Friday, May 06, 2005

จัดการความรู้ จัดการทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาธุรกิจ

จัดการความรู้ จัดการทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาธุรกิจ
วิจารณ์ พานิช
6 พ.ค.48

ผมเกิดจินตนาการนี้ตอนไปชมพิพิธภัณฑ์ Ariana ที่เจนีวา เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2548 หมายตาไว้นานแล้วว่าจะต้องไปชมสักครั้ง มาได้ฤกษ์เอาตอนไปคราวนี้

บอกไม่ถูก ว่าทำไมความคิดนี้จึงเกิดขึ้นตอนเดินชมเครื่องเคลือบดินเผาของประเทศต่าง ๆ ในยุคสมัยต่าง ๆ บอกได้แต่ว่าบรรยากาศมันบอกว่าประเทศทางตะวันตกเขาใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการต่อยอดความรู้ คือเขาไม่ได้มองวัตถุ เช่นเครื่องเคลือบของจีนสมัย 600 ปีก่อนที่ลักษณะตามที่เห็นเท่านั้น แต่เขาศึกษาวิธีการผลิต ศึกษาเทคโนโลยีหรือความรู้ที่อยู่ในวัตถุนั้น

ที่จริงคำอธิบายที่เขาจัดไว้ดีมาก แต่ผมอ่านไม่ออก เพราะเป็นภาษาฝรั่งเศส ได้แต่เดา ๆ เอา

พิพิธภัณฑ์ Ariana เป็นพิพิธภัณฑ์ด้าน Porcelain & Glass ครับ

ดูแล้วเกิดจินตนาการเรื่องการจัดการความรู้ – จัดการทรัพย์สินทางปัญญา – พัฒนาธุรกิจด้านเครื่องเคลือบดินเผา OTOP หรือ SME ของไทย และวิธีการนี้อาจใช้กับผลิตภัณฑ์ด้านอื่น ๆ ได้ด้วย

หน่วยงานสนับสนุนเรื่องนี้น่าจะได้แก่ สกว., สวทช. (ศูนย์โลหะ & วัสดุ), กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริม OTOP

หลักการสำคัญคือ การเปิดเผยความรู้ ต่อยอดความรู้ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญา

โครงการนี้มีเป้าหมายส่งเสริมให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมให้มีการจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญา

เริ่มด้วยการจัดมหกรรมอะไรสักอย่าง เช่นการประกวด เพื่อหาผลิตภัณฑ์ porcelain ประเภทต่าง ๆ ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ความยอดเยี่ยมมีได้หลากหลายด้าน เช่นลวดลายสวย สีงดงาม เนื้อแกร่ง ฯลฯ เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแต่ละด้าน ก็จัดให้นักวิชาการด้านนั้น ๆ มาร่วมกันตีความ ว่ามีความรู้ – เทคโนโลยีอะไรอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่วงการ porcelain ไทย แล้วผู้จัดโครงการชักชวนให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เปิดเผยวิธีการโดยการจดสิทธิบัตร โครงการช่วยจดให้และร่วมออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นความรู้นั้นก็กลายเป็นความรู้สาธารณะ ให้นักวิชาการนำไปต่อยอดได้ จดสิทธิบัตรต่อยอดได้ และเอามาอภิปรายแลกเปลี่ยนเผยแพร่ความรู้ในการจัดมหกรรมปีต่อไป หรือครั้งต่อไป

งานนี้ต้องทำต่อเนื่องทุกปี สัก 10 ปี ก็จะประเมินผลได้

ผู้ดำเนินการโครงการต้องทำหน้าที่ “นายหน้า” หรือ “ตัวกลาง” ให้ผู้ประกอบการเอาความรู้ในสิทธิบัตรไปใช้ โดยจ่ายค่าใช้ความรู้นั้น ให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแก่ฝ่ายเจ้าของความรู้ และฝ่ายผู้เอาไปใช้

พอดำเนินการไประยะหนึ่ง ก็จะพบว่าผู้ใช้ความรู้ไม่เพียงใช้ความรู้จากสิทธิบัตรเดียว แต่อาจใช้ตั้ง 10 สิทธิบัตรย่อย ๆ ผู้ดำเนินการโครงการนี้จะต้องช่วยทำหน้าที่ “one – stop service” ในการเจรจาขอใช้ความรู้

นี่เป็นเพียงจินตนาการเบื้องต้นนะครับ เวลาเอาไปปฏิบัติจริงต้องคิดให้ชัดกว่านี้อีกหลายเท่า จุดสำคัญคือต้องทำต่อเนื่องระยะยาว และต้องให้นักวิชาการกับผู้ประกอบการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดความรู้ระหว่างกัน ให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน และประเทศไทยก็เกิดการพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา

วิจารณ์ พานิช
บนเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ
29 เม.ย.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home