Monday, April 25, 2005

วิธีการจัดการเพื่อใช้ KM หนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะ

วิธีการจัดการเพื่อใช้ KM หนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะ
วิจารณ์ พานิช
25 เม.ย.48

เมื่อวันที่ ๒๐ เม. ย. ๔๘ ผมไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๗ ของ สสส. ซึ่งมี นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ดูแลแผน ๒ แผน ของ สสส. ได้แก่ แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสาธารณสุข กับแผนพัฒนาทุนทางสังคมและระบบสนับสนุน ในแต่ละแผนมีแผนงานจำนวนหนึ่ง และในแต่ละแผนงานมีโครงการอีกมากมาย

ในแผนแรก มีแผนงานส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะด้านการสร้างเสริมสุขภาพแก่บุคลากรสุขภาพ ซึ่งหมายความว่าเป็นแผนงานสนับสนุนการพัฒนาพฤติกรรม ระบบ และนโยยาย สร้างเสริมสุขภาพ ในสถาบันผลิตบุคลากรทางสาธารณสุข ในสถาบันให้บริการด้านสุขภาพ และในสถาบันวิชาชีพด้านสุขภาพ แผนงานนี้มี นพ. วีระพันธุ์ สุพรรณไชยมาตย์ เป็นผู้ติดตามและร้อยรัดเข้าหากัน หรือ เชื่อมโยงระหว่างกัน คุณหมอวีระพันธุ์บ่นว่าไม่มีเครื่องมือร้อย โครงการเหล่านี้ ภารกิจร้อยรัดจึงทำไม่ค่อยได้

ผมจึงเรียนที่ประชุมว่า สามารถใช้ KM เป็นเครื่องมือเพื่อการนี้ได้เป็นอย่างดี โดยจัดประชุม เชิญผู้รับผิดชอบแต่ละโครงการมาประชุม ร่วมกัน เตรียมเอาความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ มาเล่า ใช้เทคนิค การเล่าเรื่อง (storytelling) เท่ากับเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้จากความสำเร็จ แล้วดำเนินการ "สกัด" ความรู้ ที่อยู่ในวิธีดำเนินการไปสู่ความสำเร็จเหล่านั้น ได้เป็น ขุมความรู้ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ หรือเพื่อการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ในกลุ่มนักศึกษา อาจารย์ และผู้ประกอบวิชาชีพด้านบริการสุขภาพ และเพื่อการดำเนินการเป็นหน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพ จากนั้นก็สังเคราะห์ขุมความรู้ เป็นแก่นความรู้ สำหรับใช้ทั้ง ขุมความรู้ และ แก่นความรู้ เพื่อให้โครงการเหล่านั้นนำไปดำเนินการต่อ ให้เกิดทั้ง ความรู้ฝังลึกในระดับเปลี่ยนพฤติกรรม และ ความรู้ชัดแจ้งในเชิงทฤษฎี เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพในสถาบันการศึกษา สถาบันวิชาชีพ และสถาบันให้บริการดูแลสุขภาพ

กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ แต่ละโครงการเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตน และได้เรียนรู้วิธีสร้างความสำเร็จของโครงการอื่น ความรู้เพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ไปสู่พฤติกรรมสุขภาพ จะเกิดการเลื่อนไหลระหว่างโครงการ เกิดการต่อยอดวิธีการระหว่างกัน

ผมกลับบ้านในวันนั้นด้วยความรู้สึกว่า KM มีศักยภาพมากมาย ในการเข้าไปเสริม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในกิจการด้านส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนพฤติกรรม

การเปลี่ยนพฤติกรรมต้องการความรู้ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง 80-90% ของความรู้ เหล่านี้เป็นความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ความรู้เหล่านี้มีซ่อนอยู่ในความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเอามาเขื่อมประสานกัน ด้วย KM ก็จะค่อยๆ ก่อตัวกันจนบรรลุผลสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

ผมกลับมาคิดต่อ ว่าวิธีการดำเนินการก็คือ คุณหมอวีระพันธุ์ รับเจ้าหน้าที่ระดับปริญญาโท ๑ คน สำหรับฝึกเป็น "คุณอำนวย" (Knowledge Facilitator) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยง ความรู้ฝังลึกหรือความรู้จากการปฏิบัติเหล่านี้ ความอึดอัดจากปัญหาการเชื่อมร้อยระหว่างโครงการของคุณ หมอวีระพันธุ์ ก็จะคลายลง

"คุณอำนวย" นี้จะต้องทำงานหลายหน้า หลายด้าน และทำงานเต็มเวลา ภายใต้อำนวยการหรือ empowerment ของคุณหมอวีระพันธุ์ และจะต้องมีความ คล่องตัวในการเดินทางไปพูดคุยกับโครงการต่างๆ และจะต้องดำเนินการเชื่อมโยงกับกิจกรรม KM อื่นๆ เพื่อนำเรื่องราวของความสำเร็จ เหล่านี้ไปสู่วงการสร้างเสริมสุขภาพ วงการ KM และต่อสาธารณชน

สคส. ยินดีฝึก "คุณอำนวย" คนนี้ให้ แก่โครงการนี้โดยไม่คิดค่าบริการ (ตามปกติเราคิดค่าบริการ) ใช้เวลาฝึกแบบฝึกปฏิบัติ ๓ เดือน โดยต้องมาทำงานเต็มเวลาที่ สคส. ภายใต้กฏเกณฑ์กติกาของ สคส. เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งคือตัวบุคคล ที่จะฝึกเป็น "คุณอำนวย" ต้องคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ว่าเป็นคนที่มีความสามารถ มีความเหมาะสมต่องานนี้ และรักงานนี้จริงๆ

วิจารณ์ พานิช
๒๑ เม. ย. ๔๘

0 Comments:

Post a Comment

<< Home