Wednesday, May 11, 2005

ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
วิจารณ์ พานิช
11 พ.ค.48

เราจัดตลาดนัดนี้ระหว่างวันที่ ๓๐ เม.ย. – ๑ พค. ๒๕๔๘ ที่โรงแรม เดอะ รอยัล เจมส์ ลอดจ์ ๒๐๐๐ อ. ศาลายา จ. นครปฐม องค์กรร่วมจัดตลาดนัดนี้มี ๓ ภาคี คือ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ มูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน และ สคส. วิทยากรด้านการจัดการความรู้ของตลาดนัดนี้คือ คุณธวัช หมัดเต๊ะ โดยมีคุณอุรพิณ ชูเกาะทวด เป็นผู้ช่วย ผู้อำนวยการโครงการคือ ดร. วัลลา ตันตโยทัย ที่ปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพธารินทร์

“แม่ค้า – พ่อค้า” ที่มาตลาดนี้มาจากทั่วประเทศ โดย ดร. วัลลาและทีมช่วยกันเสาะหามาจากโรงพยาบาลหลากหลายขนาด จากทุกภาคของประเทศ คำว่า “แม่ค้า – พ่อค้า” นี้ หมายถึงผู้มีความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน “สินค้า” ของตลาดนี้คือความรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

ครับ เราเชิญผู้มีความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ขอย้ำคำว่า “เชิญ” นะครับ ไม่ใช่ประกาศรับสมัคร เราเลือกเชิญเฉพาะผู้ที่ดำเนินการดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ผลสำเร็จน่าชื่นชมมาร่วมตลาดนัด ด้วยความเชื่อว่ามีความรู้อยู่ในความสำเร็จ อยู่ในคนที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จ เราเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยผลัดกันเล่าเรื่องที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น

ผู้มาร่วมมี ๓๘ คน เป็นทั้งหมอ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และนักวิชาการสาธารณสุข จากทุกภาค ได้แก่ ทีมจังหวัดสกลนคร ๓ คน นำโดย นพ. ปรเมศฐ์ กิ่งโก้ รองสาธารณสุขจังหวัด, ทีมจังหวัดนครพนม ๘ คน นำโดย นพ. ปกาศิต จากโรงพยาบาลยุพราชธาตุพนม และทีมจากโรงพยาบาลปลาปาก, ทีมจังหวัดนครราชสีมา ๖ คน จากโรงพยาบาลชุมพวง และโรงพยาบาลมหาราชฯ, ทีมจังหวัดพิษณุโลก ๓ คน จากโรงพยาบาลศูนย์พุทธชินราช, ทีมโรงพยาบาลระยอง ๓ คน, ทีมจากโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช จ. พระนครศรีอยุธยา ๓ คน, ทีมจากโรงพยาบาลระโนด จ. สงขลา ๒ คน, โรงพยาบาลรามาธิบดี ๑ คน, โรงพยาบาลศิริราช ๒ คน, โรงพยาบาลเปาโลเมมโมเรียล ๒ คน, โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ๔ คน

นอกจากนั้นเรายังมีคณะผู้จัดงาน ๑๐ คน และผู้สังเกตการณ์ ๑๑ คน

เป้าหมาย หรือ “หัวปลา” ของการประชุมมี ๒ ชั้นครับ คือเพื่อทำความเข้าใจ หรือเรียนรู้เรื่อง KM กับเพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน “หัวปลา” หลังเป็นของ ศ. นพ. เทพ หิมะทองคำ ผอ. รพ. เทพธารินทร์ และประธานมูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนหัวปลาแรกเป็นของ สคส. เป็นเป้าหมายที่ทำให้เราร่วมกันจัดตลาดนี้ไงครับ กล่าวอย่างนี้คงจะไม่ถูกต้องนัก “หัวปลา” ที่สำคัญที่สุด คือการดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างดีมีคุณภาพสูง คือถือเอาประโยชน์ของผู้ป่วยหรือคนไทยเป็นสำคัญ ทั้งผู้มาร่วมตลาดนัดและผู้จัดมีเป้าหมายร่วมกันตรงนี้ แต่ ศ. นพ. เทพ หิมะทองคำมีเป้าหมายที่สูงส่งยิ่งกว่า คืออยากให้ไปถึงความรู้เพื่อการป้องกันโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับแจ้งล่วงหน้าว่า
1. ต้องเตรียมเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ผลงานเด่น” ในเรื่องการให้บริการผู้ป่วยเบาหวานของแต่ละโรงพยาบาล
2. ตัวแทนจากแต่ละโรงพยาบาลควรต้องมี คุณกิจ ตัวจริง มาร่วมตลาดนัด และเป็นผู้สามารถเล่าเรื่องราวรายละเอียดได้
3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมควรอ่านและทำความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้มาก่อนบ้าง โดยสามารถ download บทความการจัดการความรู้ได้จาก เว็บไซต์ ของ สคส. www.kmi.or.th
4. สคส. จะสนับสนุนวิทยากรกระบวนการ ค่าเช่าสถานที่ (ถ้ามี) และค่าอาหารในระหว่างการจัดตลาดนัดฯ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักขอให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเบิกจากต้นสังกัด หรือขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน

เครื่องมือที่เราใช้ใน workshop นี้ คือโมเดลปลาทู กับเครื่องมือธารปัญญา ซึ่งจะไม่เล่ารายละเอียดในที่นี้ เล่าเพียงว่าเราแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม เน้นกลุ่มต่าง คือแยกคนจากหน่วยงานเดียวกันไปอยู่คนละกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้พลังของความแตกต่างหลากหลาย โจทย์ของช่วงแรกคือ ให้กลุ่มเล่าความสำเร็จของตนหรือของโรงพยาบาลตน แล้วช่วยกัน “สกัด” (capture) ขุมความรู้ (knowledge assets) เพื่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวานออกมา แล้วสังเคราะห์ขุมความรู้ เป็นแก่นความรู้ (core competence) เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วงที่ ๒ ตั้งคณะทำงานจากกลุ่มละ ๒ คน ไปร่วมกันยุบรวมแก่นความรู้จากทั้ง ๔ กลุ่มให้ได้แก่นความรู้จำนวนไม่มากนัก (ซึ่งผลการประชุมได้แก่นความรู้ ๘ ข้อ) ส่วนกลุ่มใหญ่ก็มีการเล่าประสบการณ์การดำเนินการจัดการความรู้ในเครือข่ายจัดการความรู้ รพ. ภาคเหนือตอนล่าง ๑๗ โรง เล่าโดย “คุณประสาน” ของเครือข่าย คือ คุณไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ แห่ง มน. (มหาวิทยาลัยนเรศวร) ช่วงเย็นให้กลุ่มแบ่งเอาแก่นความรู้ไปกลุ่มละ ๒ ข้อ เอาไปจัดระดับ ว่า แก่นความรู้ระดับ ๕ เป็นอย่างไร, ระดับ ๔, ๓, ๒, และ ๑ เป็นอย่างไร โดยที่แก่นความรู้ระดับ ๕ เป็นระดับสูงสุด และระดับ ๑ ต่ำสุด ผลงานออกมาดังนี้ (อักษรตัวเอน)

เกณฑ์การประเมินตนเอง
ขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน


1. การให้ข้อมูลและการให้คำปรึกษา
ระดับ 1 มีผู้ให้คำแนะนำแต่ไม่มีการกำหนดชัดเจน เนื้อหาที่ให้ผู้ให้บริการเป็นผู้กำหนด ผู้รับบริการไม่มีส่วนร่วม
ระดับ 2 มีผู้ให้คำแนะนำเฉพาะเวลาที่ผู้รับบริการมาตรวจ ผู้ป่วยมีส่วนร่วม มีจุดให้คำแนะนำ
ระดับ 3 มีทีมให้คำแนะนำเฉพาะ เช่น พยาบาล นักสุขศึกษา โดยให้เฉพาะเวลาของ CLINIC เนื้อหาที่ให้จะถูกประเมินจากความต้องการของผู้ป่วย หลังจากให้คำแนะนำมีเอกสารแจก มีสมุดประจำตัวติดตามผล
ระดับ 4 มีทีมสหสาขาวิชาชีพให้คำแนะนำเฉพาะเวลาทำการ เนื้อหาครอบคลุมทั้งในแง่การรักษา และการป้องกันตนเอง มีศูนย์ให้คำปรึกษา
ระดับ 5 ทุกคนในสถานบริการสามารถให้คำแนะนำได้ตลอดเวลา เนื้อหาทันสมัย ปรับเปลี่ยน เช่น มีช่องทางให้ติดต่อ ศูนย์กระจายข่าว Website

2. ทัศนคติของเจ้าหน้าที่
ระดับ 1 เจ้าหน้าที่ไม่มีความกระตือรือร้นในการให้บริการรู้สึกเฉยๆ ทำตามหน้าที่
ระดับ 2 มีความตั้งใจ แต่ให้บริการเฉพาะตัวผู้ป่วย, ผู้ป่วยไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการรักษา
ระดับ 3 เจ้าหน้าที่มีความตั้งใจในการให้บริการด้านการรักษา ส่งเสริม, ป้องกันเฉพาะตัวผู้ป่วย, Empowerment ของผู้ป่วย
ระดับ 4 ให้การดูแลผู้ป่วยด้านกาย, จิต, สังคม, ครอบครัว, Empowerment ของครอบครัว, มีนวัตกรรมที่แสดงถึงการพัฒนา
ระดับ 5 ให้การดูแลผู้ป่วยครบองค์รวม (กาย, จิต, สังคม, ครอบครัว, ชุมชน) ในด้านการรักษาส่งเสริมป้องกัน, Empowerment ของชุมชน, มีการประเมินผลลัพธ์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

3. การดูแลปัญหาแทรกซ้อน
ระดับ 1 มี Guideline ในการตรวจหาภาวะแทรกซ้อน
ระดับ 2 มีการปฏิบัติตาม Guideline ภาวะแทรกซ้อนตามเหมาะสม (ตา ไต และเท้า)
ระดับ 3 ประเมินผลการทำงานและพัฒนา Guideline มีระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพทั้งไป และกลับ
ระดับ 4 มี Guideline ในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะ Complication, มีกระบวนการสร้างเสริมการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน Class, Club, Camp
ระดับ 5 ผู้ป่วยมีความรู้ในตนเองจากภาวะ Complication

4. การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ (สหวิชาชีพ)
ระดับ 1 ทีมสุขภาพที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน
ระดับ 2 Up date ความรู้ทุก 1 ปี, 6 เดือน
ระดับ 3 สร้าง Guideline ในการดูแลผู้ป่วย และปฏิบัติตาม, การประเมินว่าได้ทำตาม Guideline
ระดับ 4 ความพึงพอใจต่อการรับบริการจากเจ้าหน้าที่, กรณีศึกษา Case น่าสนใจทุก 1 เดือน
ระดับ 5 มีความรู้เฉพาะด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เช่น การดูแลเท้าเฉพาะทาง

5. การดูแลผู้ป่วยเบาหวานเป็นจุดศูนย์กลาง
ระดับ 1 1. มีข้อมูลผู้ป่วย
2 มีระบบส่งต่อทั้งในและนอกหน่วยงาน
ระดับ 2 1. มีข้อมูลในรูป แฟ้มครอบครัว
2. มีระบบการดูแลผู้ป่วย
- มีการประเมินผลการดูแล
- มีระบบส่งต่อทั้งในและนอกหน่วยงาน
ระดับ 3 1. มีข้อมูลในรูป แฟ้มครอบครัว นำไปใช้ในการดูแล
2. มีระบบการดูแลผู้ป่วย
- จำเพาะเจาะจง
- การเข้าถึงบริการ มีทางเลือก ในชุมชน/บ้าน/หน่วยบริการ
- มีการประเมินผลการดูแล
- มีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย
- มีระบบส่งต่อทั้งในและนอกหน่วยงาน
- มีการเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลภายในทีม และระหว่างทีม
- ผู้ป่วยและผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการรับบริการ
ระดับ 4 1. มีข้อมูลในรูป แฟ้มครอบครัว นำไปใช้ในการดูแล
2. มีระบบการดูแลผู้ป่วย
- จำเพาะเจาะจง
- การเข้าถึงบริการ มีทางเลือก ในชุมชน/บ้าน/หน่วยบริการ
- มีการประเมินผลการดูแล
- มีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยและชุมชน
- มีระบบส่งต่อทั้งในและนอกหน่วยงาน
- มีการเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลภายในทีม และระหว่างทีม
- ผู้ป่วยและผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการรับบริการ
- ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลผู้ป่วย
ระดับ 5 1. มีข้อมูลในรูป แฟ้มครอบครัว นำไปใช้ในการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพทุกระดับ
2. มีระบบการดูแลผู้ป่วย
- หลากหลาย
- จำเพาะเจาะจง
- การเข้าถึงบริการ มีทางเลือก ในชุมชน/บ้าน/หน่วยบริการ
- มีการประเมินผลการดูแล
- มีระบบส่งต่อทั้งในและนอกหน่วยงาน
- มีระบบการดูแลเป็นทีม(ภายใน)และเครือข่าย(ภายนอก)
- มีการเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลภายในทีม และระหว่างทีม
- มีทีมงานสหวิชาชีพในการดูแล และมีมาตรฐานการดูแล
- ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยได้รับการป้องกันสิทธิในการรักษาข้อมูลของตน
- ผู้ป่วยได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะบุคคลที่มีความสามารถเช่นบุคคลทั่วไป
- ผู้ป่วยและผู้รับบริการมีความพึงพอใจในการรับบริการ
- มีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยและชุมชน

6. การดูแลเชิงรุก
ระดับ 1 1. การบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเสี่ยง
2. กลุ่มไม่ป่วย
- มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน สืบค้นหาผู้ป่วยในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่
3. กลุ่มป่วย
- มีมาตรฐานการเฝ้าระวัง การดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย
4 กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน
- มีระบบส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการและระหว่างหน่วยบริการเอง
ระดับ 2 1.การบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเสี่ยง
2. กลุ่มไม่ป่วย
- มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน สืบค้นหาผู้ป่วยในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่และโดยชุมชน
- มีกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคในชุมชน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
3. กลุ่มป่วย
- มีระบบการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐาน
- มีระบบการติดตามผู้ป่วยในสถานบริการ
4 กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน
- มีระบบส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการและระหว่างหน่วยบริการเอง
ระดับ 3 1. การบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเสี่ยง กลุ่มทั่วไป
2. กลุ่มไม่ป่วย
- มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน สืบค้นหาผู้ป่วยในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่และโดยชุมชน
- มีกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคในชุมชน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
- องค์กรของชุมชนสนับสนุนการจัดระบบบริการดูแลเชิงรุก
3. กลุ่มป่วย
- มีระบบการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐาน
- มีระบบการติดตามผู้ป่วยในสถานบริการ
4 กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน
- มีระบบการช่วยเหลือให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม ในการดูแลผู้ป่วย
- มีระบบส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการและระหว่างหน่วยบริการเอง
ระดับ 4 1. การบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเสี่ยง กลุ่มทั่วไป
2. กลุ่มไม่ป่วย
- มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน สืบค้นหาผู้ป่วยในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่และโดยชุมชน
- มีกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคในชุมชน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
- ชุมชนสามารถประเมินความเสี่ยงของสมาชิก ในชุมชนได้
- องค์กรของชุมชนสนับสนุนการจัดระบบบริการดูแลเชิงรุก
3. กลุ่มป่วย
- มีระบบการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐาน
- มีระบบการติดตามผู้ป่วยในสถานบริการ
4 กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน
- มีระบบการช่วยเหลือให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม ในการดูแลผู้ป่วย
- มีระบบการดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหวิชาชีพ
- มีระบบสนับสนุนอุปกรณ์ในการดูแลตนเอง โดยหน่วยบริการ/ชุมชน
- มีระบบส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการและระหว่างหน่วยบริการเอง
ระดับ 5 1. การบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วย ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเสี่ยง กลุ่มทั่วไป
2. กลุ่มไม่ป่วย
- มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน สืบค้นหาผู้ป่วยในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่และโดยชุมชน
- มีกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคในชุมชน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
- ชุมชนสามารถประเมินความเสี่ยงของสมาชิก ในชุมชนได้
- องค์กรของชุมชนสนับสนุนการจัดระบบบริการดูแลเชิงรุก
- มีระบบการประเมินผลเครื่องมือในการตรวจคัดกรอง
3. กลุ่มป่วย
- มีระบบการดูแลที่บ้าน
- มีระบบการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐาน
- มีมาตรฐานการเฝ้าระวัง การดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย
- ผู้ป่วยและญาติสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเองได้
- มีระบบการติดตามผู้ป่วยในชุมชน/สถานบริการ
4 กลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน
- มีกลุ่มผู้ป่วยในชุมชนเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน
- มีระบบการช่วยเหลือให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม ในการดูแลผู้ป่วย
- มีระบบการดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหวิชาชีพ
- ผู้ป่วยและญาติสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนได้ด้วยตนเอง
- มีระบบสนับสนุนอุปกรณ์ในการดูแลตนเอง โดยหน่วยบริการ/ชุมชน
- มีระบบส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการและระหว่างหน่วยบริการเอง

7. สร้างทีมและเครือข่ายสุขภาพในชุมชน
ระดับ 1 มีนโยบายการสร้างทีมเครือข่ายสุขภาพชุมชน
ระดับ 2 มีการจัดตั้งคณะทำงานในหน่วยบริการและชุมชน
ระดับ 3 มีแผนงานและการดำเนินงานของเครือข่าย
ระดับ 4 มีการประเมินผลการดำเนินงานชุมชนสามารถดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริการสุขภาพ
ระดับ 5 ชุมชนสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเองโดยมีระบบประสานงานกับหน่วยบริการสุขภาพ และมีการใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างเหมาะสม

8. การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัว
ระดับ 1 มีนโยบายที่สนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลเบาหวาน
ระดับ 2 มีคณะทำงานในหน่วยบริการและชุมชนที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัว
ระดับ 3 มีแผนงานและการดำเนินงานที่สนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลเบาหวาน
ระดับ 4 มีกิจกรรม DSME (Diabetes Self Management Education) ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและครอบครัว โดยมีอัตราการเข้าร่วม < 50% ของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด
ระดับ 5 มีการจัดกิจกรรม DSME อย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการเข้าร่วม > 50% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด


ภายในเวลาจำกัด แก่นความรู้ที่ได้จึงยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นแนวทางสังเคราะห์ขุมความรู้เป็นแก่นความรู้ ในการปฏิบัติจริงคณะ “คุณกิจ” ต้องร่วมกันปรับปรุงแก่นความรู้ให้ สั้นลงและมีเฉพาะส่วนที่เป็น “หัวกะทิ” ของประเด็นจริงๆ

หลังอาหารเย็น ให้ผู้เข้าร่วม workshop กลับไปรวมกลุ่มตามโรงพยาบาลของตน แล้วให้ประเมินโรงพยาบาลของตนเองโดยประเมินตาม แก่นความรู้ ๘ ข้อที่ช่วยกันคิดไว้แล้ว และได้พัฒนาเป็น ตารางแห่งอิสรภาพเพื่อการประเมินตนเอง แล้ว หลังประเมินเสร็จก็ให้ feed back ว่าลักษณะของเกณฑ์แต่ละข้อ นำมาใช้ประเมินได้ยากง่ายกว่ากันอย่างไร เห็นพ้องกันว่าเกณฑ์ตารางแห่งอิสรภาพที่มลักษณะเป็นขั้นบันได คือขั้น 1 = a, ขั้น 2 = a + b, ขั้น 3 = a + b + c, ขั้น 4 = a + b + c + d, และขั้น 5 = a + b + c + d + e จะใช้ในการประเมินยาก เช่นถ้าในความเป็นจริงคือ a + b + d ก็จะไม่รู้ว่าจะให้อยู้ที่ระดับ 3 หรือ 4 กันแน่ นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมประชุมมีประสบการณ์ว่า เกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างซับซ้อน จะใช้ประเมินยาก

ในการประชุมแบบนี้ ผู้เข้าร่วมต้องเอาใจใส่ ๒ ด้านอยู่ตลอดเวลา คือด้าน content กับด้าน process ด้าน content คือสาระเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนด้าน process คือ ต้องสังเกตความรู้สึก ปฏิสัมพันธ์ และความยากง่ายในการทำกิจกรรมของกลุ่ม เพราะผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องกลับไปทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ด้านการจัดการความรู้ในโรงพยาบาลของตน

ในวันที่ ๒ ของการประชุม หรือวันที่ ๑ พค. ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทำความรู้จักหน้าตาของ ธารปัญญา และ บันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ได้จากการประเมินตนเองของ ๑๑ โรงพยาบาล แล้วได้ทดลองจับคู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เฉพาะแก่นความรู้อันใดอันหนึ่ง โดยจับคู่ตามบันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ตอนนี้ผู้เข้าร่วมประชุมสนิทสนมกันมากแล้ว บรรยากาศจึงคึกคักและมีความไว้วางใจ (trust) กันมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทรงพลังขึ้นมาก นอกจากเพราะบรรยากาศแล้ว น่าจะเป็นเพราะคู่แลกเปลี่ยนเป็นคู่ที่มีทั้งฝ่าย “พร้อมให้” และ ฝ่าย “ใฝ่รู้”

หลังจากนั้นเป็น AAR ฝ่าย “พร้อมให้” บอกที่ประชุมว่า ตนก็ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ฝ่าย “ใฝ่รู้”

รศ. นพ. อภิชาต ศิวยาธร มาร่วมประชุมทั้ง ๒ วันในฐานะผู้สังเกตการณ์ ให้ความเห็นว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีเป้าหมายที่แตกต่างกันมาก ๒ ขั้ว คือ (๑) เป้าหมายเพื่อเรียนรู้วิธีการทำงาน ควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มที่ทำงานประเภทเดียวกัน หรือเหมือนๆ กัน แต่ถ้าเป้าหมายเป็นแบบ (๒) คือเพื่อกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามประเภทงาน หรือแลกเปลี่ยนกับผู้ทำงานต่างกัน เช่นถ้าต้องการความคิดริเริ่มใหม่ๆ ด้านบริการของโรงพยาบาล อาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงแรม ข้อคิดเห็นนี้ยอดเยี่ยมมาก

พญ. สุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มาเป็นผู้สังเกตการณ์ตลอด ๒ วัน ให้ความเห็นกึ่งคิดไปดำเนินการ ๓ เรื่อง
1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้จากผลสำเร็จ (success story) นี้น่าจะนำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรได้
2. เจ้าหน้าที่ของ PCU ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะมาเป็นผู้สอนหรือถ่ายทอดความรู้ให้ ยังไม่มีองค์ความรู้สำหรับการดำเนินการของ PCU น่าจะเรียนรู้และสกัดความรู้จากการแลกเปลี่ยนความรู้จากความสำเร็จในการทำงาน
3. น่าจะจัดตลาดนัดความรู้ในการดำเนินการ PCU โดยได้แนะนำให้ นพ. นิพัธ กิตติมานนท์ แห่งโรงพยาบาลพุทธชินราช จัดสำหรับจังหวัดพิษณุโลก

คุณกนิษฐา จันทร์แจ่มศรี แห่งโรงพยาบาลคำตากล้า จ. สกลนคร บอกความประทับใจว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ผู้ใหญ่ และกับผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้ได้รับความรู้มาก และภูมิใจว่าตนเองซึ่งทำงานในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก ก็ได้พัฒนาความรู้ขึ้นมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและได้รับการยอมรับจากผู้มาร่วมตลาดนัด

พญ. นันทา อ่วมกุล ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย มาร่วมสังเกตการณ์ตลอด ๒ วัน เพื่อเตรียมจัด KM Workshop ฝึก “คุณอำนวย” ของศูนย์เขต ๑๒ เขต ของกรมอนามัย ในวันที่ ๕ พค. บอกว่าเป็นประโยชน์มาก ทำให้เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ ได้อ่านมามากก็ไม่เข้าใจ มาเข้าใจตอนเห็นของจริงใน ๒ วันนี้

นี่คือพลังของการจัดการความรู้ เป็นพลังความรู้ที่มาจากการปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมประชุมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เพิ่งมาเข้าใจความรู้จากการปฏิบัติจากการเข้าร่วมตลาดนัดความรู้ครั้งนี้
ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานครั้งนี้ จัดเป็นตลาดนัดความรู้ที่ประสบผลสำเร็จสูงสุดเท่าที่ สคส. เคยจัด เรามี CD บรรจุเอกสาร ภาพ และ VCD ของการประชุมจำหน่ายในราคา 100 บาท

ผมได้เตือนผู้เข้าร่วมประชุมว่า อย่าเข้าใจผิดว่าการจัดการความรู้มีวิธีการและขั้นตอนเพียงแค่ที่เห็นในตลาดนัดนี้ นี่เป็นเพียง ๑% ของการจัดการความรู้ ต้องกลับไปปฏิบัติต่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ทดลองสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง เพื่อพัฒนาวิธีการบริบาลโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยายออกไปสู่การป้องกัน

มูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน โดย ดร. วัลลา ตันตโยทัย (vallatan@theptarin..com) และคณะจะเป็น “คุณประสาน” ทำหน้าที่ DMKM Network Coordinator ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และมีการดำเนินการพัฒนาความรู้เพื่อการปฏิบัติให้เกิดผลดีด้านการบริบาลมากยิ่งขึ้น ท่านที่สนใจอาจติดตามข่าวคราวได้จาก weblog : http://dmcop.blogspot.com
วิจารณ์ พานิช
2 พค. 48

2 Comments:

At 12:53 PM, Blogger Smallman said...

I skim a lot of blogs, and so far yours is in the Top 3 of my list of favorites. I'm going to dive in and try my hand at it, so wish me luck.

It'll be in a totally different area than yours (mine is about 1 diabetes type) I know, it sounds strange, but it's like anything, once you learn more about it, it's pretty cool. It's mostly about 1 diabetes type related articles and subjects.

 
At 2:48 PM, Blogger 性爱 said...

I am totally nude come see me. Take a bit for all pics and movies to load.

Why do I do this I like to make men blow their jiz in their pants.

Visit me.性爱

 

Post a Comment

<< Home