Thursday, April 21, 2005

ไปเยี่ยมชมการเรียนรู้ของชาวนาและเกษตรกร

ไปเยี่ยมชมการเรียนรู้ของชาวนาและเกษตรกร
วิจารณ์ พานิช
21 เม.ย.48


เราไปจังหวัดสุพรรณบุรีมาครับ ไปชมการเรียนรู้ของชาวนาในโครงการโรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ และโครงการพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนเกษตรกรชีวภาพ ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาประชาสังคม สุพรรณบุรี

ได้เห็นและได้ฟังแล้วเกิดความสุข เกิดความปิติ ว่าชุมชนชนบทไทยจะสามารถพัฒนาเป็นสังคมเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน ถ้ามีการสนับสนุนอย่างถูกทาง

ประเด็นหลัก ๆ ที่เราไปดูมี 3 เรื่อง ได้แก่
1. เกษตรกร หรือคนในชนบทสร้างความรู้ขึ้นใช้งานในการทำมาหากินของตนเองอย่างไร
2. มีกลไกหรือการจัดการอย่างไร ที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของชาวบ้าน
3. จะต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน ยกระดับขึ้นมาเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาการ
ให้ชาวบ้านมีความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นไว้ใช้งานได้อย่างไร

การสร้างความรู้โดยชาวบ้าน
นี่คือหัวใจของ “สังคมเรียนรู้” และ “สังคมที่มีความรู้เป็นฐาน” ในสังคมแบบนี้ทุกคนต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง ย้ำว่าทุกคนครับ และย้ำว่าสร้างขึ้นใช้ในกิจการของตนเอง ต้องไม่ถูกทีวีหรือสื่ออย่างอื่นหลอกให้ใช้ชุดความรู้ที่คนอื่นเอามายัดเยียดให้ เพื่อขายปุ๋ยเคมีขายยาฆ่าแมลง

ผู้ใหญ่บุญมา ศรีแก้ว (อายุ 71 ปี นักเรียนโรงเรียนชาวนา) บอกว่าตนเองเริ่มด้วยความไม่เชื่อ ไม่ว่าจะไปเรียนรู้อะไรมา จะยังไม่เชื่อตามที่เขาบอก จะขอทดลองก่อน และผลของการทดลองทำให้เกิดผลเสียหายก็เคย แต่ก็ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจลึกขึ้นไปอีก เช่นเมื่อเรียนฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของพืช ก็ลองผลิตเอง และลองเอาไปรดต้นไม้ แค่คืนเดียวต้นไม้ตาย จึงรู้ว่าเป็นเพราะตนไม่ได้ผสมน้ำให้จางมาก ๆ ก่อน ฮอร์โมนที่เข้มข้นมากเอาไปรดต้นไม้จะตายทันที ไม่ใช่ค่อย ๆ ตาย

ลุงบุญมาสร้างความรู้เกี่ยวกับน้ำหมักไล่แมลงชนิดต่าง ๆ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของพืช จุลินทรีย์บำรุงดิน น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น เขียนออกมาเป็นรายงานส่งให้ สคส. ใครอยากอ่านก็ขอมาได้

ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ยิ่งสร้างความรู้ที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นนักประดิษฐ์ ประดิษฐ์เครื่องใช้ราคาถูกแต่ได้ผลดี เช่นเครื่องหยอดเมล็ด เครื่องพ่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีด ที่ใช้มอเตอร์ ลุงทองเหมาะจัด “เวทีเพื่อนช่วยเพื่อน” ขึ้นที่บ้าน มีเครื่องเสียง พัดลมประดิษฐ์จากเครื่องฝักข้าว โต๊ะแสดงวิธีคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว สิ่งประดิษฐ์และกระถางเพาะกล้าข้าวไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เห็นได้ชัดเจนว่าลุงทองเหมาะทดลองสร้างความรู้ใหม่ขึ้นทุกวัน สมแล้วที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษายกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย ประจำปี 2547

ไปดูที่โรงเรียนเกษตรกรชีวภาพ ภายใต้สถาบันพัฒนาประชาสังคม สุพรรณบุรี ที่คุณรัตนา สมบูรณ์วิทย์ เป็นผู้อำนวยการ เราก็เห็นร่องรอยของการสร้างความรู้ขึ้นใช้ในการเกษตรหลากหลายด้าน

เราได้เห็นเกษตรกรเรียนรู้ความรู้ทางทฤษฎีจากนักวิชาการ แล้วเอาไปทดลองใช้ ปรับใช้ตามสภาพแวดล้อมของตน เมื่อได้ผลดีก็บอกต่อ หรือเอาผลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน


การส่งเสริมการเรียนรู้ของชาวบ้าน
ทั้งที่โรงเรียนชาวนา และที่โรงเรียนเกษตรกรชีวภาพ ชาวบ้านเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นใช้เอง แต่ไม่ใช่คิดฝันขึ้นมาเอง เป็นการสร้างความรู้ขึ้นมาจากทฤษฎีที่ได้ฟังมา แต่ยังไม่เชื่อทั้งหมด ขอเอาไปทดลองและดัดแปลงดูก่อน เท่ากับเอาความรู้ที่รับฟังหรือรับถ่ายทอดมาเอามาแปลงให้เป็นความรู้ของตนเอง

โรงเรียนชาวนา และโรงเรียนเกษตรกรชีวภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ของชาวนาโดยวิธีเดียวกัน คือ
(1) มี “คุณอำนวย”
(2) จัดการบรรยายโดยนักวิชาการ
(3) พาไปดูงานที่ศูนย์ความรู้ หรือ ณ ที่ปฏิบัติประสบความสำเร็จ


ขอย้ำนะครับ การส่งเสริมการเรียนรู้ของชาวบ้าน ไม่ใช่เอาความรู้สำเร็จรูปไปยัดเยียด
หรือบังคับให้ชาวบ้านใช้ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับรู้ แล้วเอาไปเรียนรู้โดยการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และจัดเวทีให้ชาวบ้านเอาความรู้ที่ตนได้จากการทดลองมาแลกเปลี่ยนกัน


การต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน
นี่คือเป้าหมายของการยกขบวนกันไปเยี่ยมชมกิจกรรมการสร้างความรู้ของเกษตรกรสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 6 เม.ย.48

ศ. ดร. จรัญ จันทลักขณา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ต้องการไปดูให้เห็นกับตา เพื่อจะเอามาเขียนตำราวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นแนวทางและวิธีการที่นักวิชาการ – นักวิจัยจะเข้าไปทำวิจัยต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน

ศ. ดร. วิชัย บุญแสง ผอ. ฝ่ายวิชาการ สกว., ศ. ดร. ประเสริฐ โศภณ ผู้อำนวยการชุดโครงการวิจัยพื้นฐานด้านเกษตรอินทรีย์ และ ศ. ดร. พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ไปดูลู่ทางส่งเสริมการวิจัยทางวิชาการต่อยอดความรู้ที่เกษตรกรสร้างขึ้น

รศ. ดร. เอมอร วสันตวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล รีบเปลี่ยนนัดกะทันหัน ทั้ง ๆ ที่ทราบล่วงหน้าเพียง 1 วัน ต้องการเอาความรู้เชิงกระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรจัดงานถวายสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2548 ในหัวข้อ “สิทธิด้านอาหารในประเทศกำลังพัฒนา” จะเห็นว่าขบวนการของโรงเรียนทั้งสองนี้ มีผลให้ผลผลิตเกษตรปลอดสารพิษหรือมีสารพิษน้อยลง และทำให้เกษตรกรไม่ถูกพิษสารเคมี และเป็นการทำให้เกิด “สิทธิที่จะไม่ถูกหลอก” ให้ใช้ชุดความรู้ของผู้อื่นในการประกอบกิจการของตน เราวางแผนกันว่า จะจัดให้นักเรียนโรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญถวายรายงานการดำเนินการสร้างความรู้ของตนแก่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เลยทีเดียว

ในสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมที่มีความรู้เป็นฐาน ทุกคน ทุกอาชีพ ต้องมีชุดความรู้เพื่อการประกอบอาชีพของตนเอง เป็นชุดความรู้ที่ตนสร้างขึ้นเองจากการสืบค้นความรู้จากภายนอก เอามาผ่านการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และนำผลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตร ทำเช่นนี้ตลอดไปไม่หยุดยั้ง

วิจารณ์ พานิช
7 เม.ย.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home