเล่มนี้ บทที่ 10 หน้า 432 – 478 ในหัวข้อ ความอุดมที่ยั่งยืน บอกเราชัดเจนว่า ความอุดมที่ยั่งยืนอยู่บนฐานของความหลากหลาย โลกจะต้องมีระบบเงินตราหลายรูปแบบ และจะมีระบบสังคมและเศรษฐกิจหลายรูปแบบซ้อนทับกันและเชื่อมโยงกัน
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างกระแสคลื่นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในสังคมอเมริกันในช่วง 2 ทศวรรษ พบว่าสังคมอเมริกันแบ่งออกเป็นสังคมย่อย 3 กลุ่มที่อยู่ร่วมกัน คือสังคมกลุ่มอนุรักษ์นิยม สังคมกลุ่มโมเดอร์นนิสต์ และสังคมกลุ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรม โดยที่แต่ละกลุ่มมีโลกทัศน์และแนวคิดที่ต่างกัน กลุ่มที่เพิ่มสัดส่วนมากที่สุดคือกลุ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรม เพิ่มจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 23.6 ของประชากรอเมริกันในเวลา 20 ปี คนกลุ่มนี้เน้นการพัฒนาความเป็นตัวตนของตนเองมากกว่าการสร้างฐานะทางสังคม ซึ่งผมตีความว่าเป็นกระแสของความพอเพียง พอดี ไมใช่กระแสของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ อย่างที่เราเข้าใจกัน

ก็น่าจะเข้ากันได้ กับการสร้างกระแสสังคมเรียนรู้ เพื่อสังคมที่พอเพียงและยั่งยืนของ สคส. และภาคีนะครับ

เรามีสิทธิ และมีทุนปัญญาที่จะขับเคลื่อนกระแสนี้ในสังคมไทยอย่างแน่นอน

2. สู่ “ความอุดมที่ยั่งยืน”
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าต้องสร้างระบบเงินตราแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนสู่ความอุดมที่ยั่งยืน โดยนิยามความอุดมที่ยั่งยืนว่า “การเติบโตอย่างมีภูมิปัญญา” เป็นลักษณะชุมชน สังคม ประเทศหรือโลก ที่ให้โอกาสประชาชนทำสิ่งที่ตนรักและชอบ โดยไม่บั่นทอนโอกาสของชนรุ่นหลังที่จะใช้ชีวิตเช่นเดียวกันหรือดีกว่า มีปัจจัยทางวัตถุที่จำเป็นอย่างเพียงพอในการดำรงชีวิต เพื่อให้เราสามารถค้นหาศักยภาพของตัวเองในฐานะมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ (หน้า 20)

ผมตีความว่า ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือ ศักยภาพในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง หรือร่วมกันสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง ผ่านการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งก็คือการจัดการความรู้ นั่นเอง

การครอบงำที่ร้ายกาจที่สุดที่มนุษย์เราได้รับอยู่โดยไม่รู้ตัวคือ การครอบงำทางปัญญา ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ปัญญาของผู้อื่น ไม่สร้างปัญญาของตนเองขึ้นใช้ในการดำรงชีพของตน

3. การค้นหาศักยภาพของตนเองในฐานะมนุษย์
ผมชอบใจวลีนี้มากครับ “การค้นหาศักยภาพของตนเองในฐานะมนุษย์ได้อย่างเต็มที่” เป็นภาพ “ยุคพระศรีอาริย์” ของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอยกข้อความในหนังสือ (หน้า 208) ดังนี้

“ความอุดมไม่ใช่การสะสมวัตถุทรัพย์สมบัติ...แต่หมายถึงความอิสระเพียงพอทางด้านวัตถุเพื่อมีโอกาสใช้ศักยภาพในเชิงสร้างสรรค์ และให้ชีวิตมีความหมาย”

ต่อด้วยคำคมของแมทธิว ฟอกซ์ ซึ่งผู้เขียนยกมาอ้างในหน้า 222 ดังนี้

“ชีวิตและการดำรงชีวิตของคนเราควรไปควบคู่กัน และมาจากแห่งเดียวกันคือจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณคือชีวิต ชีวิตและการดำรงชีวิต หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
มีจุดมุ่งหมาย มีความสุขและทำประโยชน์แก่สังคม”

ผมเริ่มรู้สึกว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุทำให้มนุษย์เราไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ทำให้ชีวิตเลื่อนลอยไร้ความหมาย และมีคนกลุ่มหนึ่งหันมาทำกิจกรรมที่ช่วยให้ชีวิตมีความหมาย แต่ก่อผลร้ายแก่ตัวเองและต่อสังคมในระยะยาว จึงต้องมีการตีความ “การใช้ศักยภาพเชิงสร้างสรรค์และให้ชีวิตมีความหมาย” ไปในทางที่จะก่อประโยชน์แก่ส่วนรวม

ฟันธงเลยนะครับ ผมคิดว่าต้องตีความ 2 ประการ

(1) การใช้ศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ต้องเน้นที่การเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติร่วมกันชุมชนหรือเป็นหมู่คณะ ที่เรียกว่า Interactive learning through action แปลว่าเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ
(2) ชีวิตที่มีความหมาย คือชีวิตที่เป็นที่ยอมรับของชุมชนหรือหมู่คณะ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน

ไป ๆ มา ๆ 2 ประการนี้ก็หลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน คือศักยภาพของความเป็นมนุษย์อยู่ที่การเพิ่มพูนปัญญาปฏิบัติ ที่เป็นการปฏิบัติร่วมกันเป็นหมู่คณะ นั่นเอง

ขอปิดท้ายด้วยการโฆษณาหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากครับ อ่านง่าย เสนอภาพองค์รวมโดยการนำเสนอภาพอนาคต 4 ภาพ ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม และเสนอมุมมองอย่างรอบด้าน อ่านแล้ววางไม่ลง

วิจารณ์ พานิช
3 เม.ย.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home