Monday, April 18, 2005

บันทึกประสบการณ์

บันทึกประสบการณ์การไปร่วม
มหกรรมแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนลุ่มน้ำวาง
19 - 20 มีนาคม 2548
ณ บ้านทุ่งหลวง ต. แม่วิน อ. แม่วาง จ. เชียงใหม่
วิจารณ์ พานิช
18 เม.ย.48

มหกรรมแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนลุ่มน้ำวาง จัดโดยภาคีเกือบ 30 องค์กร โดยองค์กรหลักคือวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง มีพ่อน้อยบุญส่ง ชินะวงศ์ อธิการบดีและนายไพศาล ภิโลคำ ผู้จัดการวิทยาลัยจาวบ้าน และคนอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยกันประสานงาน

คณะกรรมการโครงการ สรส. (ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) ที่ร่วมเดินทางจากกรุงเทพด้วยการบินไทยเที่ยวบินที่ ทีจี 100 ออกจากดอนเมือง 6.30 น. มี ดร. บัณฑร อ่อนดำ, รศ. ประภาภัทร - คุณธีรพล นิยม, ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย และเรา และมีทีมประเมินผล โครงการ สรส. จาก ม. มหิดล 3 คน และมีคุณทรงพล เจตนาวณิชย์ ผอ. โครงการ สรส. ร่วมไปด้วย วัตถุประสงค์ของการไปร่วมมหกรรม นี้ก็เพื่อทำ ความเข้าใจว่า สรส. ภาคเหนือ ทำกิจกรรมอะไร “ก่อผล เรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” อย่างไร เพราะว่าทีม สรส. ภาคเหนือไปรายงานในคณะกรรมการ สรส. ทีไร ก็ไม่ทำให้คณะกรรมการเข้าใจได้ชัดเจน

จากสนามบินเชียงใหม่ คณะจากกรุง เทพนั่งรถตู้ลงใต้สู่ อ. แม่วาง ใช้เวลา 1 ชม. ก็ถึงจุดทำพิธีเปิดแนวกันไฟป่าชุมชน ซึ่งอยู่ที่บ้านขุนวิน ต. แม่วิน ริมถนนใหญ่

เมื่อเราไปถึง ชาวบ้านทำพิธีไหว้เจ้าที่ และเลี้ยงผีไฟเกือบเรียบร้อยแล้ว โดยที่ไก่ตัวผู้สีแดงตัวหนึ่งถูกเชือดคอเอาเลือดราดอาหารเซ่นผีไฟ

บริเวณพิธีเป็นป่าริมทาง มีการปราบที่ เตียนพอสมควร มีนิทรรศการการจัดการน้ำของลุ่มน้ำแม่วาง มีรถบรรทุกลำโพง สำหรับขยายเสียงในพิธีเปิดแนวกันไฟ มีรถปิกอัพ รถมอเตอร์ไซค์ และรถตู้ จอดอยู่หลายคัน ริมทางมีป้ายแสดงเจตจำนงรักษาป่าและความเป็นชุมชนหลายป้าย คนที่มาร่วมจำนวนประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่แต่งกายในชุดประจำเผ่าปะกาเกอะญอ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานในพิธีเปิดแนวกันไฟแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องยืนฟังการรายงานโดยผู้แทนภาคีร่วมจัดงานเกือบ 10 คน พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของทุกฝ่ายใน การร่วมกันจัดการไฟป่า

หลังพิธีเปิด ผู้อาวุโสของชาวบ้านทำพิธีจุดธูปเทียนบอกผีไฟ โดยพึมพำเป็นภาษาปะกาเกอะญอประมาณ 5 นาที หลังพิธีเราเข้าไปถามคำแปล ได้ความว่า "ขอให้ไฟเป็นประโยชน์ ให้อยู่อย่างเรียบร้อยเป็นประโยชน์ ไม่ลุกลามก่อความเสียหาย"

หลังจากนั้นร่วมกันทำแนวป้องกันไฟป่ากันไม่ให้ใบไม้ใบสนริมทางไหม้ไฟก้นบุหรี่ และลุกลามไปไหม้ป่า แหล่งไฟคือคนนอกที่มากับรถซึ่งทิ้งก้นบุหรี่โดยไม่ได้เจตนาให้เกิดไฟไหม้ลุกลาม หรืออาจเป็นคนที่ต้องการแกล้งให้เกิดไฟไหม้ป่า นี่คือคำบอกของคนปะกาเกอะญอที่มาร่วมพิธี วิธีสร้างแนวกันไฟคือ กวาดใบไม้ใบสนให้ไปกองกันห่างถนน แล้วจุดไฟเผา แต่วันนี้ใบไม้เปียก จึงยังไม่เผา ชาวบ้านบอกว่าตัวอันตรายคือใบสน ซึ่งมีน้ำมันติดไฟง่ายและลุกลามเร็ว ต้นสน ใบสน ที่ยังเขียวอยู่หากมีไฟป่าจะกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเพราะมีน้ำมัน เราแนะนำคุณสุวรรณ อบต. หมู่ ๖ ว่าน่าจะขุดหลุม เอาใบไม้ใส่รอฝน พอฝนมาก็เอาจุลินทรีย์ราดให้ย่อยสลายใบไม้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ คุณสุวรรณว่าเคยมีคนของบริษัททัวร์แนะนำแบบนี้เหมือนกัน แต่ตนก็ไม่รู้ว่ามีวิธีทำอย่างไร แต่เมื่อเราเล่าให้คุณประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล แห่งวิทยาลัยการจัดการทางสังคมฟัง คุณประหยัดบอกว่า ชาวบ้านเผาเพื่อให้เห็ดขึ้น จะได้มีเห็ดกิน

ทำแนวกันไฟพอเป็นพิธีอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็แจกอาหาร เที่ยง เป็นข้าว (จ้าวเมล็ดสั้น) ห่อใบสัก กับข้าวมี ปลาทู หมูผัดเกลือ น้ำพริกหนุ่ม กินโดยใช้มือ ผลไม้เป็นส้มสีสนิมคล้ายส้มบางมด มีคนบอกว่าการที่กับข้าวเป็นปลาทูถือว่าเป็นการเลี้ยงดูพิเศษ

แล้วนั่งรถตู้ต่อไปบ้านทุ่งหลวง ถนนแยกเป็นทางดินเลียบไหล่เขา แล้วขึ้นเขาลงเขาเตี้ยๆ ผ่านที่ราบประมาณ 4 กม. ก็ถึง บ้านทุ่งหลวง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ระหว่างทางเห็นทุ่งนาและแปลงผัก แปลงไม้ดอก เขียวชะอุ่ม แสดงให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ ของพื้นที่ ไม้ตัดดอกที่ปลูกกันมากคีอแกลดิโอลัส ขายได้ก้านละ 1 – 1.50 บาท ตามความสมบูรณ์ของช่อ

มหกรรมแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมภูมิปัญญาชุมชนลุ่มน้ำวาง จัดใหญ่โตกว่าที่เราคาด มีนักศึกษา 3 มหาวิทยาลัยมาร่วม ได้แก่ ม. กรุงเทพ, ม. มหิดล และ ม. ธรรมศาสตร์ รวมทั้งชาวบ้านด้วยคนประ มาณ 500 คน

บ้านทุ่งหลวงเป็นหมู่บ้านปะกาเกอะญอ อยู่บนเขา ความสูงน่าจะประมาณ 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีคน 570 คน มีโรงเรียนบ้านทุ่งหลวงอยู่ในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านทำการเกษตร เกือบทุกบ้านเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ดูลักษณะบ้าน ไม่ยากจน บางบ้านมีจานดาวเทียม หลายบ้านมีรถปิกอัพ และรถจักรยานยนต์ คนที่นี่นับถือผี มีผีอยู่ในทุกที่ รวมทั้งผีบรรพบุรุษ ในสังคมเช่นนี้ ผีก็คือเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมของคน หรือเป็นมาตรการเพื่อการอยู่ร่วมกันนั่นเอง

มหกรรมแหล่งเรียนรู้นับว่าเป็นงานที่ ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดที่บ้านทุ่งหลวงนี้ มีการออกร้านโดยเครือข่าย สรส. ภาคเหนือทั้ง 6 พื้นที่ มีการสาธิตความรู้เพื่อการดำรงชีพ เช่น ถั่วเน่าไตใหญ่ (ถั่วเน่าเม๊อะ ถั่วเน่าแผ่น ถั่วเน่าแค๊บ), จักสาน, การทอผ้า, การทำขนมเทียน, ทองม้วนวัดหัวริน เชียงใหม่, การตีเหล็ก คนพื้นล่างมาสอน, การสาธิตวัฒนธรรม การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวปะกาเกอะญอ โดยการร้องโต้ตอบของพะตี (คุณลุง) มูเซาะ (55) กับสาว 45 ลูก 3 ที่ ดร. สีลาภรณ์ติดใจในแววตาแห่งความสุข บทร้องนี้เป็นบทร้องมาตรฐาน เสียงเนิบๆ และผู้ร้องไม่ออกท่าทาง ยกเว้นสีหน้า และแววตา, การแสดงดนตรีไทยโดย เครื่องดนตรีชนเผ่าของกลุ่ม ฒ ผู้เฒ่า นำโดยครูภูมิปัญญาไทยด้านศิลปกรรม (การประดิษฐ์ของเล่นพื้นบ้านล้านนา) ของ สกศ. ชื่อนายใจคำ ตาปัญโญ อายุ 76 ปี เล่นดนตรีกันด้วยหัวใจ ไพเราะมาก ยิ่งได้เห็นท่าทาง สีหน้า และแววตาของเหล่าผู้เล่นที่สูงอายุ ยิ่งได้รสชาติยิ่งขึ้น

อาหารเย็นเป็นข้าวเจ้ากินกับผัดผัก และแกงจืด และน้ำพริก อาหารมีผักมาก มีผักชนิดหนึ่งใบคล้ายกะถินแต่มีหนาม และยอดอ่อนสีม่วง รสออกเปรี้ยว กินเป็นผักสดอร่อยดี ได้ถามชื่อตอนกิน แต่ลืมไปเสียแล้ว

หลังจากนั้นต้องรีบไปอาบน้ำ เขาเตือนให้รีบอาบก่อนค่ำ เพราะห้องน้ำ (ซึ่งมี ห้องเดียว เป็นทั้งส้วมและที่อาบน้ำ) ไม่มีไฟ แต่ห้องพักมีไฟฟ้าตลอดคืน พวกผู้ใหญ่ ได้แก่เรา, อ. ประภาภัทร, คุณธีรพล, คุณทรงพล นอนชั้นบน ส่วน รศ. ดร. ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะสาวๆ อีกกว่า 10 คน นอนชั้นล่าง เราไม่รู้ว่าเขาใช้ห้องน้ำที่ ไหนจึงเพียงพอ แต่ก็ไม่เห็นมีใครบ่น ส่วน ดร. บัณฑร หนีไปนอนที่อาคารศูนย์วัฒนธรรม ว่าโล่งดี

ตกกลางคืนเป็นงานรื่นเริง หรือการแสดงทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคย จัดในหมู่บ้านทุ่งหลวงและหมู่บ้านใกล้เคียง เวทีและลานคนดูอยู่ในหุบเขา ซึ่งตามปกติเป็น พื้นที่เพาะปลูก มีไฟสปอตไลต์ส่องเวที 2 ข้างถึงข้างละ 16 ดวง และมีสปอตไลต์ ส่องมาทางคนดูอีกข้างละดวง ระบบ เครื่องขยายเสียงก็มีลำโพงขนาดมหึมา เสียงกระหึ่มจน อ. ประภาภัทรกับเราต้องหลบไม่ไห้อยู่ตรงทิศของลำโพง

เราชมงานอยู่จนสามทุ่มเศษ อากาศหนาว ง่วง และเมื่อย จึงชวนคุณทรงพลไปนอน รายการแสดงที่ได้ดู ได้แก่ ฟ้อนหริภุญชัย และรำดาบของบ้านแม่ต๊ำใน, ฟ้อนนก(กิงกะหล่า) และเต้นกวางเผือก (หน้าคล้ายแพะมากกว่า) จากบ้านเปียงหลวง อยู่ใกล้เวียง แหง ชายแดนไทยพม่า เป็นการแสดง ดั้งเดิมของไตใหญ่ นำโดย อ. ส่างคำ งดงามและน่าชมมาก ใช้รับแขกเมืองได้, รำดาบ โดยเด็กชายอายุราว 10 ขวบ 2 คน จากแม่วาง, ฟ้อนเจิง (ไฟ) , รำปากีจี๊ โดยเด็กชาวทุ่งหลวงประมาณ 20 คน, การแสดงฟ้อนฝัดข้าว โดยนักเรียนบ้านห้วยคอลี่, และดนตรี โดยเยาวชนจากแม่วาง ในการแสดงคืนนี้ เครื่องดนตรีและเพลงเป็นของสมัยใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีของชนเผ่าเลย

ตามประกาศของผู้จัดงาน ว่า “18.00 – 24.00 น. ม่วนตา ม่วนใจ๋ กับดนตรีพื้นเมือง ศิลปินชนเผ่า นำโดย ตือโพ, ลีซะ, ทองดี ตุ๊โพ, ชิสุวิชาน, พะจุ๊ย และสุวิชานนท์ สานเสียงอื่อทาของพี่น้องปะกาเกอะญอ และละคร หน่อมื่อเอ” เราไม่ได้ร่วมสนุกในส่วนนี้ ซึ่งเล่ากันว่างานเลิก 1.00 น.

กลางคืนอากาศหนาว แต่ด้วยผ้าห่มที่มีเหลือเฟือ ทำให้นอนหลับสบาย

เช้าวันที่ ๒๐ มีค. ลุกขึ้นมาเดินไปมา แล้วไปกินข้าว หลังจากนั้นเดินไปที่ป่าต้นน้ำห่างหมู่บ้านประมาณกิโลเมตรเศษๆ เราอยู่ในกลุ่มเดินทั้งไปและกลับ แต่คนส่วนมากไปรถ (ปิกอัพ) ตอนเดินลงไปที่ป่าจริงๆ ทางค่อนข้างชันและสูง ขาขึ้นหอบกันทุกคน ที่ป่าต้นน้ำทำพิธีตะแซะ หรือพิธีบูชาเจ้าที่ไล่ความชั่วร้ายไม่ดีงามออกไป ผู้ทำพิธีคือพ่อหลวงแก้ว ติเจ อดีตผู้ใหญ่บ้าน กับพะตีอีกคนหนึ่ง กล่าวคำโต้ตอบกัน 4-5 นาทีก็เสร็จ แล้วให้ทุกคนเอาผ้าสีจีวรไปผูกต้นไม้ที่ตนชอบ เป็นการบวชต้นไม้กันคนมาตัดนั่นเอง

สังเกตดูคนปะกาเกอะญอเป็นคนอ่อนโยน ไม่รุนแรง ไม่มีการกล่าวสาปแช่งคนที่ทำผิดกติการักษาทรัพยากรธรรมชาติ อย่างที่เราเคยเห็นในพิธีสืบชะตาลำน้ำพองที่ขอนแก่น

กลับมาที่บริเวณพิธีใต้ต้นโพธิ์ ทำพิธีสืบชะต๋าหมู่บ้าน ดิน น้ำ ป่าชุมชน เป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปะกาเกอะญอกลุ่มนี้นับถือพุทธด้วย มีการไหว้พระ อาราธนาศีล อาราธนาธรรม แล้วพระสวด การสวดจังหวะเร็วแบบฉับฉับฉับและไม่ใส่วรรณยุกต์ แปลกมาก เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งตรงกันข้ามกับเพลงและดนตรีทางเหนือ ซึ่งเนิบช้า และมีวรรณยุกต์โทและจัตวามาก ตอนพระสวดทุกคนเอาสายสิญจน์ซึ่งเขาเตรียมห้อยไว้มากเกินจำนวนคน พันรอบศีรษะ และเอาอีกเส้นหนึ่งมาใส่มือพนม ปลายด้ายใส่กระเป๋าหรือย่าม พิธีกรวดน้ำเขาเรียกน้ำหยาด ใช้ขวดกระทิงแดงหรือลิโพใส่น้ำ เทลงในแก้วปลาสติก คือใช้ของที่หาได้ง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องภาชนะในพิธี ยกเว้นขันน้ำมนตร์ซึ่งทำด้วยทองสำริดลวดลายสวยมาก ฝาเป็นรูปพระพุทธรูป พระครูสุนทรธรรมโชติ เจ้าอาวาสวัดจำลอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ วิจารณ์ พานิชเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ไปทำพิธีปล่อยปลา ที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำแม่เตียน นั่งรถไป หรือเดินไปก็ได้ ปล่อยลูกปลาตะเพียน ตรงบริเวณใต้ฝาย (เขื่อน) ไม้ แล้วเดินไปดูนิทรรศการเกษตรผสมผสานในทุ่งใกล้ๆ และเขาให้ผู้อาวุโสนั่งรถกลับ คนหนุ่มสาวเดิน

อาหารเที่ยงมื้อนี้จัดทำพิเศษ กับข้าวเป็นอ่อมปลาช่อน และไข่มดแดงทอดกับไข่ไก่ เสิร์ฟในรางไม้ไผ่ที่ยังเขียวอยู่ คือเพิ่งตัด มื้อนี้มีให้ทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว เรากินข้าวเหนียว

คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผอ. วิทยาลัยการจัดการทางสังคม มาตอนบ่ายเพื่อเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย หรือเรียกว่า ข่วงกำกึ๊ด “แหล่งเรียนรู้ชุมชน กับยุทธศาสตร์การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ได้ช่วยจับประเด็นของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ทำให้ได้ประเด็นของการเรียนรู้ชัดเจนดีมาก ผู้เข้าร่วมให้ความเห็นได้แก่ พระครูสุนทรธรรมโชติ, พ่อหลวงแก้ว จิเก, นายโปโล เยาวชนบ้านทุ่งหลวง, นายธนวัฒน์ เยาวชนและเป็นสมาชิก อบต., พ่ออุ๊ยใจคำ ตาปัญโญ, พ่อน้อยบุญส่ง ชินะวงศ์ (คำว่า น้อย หมายความว่าผู้นั้นเคยบวชเณร), ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช, รศ. ดร. ปาริชาติ วลัยเสถียร, รศ. ดร. บัณฑร อ่อนดำ, และ รศ. ประภาภัทร นิยม สรุปประเด็นจากการแลกเปลี่ยนได้ว่า มีความเป็นห่วง ว่าวิถีชีวิต ความเป็นปะกาเกอะญอ เริ่มหายไป คนหันมายึดติดความสบาย ติดวัตถุ มีความต้องการดำรงวิถีปะกาเกอะญอไว้ และสื่อให้สังคมภายนอกได้รู้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้อาวุโสกับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ในการรักษาวัฒนธรรมประเพณี และ ดิน น้ำ ป่า เน้นการอยู่ร่วมกันในชุมชน ร่วมกับสังคมภายนอก มีการฟื้นฟูธรรมะ

ผู้ที่กล่าวคำคมที่สุดในบริบทของการจัดการความรู้คือพ่อน้อยบุญส่ง ชนะวงศ์ อธิการบดีวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง โดยกล่าวว่าต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกลุ่มชาวบ้าน ถือหลัก อมหาย คายอยู่ ซึ่งหมายความว่าถ้าเราอมหรือปกปิดความรู้ไว้กับตัวเราคนเดียว ความรู้นั้นก็จะตายไปกับตัวเรา และหายไปจากเผ่า แต่ถ้าเราคายหรือแบ่งปันความรู้นั้นให้คนอื่น ความรู้ก็จะคงอยู่กับชนเผ่าและลูกหลานของเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย จัดเป็นวาทะที่คมคายสมกับผู้พูดเป็นถึง “อธิการบดี”

คณะผู้ไปเยือนให้ความเห็นเรื่องการเรียนรู้โดยรับรู้ความรู้จากแหล่งที่หลากหลาย แต่ไม่เชื่อง่าย เอาความรู้นั้นมาปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตนเสียก่อน แล้วเอามาทดลองใช้ ดูว่าได้ผลหรือไม่ หรือทดลองหาวิธีปรับความรู้นั้นให้เข้ากับบริบทของตน การพัฒนาท้องถิ่นต้องเน้นที่คน เน้นกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของคน เน้นการเรียนรู้จากการทำงาน เรียนรู้ร่วมกันจากการทำงานหรือการปฏิบัติ และต้องไม่ยึดติดความรู้หรือวิธีการใดๆ จนเกินไป ต้องเข้าใจว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา จึงต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ควรปรับเปลี่ยนในชุมชนปะกาเกอะญออย่างหนึ่งคือควรให้ผู้หญิงมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นต่อการพัฒนาชุมชนมากขึ้น ในการทำงานต้องไม่มุ่งหวังเพียงเงินหรือรายได้ ต้องคำนึงถึงความรู้ที่จะได้รับด้วย

คณะผู้ไปเยือนต้องลาไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพก่อนที่ข่วงกำกึ๊ด (เวทีความคิด) จะจบ ระหว่างทางเราให้ความเห็นต่อคุณทรงพลว่า จากการไปเห็นกิจกรรม เราตีความว่า สรส. ภาคเหนือได้ทำกิจกรรม “การเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” โดยเน้นที่การเชื่อมโยงเครือข่าย ขยายเป้าไปที่เยาวชนหรือคนหนุ่มสาว โดยเน้นที่กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และเห็นได้ชัดเจนว่าคงจะได้ผลในระดับหนึ่ง คือเห็นพลังเครือข่าย และเห็นพลังของคนรุ่นใหม่ เห็นกิจกรรมสร้างจิตสำนึกร่วม สร้างความเป็นชุมชน สร้างตัวตนของคนปะกาเกอะญอ สร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของปะกาเกอะญอ แต่ทีมงาน สรส. ภาคเหนือยังไม่สามารถเขียนเป็นรายงานให้เข้าใจชัดเจนได้ และที่มารายงานต่อคณะกรรมการก็ไม่ทำให้เข้าใจชัดเจน จนเมื่อคณะกรรมการไปดู จึงเกิดความเข้าใจ ในลักษณะของ tacit knowledge แต่สิ่งที่เห็นไม่ชัดคือ การเรียนรู้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ที่เอามาทดลองปรับใช้ในบริบทของชุมชน และปรับให้กลายเป็นความรู้ของชุมชนเอง ให้ชุมชนมีความมั่นใจในตนเอง ที่จะเอาความรู้เชิงวิทยาศาสตร์จากภายนอกมาทดลองใช้และปรับให้กลายเป็นความรู้ของชุมชน

กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข ของ สรส. ภาคเหนือ เด่นในกิจกรรมด้านวัฒนธรรม พิธีกรรม ภูมิปัญญาชุมชน แต่น่าจะพัฒนาความสามารถในการใช้กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชนเป็นสุขให้ได้ดีกว่านี้

ผมได้เสนอแนะต่อคุณทรงพลว่า ทีม สรส. ภาคเหนือน่าจะได้ทำ AAR กิจกรรมใน 2 วันนี้ ร่วมกับผู้นำชุมชน ช่วยกันระบุให้ชัดเจนว่าเป้าหมายหลักของมหกรรมแหล่งเรียนรู้คืออะไรบ้าง ส่วนไหนที่ทำได้ผลดีกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะอะไร ส่วนไหนที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าจะทำใหม่ จะปรับปรุงอย่างไรบ้าง ส่วนไหนที่เป็นความล้มเหลว ซึ่งถ้าต้องทำอีก จะดำเนินการอย่างไร เป้าหมายหรือเนื้องาน หรือวิธีการ ส่วนไหนที่คิดว่าถ้าทำโครงการใหม่ จะไม่ทำ เพราะอะไร โดยการทำ AAR ร่วมกันเช่นนี้ เยาวชนผู้จัดมหกรรม และผู้อาวุโสในชุมชนจะได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นอันมาก ในการดำเนินการ AAR จะต้องมี “คุณอำนวย” คอยช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

โครงการ สรส. ของแต่ละภาค นอกจากจะดำเนินการตามความถนัดของตนและวัดผลกระทบ ที่ “การเรียนรู้” และที่ “ชุมชนเป็นสุข” แล้ว น่าจะต้องตอบคำถามว่าแนวทางของตนเป็นวิธีการที่ดีที่สุดต่อชุมชนนั้นๆ หรือไม่ จะทำให้เกิดทักษะในการเรียนรู้ของชุมชน จนเชุมชนสามารถดำเนินกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองได้หรือไม่ และหากให้เริ่มต้นใหม่ได้ หรือหากมีโครงการระยะที่ 2 จะปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการอย่างไร นี่คือ AAR ต่อตัวโครงการเอง

ผมได้เสนอต่อคุณทรงพลว่า ผมเห็นโอกาสของนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ที่จะทำงานวิจัยเพื่อช่วยการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในชุมชน ในลักษณะของการต่อยอดความรู้ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นใช้งาน และใช้ได้ผล แต่ชาวบ้านไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ สำหรับใช้พัฒนาความรู้หรือวิธีการให้ใช้ได้ผลยิ่งขึ้น ได้ผลสม่ำเสมอ ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น หรือลดแรงงาน ลดค่าใช้จ่าย ลงไปอีก แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือนักวิชาการต้องเข้าไปเรียนรู้วิธีการของชาวบ้าน และต้องมีทักษะในการตั้งคำถามวิจัย จากปฏิบัติการจริงของชาวบ้าน นักวิจัยในมหาวิทยาลัยจะต้องฝึกฝนตนเอง หรือได้รับการฝึกฝน วิธีตั้งโจทย์วิจัยดังกล่าว

หาก สคส. จัดกิจกรรมตลาดนัดความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านบ้านทุ่งหลวง สคส. จะเชิญ “คุณอำนวย” และ “คุณกิจ” ของบ้านทุ่งหลวงไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย เช่นตลาดนัดความรู้ด้านการบำรุงดิน ตลาดนัดความรู้วิธีจัดการแมลง ตลาดนัดความรู้ด้านการพัฒนาพันธุ์พืช เป็นต้น


วิจารณ์ พานิช
21 มีค. 2548

0 Comments:

Post a Comment

<< Home