Wednesday, April 27, 2005

ห้องเรียนชุมชนในจินตนาการ

ห้องเรียนชุมชนในจินตนาการ
วิจารณ์ พานิช
27 เม.ย.48

ผมได้แรงบันดาลใจในการเขียนบันทึกนี้จากการเข้าร่วมมหกรรมห้องเรียนชุมชน ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ณ สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 1-3 เม. ย. 48

มหกรรมครั้งนี้ มีคำขวัญว่า ห้องเรียนไม่มีรั้ว ความรู้ไม่มีกำแพง และ ที่ไหนมีชีวิต ที่นั่นมีความรู้ ที่ไหนมีชุมชน ที่นั่นมีห้องเรียน เป็นถ้อยคำที่งดงาม และสื่อความหมายที่สูงส่งในด้านการเรียนรู้

ในมหกรรมมี ๗ ห้องเรียนชุมชนมานำเสนอ ได้แก่ สถาบันพัฒนาทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน แม่ทา เชียงใหม่, วิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง เชียงใหม่, กลุ่มเยาวชนตะกอนยม แก่งเสือเต้น แพร่และพะเยา, เครือข่ายความร่วมมือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม แม่วงก์ - แม่เป็น นครสวรรค์, กลุ่มรักษ์เขาชะเมา ระยอง, กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี, เสมสิกขาลัย และโฮงเฮียนภูมิปัญญาไทบ้าน อุบลราชธานี

บรรยากาศของมหกรรม เป็นบรรยากาศ ของชุมชน - ท้องถิ่นผสมกับเยาวชน ซึ่งดูคึกคักดี

มีการตั้งเต๊นท์แสดงกิจกรรม และผลผลิต ของ "ห้องเรียนชุมชน"

ในการเสวนาหลังพิธีเปิดมหกรรม ในหัวข้อ “การศึกษาไทยตายแล้ว?” ศ. เสน่ห์ จามริก บอกว่า การศึกษา หรือการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง การเรียนรู้ไม่เคยอยู่ลอยๆ หรือโดดเดี่ยว และที่ผ่านมาการศึกษาหรือการเรียนรู้ของสังคมไทยตกอยู่ใต้กระแสเศรษฐกิจเสรีนิยม หรือจักรวรรดินิยม ผมตีความว่าการศึกษาไทยไม่ได้รับใช้คนไทย แต่ไพล่ไปรับใช้ประเทศมหาอำนาจ และตัวแทนของประเทศเหล่านั้น

สังคมไทยเราจึงไม่มีรูปแบบการศึกษาหรือเรียนรู้เพื่อชุมชน ทั้งๆ ที่นักการศึกษาพร่ำพูดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) และ การศึกษาเพื่อทุกคน ทุกคนเพื่อการศึกษา (Education for All, All for Education)

ผมจึงขอเสนอ "ห้องเรียนชุมชนในจินตนาการ" ของผม ซึ่งไม่ยืนยันว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ผมมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ผมเสนอ และเป็นแนวทางที่เราได้ทดลอง เห็นผลจริงอย่างชัดเจน เห็นวิธีการดำเนินการ หรือวิธีปฏิบัติอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นการเสนอแบบเพ้อฝัน

ตัวแบบของห้องเรียนชุมชนที่เป็นรูปธรรม คือโรงเรียนชาวนา ที่มูลนิธิข้าวขวัญจัดที่ จ. สุพรรณบุรี

ชาวนาที่เข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนชาวนา จะเรียนความรู้ ๓ กลุ่ม คือความรู้เกี่ยวกับการควบคุมแมลงในแปลงนาโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี และความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นใช้เอง

หลักการสำคัญที่สุดคือชาวนาสร้างชุดความรู้ของตนเองสำหรับใช้ในการทำนาของตน ไม่ใช้ความรู้ที่คนอื่นเอามายัดเยียดให้

นักเรียนโรงเรียนชาวนาคือชาวนาที่ทำนาเป็นอาชีพ และในช่วงที่เข้าโรงเรียนต้องทำนา มีแปลงนาของตนสำหรับเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เรียนรู้ในชีวิตจริงของตน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนโรงเรียนชาวนาด้วยกัน โรงเรียนนี้รับนักเรียนทุกกลุ่มอายุ บางคน อายุถึง ๗๐ ปี เช่นยายปิ่นทอง ที่ ต. วัดดาว อ. บางปลาม้า

นักเรียนโรงเรียนชาวนาเรียนรู้เรื่องแมลงในแปลงนา เรียนรู้ทฤษฎีจากการฟังการบรรยายจากนักวิชาการจากกระทรวงเกษตร แล้วเอาความรู้นั้นไปทดลองใช้ในแปลงนาของตนทันที แมลงในแปลงนาแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือแมลงดี กับแมลงร้าย แมลงร้ายคือแมลงกินพืช กินต้นข้าว แมลงดีคือแมลงกินแมลง เป็นแมลงกำจัดศัตรูพืช ชาวนาทดลองใช้สวิงโฉบจับแมลงในแปลงนาของตน เอามาแยกชนิด แยกกลุ่ม พบว่าตามปกติ จำนวนสัดส่วนระหว่างแมลงร้ายต่อแมลงดี เท่ากับ หนึ่งต่อยี่สิบ คือแมลงดีกินแมลงร้ายเกือบหมดจนไม่มีโอกาสทำลายต้นข้าว ชาวนาก็เข้าใจว่าในธรรมชาติแมลงจะควบคุมกันเอง หากสมดุลแมลงดำรงอยู่ก็ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และหากใช้ยาฆ่าแมลงมันจะไปฆ่าแมลงดีเป็นส่วนใหญ่ ชาวนาก็ได้เข้าใจด้วยว่าวิธีการใช้สารเคมีฆ่าแมลงที่เขาโฆษณากันอยู่เป็นความรู้ปลอม เป็นการหลอกลวงเพื่อเอาประโยชน์จากชาวนา เห็นว่าการเอาความรู้ที่คนอื่นเอามาหยิบยื่นยัดเยียดให้มาใช้โดยไม่ตรวจสอบเสียก่อน ทำให้ตนถูกหลอก ถูกตักตวงผลประโยชน์

ชาวนาผลิตยาไล่แมลงขึ้นใช้เอง ยามาตรฐานคือน้ำหมักสะเดาซึ่งเป็นความรู้ที่รู้กันทั่วไป แต่นักเรียนโรงเรียนชาวนาได้ใช้ความสังเกตของตนว่าผลไม้รสฝาดอาจมีฤทธิ์ไล่แมลงบางชนิด ก็ทดลองทำน้ำหมักสะเดาผสมผลไม้ดิบชนิดต่างๆ ทดลองใช้ไล่แมลงในยามที่แมลงร้ายมีสัดส่วนสูงขึ้น ตัวยาไหนใช้ได้ดีก็ใช้ต่อและบอกต่อ

โดยการเรียนรู้และสร้างความรู้ขึ้นใช้เองเช่นนี้ ชาวนามีรายจ่ายลดลงมาก แรงงานที่ตนต้องลงไปในการทำนาก็ลดลง ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และความเจ็บป่วยลดลงมาก เพราะไม่ต้องสัมผัสพิษยาฆ่าแมลงอีกต่อไป

ชาวนาไปเรียนรู้เรื่องแมลง และจุลินทรีย์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และที่ศูนย์ควบคุมศัตรูพืชโดยจุลินทรีย์ ที่สุพรรณบุรี แล้วเอาความรู้นั้นมาเลือกทดลองปฏิบัติเอง มีการนัดกันไปเก็บจุลินทรีย์ที่น้ำตกไซเบอร์ จ. อุทัยธานี เอามาแยกและขยายพันธุ์ และเปรียบเทียบกันว่าของใครมีสรรพคุณดีกว่ากัน ลุงสนั่นสามารถเลี้ยงได้จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีความสามารถในการย่อยสลายสูง และมีกลิ่นหอม ชาวนาทดลองจนได้วิธีขยายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เหมาะสมที่สุด คือใช้ใบไผ่ผสมรำข้าว คลุกกับน้ำจุลินทรีย์ หมักกองอยู่กับดินปิดด้วยผ้าใบ เป็นเวลา ๒ สัปดาห์

โดยการล้มตอซัง และใช้จุลินทรีย์ที่ผลิตเองเติมลงไปช่วยย่อยสลายซังและอินทรียสารอื่นๆในแปลงนาเป็นปุ๋ย ชาวนาไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ไม่เปลืองเงิน และไม่ต้องลงแรงหว่านเม็ดปุ๋ย

นักเรียนโรงเรียนชาวนา นำผลการทดลองปฏิบัติของตนมาเปรียบเทียบกัน จุดสำคัญคือนักเรียนแต่ละคนมีอิสระที่จะเลือกวิธีการของตน ไม่ใช่ทำตามสูตรสำเร็จที่มีคนกำหนดให้ โรงเรียนชาวนาจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติของตน และนำผลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนนักเรียน

ห้องเรียนรู้ชุมชนในจินตนาการของผม เป็นกิจกรรมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง นำผลการทดลองปฏิบัติจริงมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่านกิจการงานหรืออาชีพของตน รวมทั้งเลือกเอาความรู้จากภายนอก ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มาทดลองปรับใช้ แบบเดียวกับโรงเรียนชาวนาที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แต่ตัวกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการทำนา ในทางใต้อาจเป็นเรื่องการทำสวนยาง หรือที่อื่นอาจเป็นการทำอิฐดินเผา ทำสวนผสม ทำเครื่องจักสาน เป็นต้น ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับอาชีพหรือการดำรงชีวิตเรื่องใด เอามาเป็นประเด็นทำห้องเรียนในชุมชนได้ทั้งสิ้น โดยที่หัวใจของห้องเรียนชุมชนต้องเป็นที่ที่คนในชุมชนสร้างชุดความรู้ของตนเองขึ้นใช้เอง ไม่หลง งมงายใช้ชุดความรู้ที่คนอื่นหยิบยื่นให้

สำหรับผม ห้องเรียนชุมชนในจินตนาการ คือ การจัดการความรู้ของชุมชนนั่นเอง

วิจารณ์ พานิช
๑ เม. ย. ๔๘

0 Comments:

Post a Comment

<< Home