Wednesday, May 04, 2005

ความรู้เพื่อคนจน

ความรู้เพื่อคนจน
วิจารณ์ พานิช
4 พ.ค.48

เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษที่เรียกว่า Millenium Development Goals เป็นเป้าหมายเพื่อลดความยากจน ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ลดความทุกข์ยากจากการเป็นโรคที่มนุษย์มีความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการเยียวยา แต่คนจนเข้าไม่ถึง และลดการทำร้ายสภาพแวดล้อมของโลก

การไปประชุม ACHR ที่เจนีวาคราวนี้ทำให้ผมเห็นภาพ “การเมืองเรื่องความรู้” (Politics of Knowledge) ชัดขึ้น

ระบบความรู้ที่เรามีอยู่ในโลกนี้ เป็นระบบความรู้ที่สร้างขึ้นโดยคนรวย คนมีอำนาจ จึงหนีไม่พ้นที่จะเป็น “ความรู้เพื่อคนรวย โดยคนรวย” คำว่ารวยในที่นี้หมายถึงรวยทรัพย์และรวยอำนาจ ถึงแม้เราจะมีคนรวยไม่ใช่น้อยที่มีใจเอื้อเฟื้อต่อคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนยากจน แต่ตัวระบบมันกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วว่าถ้าจะได้รับประโยชน์ก็ต้องคิดและปฏิบัติตามแนวทางของระบบซึ่งเป็นระบบเพื่อคนรวย คนจนจึงอยู่ในฐานะเสียเปรียบในลักษณะของ “ด้อยเชิงระบบ” ซึ่งหมายถึง “ด้อยเชิงวัฒนธรรม” ด้วย

องค์การสหประชาชาติและองค์กรพันธมิตร (รวมทั้งองค์การอนามัยโลก) พยายามสร้าง “ความรู้เพื่อคนจน” หรือเพื่อขจัดวามยากจน มีการคิดถ้อยคำและวิธีการต่าง ๆ นานา น่าสรรเสริญมาก

จากการไปประชุมคราวนี้ ผมได้ความรู้มาว่า แหล่งทุนวิจัยใหญ่ ๆ ในโลกนี้เกือบทั้งหมดให้ทุนด้าน Biomedicine Research หรือ Basic Research เพื่อสร้างความรู้อันจะทำให้เข้าใจโรคหรือปัจจัยเสี่ยงของโรค หรือความเข้าใจธรรมชาติหรือชีววิทยาของมนุษย์ หวังว่าความรู้เหล่านี้จะช่วยลดความเจ็บป่วยและความทุกข์ยากของมนุษย์ ความคิดเช่นนี้ดูเผิน ๆ ก็นับว่าถูกต้อง แต่ถ้ามองให้รอบด้าน ความรู้ในกลุ่มนี้เองที่เป็นพลังถ่างช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน

เห็นไหมครับ มีข้อเสียอยู่ในข้อดี

ถ้าจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน จะต้องส่งเสริมการวิจัยอีกรูปแบบหนึ่ง คือการวิจัยระบบ (Systems Research) ครับ โปรดสังเกตว่าคำ Systems มีตัว s นะครับ เพราะจะต้องมองว่ามีหลายระบบเชื่อมโยงและซ้อนทับกัน เป็นระบบซ้อนระบบ และในการศึกษาระบบนั้นจะต้องหมั่นเอาใจใส่คำถามด้านความเท่าเทียมเสมอภาค (equity) เพราะว่าเป็นธรรมชาติที่นักวิจัยเองก็จะถูกครอบงำโดยแนวคิดกระแสหลัก ที่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวย

องค์การอนามัยโลกจึงดำเนินการรณรงค์ขนานใหญ่ ให้ประเทศสมาชิกเอาใจใส่และลงทุนสนับสนุนการวิจัยเชิงระบบ คือ Health Systems Research การประชุม Ministerial Summit on Health Systems Research ที่เม็กซิโก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ที่รัฐมนตรีสาธารณสุขไทยไปร่วมด้วยก็เพื่อการรณรงค์นี้แหละ

และไม่ใช่แค่รณรงค์ องค์การอนามัยโลกยังสร้างกลไกสนับสนุนขึ้นมาหลายกลไก ดังที่ได้เล่าไว้แล้วในตอนก่อน

การดำเนินการเหล่านี้เป็นเรื่องดี น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

แต่ผมคิดว่า คงจะได้ผลไม่มากนัก

เพราะว่าแนวคิด วิธีการ และเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านั้น คนจนเป็นฝ่าย “ผู้รับ” ไม่ใช่ “ผู้สร้าง”

ตราบใดที่เรายังใช้วิธีคิดแบบ “ให้”, “สงเคราะห์”, “อุปถัมภ์” แก่คนจน เราจะแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้

เราเอาเครื่องมือที่ “เหมาะมือ” คนรวย เอาไปให้คนจน คนจนรับมาแล้วรู้สึกแปลก ๆ ไม่เหมาะมือตนเอง ก็จะไม่ใช้ เราก็จะแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้

“เครื่องมือ” ที่ว่านั้น คือ “ความรู้” ครับ

“ความรู้” ก็มีนามสกุลนะครับ เอาความรู้ที่มีนามสกุลหรือพะยี่ห้อคนรวย เอาไปให้คนจน คนจนก็จะสำลัก

ดังนั้น “ความรู้” เพื่อคนจน ต้องพะยี่ห้อคนจน นั่นคือต้องสร้างโดยคนจน

ตรงนี้แหละที่ผมสงสัยว่าองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างชาติที่มีเจตนาดีทั้งหลายอาจเดินผิดทางหรือมีมิจฉาทิฐิ ไม่คิดว่าคนจนก็มีความรู้ มีปัญญา

จะลดความยากจนได้ ต้องเข้าไปส่งเสริม เอื้ออำนวย (empower) ให้คนจนร่วมกันสร้างความรู้ขึ้นใช้ อย่าเอาความรู้สำเร็จรูปไปให้เขา

หาทางส่งเสริมให้คนจนมีเครื่องมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ที่เกิดจากความสำเร็จในการปฏิบัติ หรือการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของตน

ใครทำแบบนี้ไม่เป็น ให้ไปดูงานที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรีหรือที่มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร จ.พิจิตร

ย้ำ จะแก้ปัญหาความยากจนได้ต้องส่งเสริมให้คนจนเป็น “ผู้สร้าง” (producer) ไม่ใช่ส่งเสริมให้เป็น “ผู้บริโภค” (consumer) โดยเน้นที่การเป็นผู้สร้างความรู้ ต้องส่งเสริมและเอื้ออำนาจ (empower) ให้คนจนสวมวิญญาณผู้สร้าง สร้างความรู้ขึ้นใช้เองในกิจการของตน สร้างจากการทำงาน การปฏิบัติและประสบการณ์ของตน นำความรู้จากความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มคนจนด้วยกันเอง ทางราชการและสถาบันวิชาการ – วิจัย ทำหน้าที่เอื้ออำนวยความรู้สมัยใหม่ ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ตามความต้องการของชาวบ้าน คือจัดให้ตามความต้องการของชาวบ้านหรือคนจน

วิจารณ์ พานิช
โรงแรม Balzac, เจนีวา
28 เม.ย.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home