Wednesday, May 18, 2005

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่องการจัดการความรู้

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่องการจัดการความรู้
วิจารณ์ พานิช
18 พ.ค.48

วิทยานิพนธ์นี้เป็นของคุณยุวนุช ทินนะลักษณ์ (yuwanucht@yahoo.com) เสนอต่อมหาวิทยาลัยปอยเตียรส์ ประเทศฝรั่งเศส และกำลังจะสอบวิทยานิพนธ์ในปลายเดือน พ.ค. 48 นี้

ผมอ่านวิทยานิพนธ์นี้มาเป็นเวลาสัปดาห์เศษ ๆ ด้วยความอิ่มเอม และชื่นชมแกมขัดใจ ขัดใจตัวเองที่ไม่มีเวลาอ่านรวดเดียวจบ

ชื่อวิทยานิพนธ์นี้คือ Knowledge Creation and Sustainable Development : A Collaborative Process between Thai Local Wisdom and Modern Sciences โดยมีอาจาย์ที่ปรึกษาคือ ศาสตราจารย์ Pierre Fayard

วิทยานิพนธ์นี้เน้นที่การสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น (LW – Local Wisdom) กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ (MST – Modern Science & Technology)

ศาสตราจารย์ฟายาร์ด อีเมล์มาด้วยความตื่นเต้นว่าวิทยานิพนธ์นี้ให้ความรู้ใหม่แก่วงการ KM อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งผมเห็นด้วย

และผมยังเห็นต่ออีกว่า นักศึกษาปริญญาเอกในประเทศไทยที่สนใจทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ KM น่าจะอ่านวิทยานิพนธ์ฉบับนี้คนละอย่างน้อย 3 เที่ยว เพื่อค้นหาโจทย์วิจัยสำหรับทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีซุกซ่อนอยู่ในนั้นเต็มไปหมด ผมจะยกมาบางประเด็น และคงจะมีอีกมากประเด็นที่ผมมองไม่เห็น

ผมเข้าใจว่า เพราะวิทยานิพนธ์นี้เป็นเรื่องของสังคมไทยล้วน ๆ แต่เป็นวิทยานิพนธ์ที่นำเสนอต่อมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ดังนั้นจึงต้องมีการนำเสนอสภาพสังคมไทยทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และเสนอสภาพปัจจุบัน สำหรับให้ผู้อ่านและผู้สอบวิทยานิพนธ์ได้เข้าใจ context ของการสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST ในสังคมไทย ผมอ่านส่วนนี้อย่างเพลิดเพลินและได้ความรู้มาก พร้อมทั้งชื่นชมความรู้อันกว้างขวางของคุณยุวนุช

คุณยุวนุชไม่ได้บรรยายเฉพาะบริบทของสังคมไทยเท่านั้น ยังได้บรรยายบริบทของตัวเองไว้ด้วย ผมเข้าใจว่าเป็นการบอกผู้อ่านว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ผ่านการตีความของคนที่จบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ (มช.) และปริญญาโทด้าน Science Communication (Illinois State U.) และมีประสบการณ์การทำงาน 20 ปี ในหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือ 14 ปี ในตำแหน่งหัวหน้างานประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย และ 6 ปีในตำแหน่งผู้จัดการประชาสัมพันธ์ของ สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) จนถึงปี 2545 จึงลาออกมาศึกษาต่อปริญญาเอก

จากการทำงานนั้นเอง คุณยุวนุชสั่งสมความสงสัยหรือความอยากรู้มาเป็นโจทย์วิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ เป็นความพิศวงเพราะหลงใหลเรื่องผ้า การผสมผสานภูมิปัญญาเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการผลิตผ้าพื้นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของภาคอีสาน

ชีวิตทั้งชีวิตของคุณยุวนุช ทำงานด้าน PCST – Public Communication in Science and Technology และด้วยการเข้าร่วมประชุมนานาชาติด้านนี้แหละจึงได้พบ ศ. ฟายาร์ด นำไปสู่การเรียนต่อปริญญาเอกและทำวิทยานิพนธ์ในเรื่องนี้

ท่านเห็นแรงบันดาลใจในตัวคน นำไปสู่การสร้างสรรค์ทางวิชาการไหมครับ

แรงบันดาลใจที่ดีคือ ความอยากรู้ อยากตอบข้อสงสัย แรงบันดาลใจที่ไม่ค่อยดี คืออยากได้แค่แผ่นกระดาษ คือปริญญาเอก

Review ที่ผมอ่านแล้วได้ความรู้มากและอีกมาก คือการ review MST และ PCST ในโลกและประเทศไทย สรุปสั้น ๆ คือมีการสร้างในโลกตะวันตก และประเทศไทยเป็นผู้รับถ่ายทอดมา พูดในถ้อยคำของผมก็คือโลกตะวันตกเป็นผู้สร้าง (producer) ไทยเป็นผู้เสพ (consumer) เอกสารส่วนนี้ยาวถึง 47 หน้า อ่านแล้วได้ความรู้มากจริง ๆ

review เรื่อง LW ในสังคมไทยยิ่งมีความยาวมากถึง 73 หน้า นำเสนอให้รู้จักสังคมไทยด้านประวัติศาสตร์, ศาสนาและวัฒนธรรม, ลักษณะเฉพาะด้านพฤติกรรมของคนไทย, รัฐบาลและการเมือง, LW ยุคก่อน MST จะเข้ามาในประเทศไทย, LW ยุคที่ MST เข้ามาลงรากในสังคมไทย, การพัฒนา LW ในสังคมไทยในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้ม


เนื่องจากวิทยานิพนธ์นี้เป็นเรื่อง Knowledge Creation เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คุณยุวนุชจึงนำเสนอส่วนที่เป็นพลวัตของความรู้เพื่อการพัฒนาในสังคมไทยปัจจุบันอีก 102 หน้า จบลงด้วยการเอา SECI Model และแนวคิดเรื่อง ba ของโนนากะมีตีความ

ตัว “ข้อมูล” ของวิทยานิพนธ์คือ กรณีศึกษา 9 กรณี ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 : เกษตรกรรม และอาหาร มี 4 กรณี
1) การพัฒนาพันธุ์ข้าว จ.พิจิตร เป็นเรื่องราวของคุณสินชัย บุญอาจ ที่ขวนขวายเรียนรู้ทั้งจากผู้อื่นและจากการทดลองด้วยตนเอง และชักชวนเพื่อน ๆ เกษตรกรร่วมกันทดลองและเรียนรู้
2) ผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว จ.ปทุมธานี เป็นเรื่องราวของหม่อมหลวง Sirin Rongson (ผมเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษเพราะไม่ทราบชื่อภาษาไทย ไม่มีโอกาสสอบถาม) กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เนม Lady Sirin ของบริษัท P. Green Herb (2001)
3) สมุนไพรไร้สารพิษ จ.ระยอง เป็นเรื่องราวการเรียนรู้และสร้างความรู้ด้านสมุนไพรและการรักษาโรคของคุณดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธ์ หรือ “หมอกุ”
4) การปรับปรุงดินในโครงการ “ฟ้าสู่ดิน” จ.บุรีรัมย์ เป็นเรื่องราวการทดลองและสร้างความรู้เพื่อการบำรุงดินของกลุ่มชาวบ้านประมาณ 100 ครัวเรือนที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ภายใต้การนำของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

- กลุ่มที่ 2 : การแพทย์แผนไทย มี 2 กรณี
5) หมอเมืองล้านนา จ.เชียงราย เป็นการฟื้นฟูความรู้และการปฏิบัติขึ้นมาใหม่โดย ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ แห่ง มรภ. เชียงราย
6) การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี จากการริเริ่มสร้างสรรค์ของเภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร

- กลุ่มที่ 3 : หัตถกรรม มี 2 กรณี
7) ผ้าหม้อฮ่อม แม่ธีตา จ.สกลนคร เป็นเรื่องราวของการเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมสีหม้อฮ่อมของนางธีตา แดงใจ และ นส.ประไพพรรณ แดงใจ ผู้เป็นลูกสาว

8) เฟอร์นิเจอร์ผักตบชวา จ.ปทุมธานี เป็นเรื่องราวการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ทำด้วยเส้นใยผักตบชวา เป็นสินค้าส่งออกของ มล. ภาวิณี สันติศิริ และนายสุวรรณ คงขุนเทียน บริษัท โยธกา อินเตอร์เนชั่นแนล

- กลุ่มที่ 4 : ธุรกิจชุมชนจุลภาค มี 1 กรณี
9) โรงงานแป้งขนมจีน อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช เป็นการเรียนรู้และสร้างความรู้ของคนในชุมชน นำโดยนายวิโรจน์ คงปัญญา

แต่ละกรณีศึกษามีเรื่องราวละเอียดมาก ผมจะไม่กล่าวถึง จะเลยไปที่บทตีความกรณีศึกษา
ทั้ง 9 เมื่อมองหาปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST ในการสร้างความรู้ ซึ่งคุณยุวนุชได้ตีความในหลายมิติ
มิติที่ 1 ผู้ริเริ่ม คุณยุวนุชแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1) ชุมชนชนบทเป็นผู้ริเริ่ม มี 5 กรณีได้แก่ กรณีที่1, 3, 4, 7 และ 9
2) นักวิชาการเป็นผู้ริเริ่ม ได้แก่ กรณีที่ 5 และ 6
3) ภาคธุรกิจเป็นผู้ริเริ่ม ได้แก่กรณีที่ 2 และ 8
มิติที่ 2 การวิเคราะห์โดยใช้ SECI และ ba model
มิติที่ 3 พลังทวีคูณที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST
มิติที่ 4 การมองปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST ไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม
(transformation) ไปเป็นสังคมเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

มาถึงความเห็นของผมต่อวิทยานิพนธ์นี้เสียที

ข้อชื่นชม
1. วิทยานิพนธ์นี้สะท้อนความวิริยะอุตสาหะทำงานหนัก และความมีความรู้และประสบการณ์กว้างขวางของคุณยุวนุช ทินนะลักษณ์ อย่างชัดเจน
2. ภาษาอังกฤษดีมาก แม้จะเขียนเรื่อง LW ซึ่งกลิ่นไอสาระเป็นกลิ่นปลาร้า กะปิ แต่กลิ่นไอภาษาอังกฤษเป็นกลิ่นนมเนย
3. รูปแบบการนำเสนอกรณีศึกษาความร่วมมือระหว่าง LW กับ MST ในการสร้างความรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอผู้ริเริ่ม (initiator), เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและริเริ่มการใช้ LW กับ MST เพื่อการสร้างสรรค์ ที่คุณยุวนุชเรียกว่า Disruptive moment หรืออาจเรียกว่า Tipping point, และผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวก (Facilitator) ผมเห็นด้วยว่าองค์ประกอบทั้ง 3 นี้มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์
4. การชี้ให้เห็นคุณค่าของวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มในปี พ.ศ.2540 ทำให้สังคมไทยตระหนักถึงความร่ำรวยทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชนบท และทุนดังกล่าวส่วนหนึ่งคือ LW
5. การนำเสนอเรื่องราวในกรณีศึกษา ให้เห็นว่าเมื่อ initiator กำหนดเป้าหมายความมุ่งมั่นของตนแล้ว ได้พยายามเสาะหาความรู้ LW อย่างไร และได้แสวงหา MST มาใช้ประกอบ นำไปสู่ความสำเร็จในกิจกรรมอย่างไรบ้าง
6. การเปรียบเทียบ LW กับ MST ในรายงานหน้า 126
7. เมื่อได้อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผมรู้สึกเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ตามกรณีศึกษาทั้ง 9 มากขึ้นอย่างชัดเจน การได้รับรู้ที่มาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดว่ามีองค์ประกอบของ LW อย่างไรบ้าง เป็นการเสพเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง นำมาซึ่งความอิ่มเอมจิตใจ


ข้อควรปรับปรุง
1. ข้อเขียนหน้า 124 ถึง LW ว่า “mostly orally transmitted” ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่า LW อยู่ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และในกิจกรรมร่วมกันในสังคม ที่เรียกกันว่าชีวิตวัฒนธรรม และอยู่ในศิลปะต่าง ๆ ที่เรียกว่า ศิลปวัฒนธรรม ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องน่าจะว่า “not transmitted in written form” มากกว่า
ที่จริงข้อโต้แย้งนี้ไม่น่าจะสำคัญนัก เพราะคุณยุวนุชได้เขียนไว้แล้วว่า LW ส่วนใหญ่อยู่ใน culture
2. การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST ตาม SECI Model ไม่ชัดเจนในส่วนของ Externalization ในหน้า 342 – 344
ผมเข้าใจ (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) ว่า externalization เป็นการดึงความรู้ออกมาจากคนมาเข้ารหัสเป็นตัวหนังสือ รูป หรือรหัสแบบอื่น ซึ่งตามที่ครูบาสุทธินันท์และทีมงานฟ้าสู่ดินของท่านใช้ คือมีทีมงานไปถ่ายรูปกิจกรรม เอามาทำ PowerPoint ประกอบการพูดในที่ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฟ้าสู่ดิน ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจกิจกรรมที่ตนทำในอีกระดับหนึ่ง คือ externalize แล้วก็มีการตีความและสังเคราะห์ (combination) รวมกับความรู้เดิมที่มี แล้วพอมาผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็เกิด internalization เข้าไปในชาวบ้านแต่ละคน
ผมไม่คิดว่าวงจร SECI จะต้องหมุนอย่างเป็นระเบียบจาก S ไปยัง E ไปยัง C ไปยัง I ไปยัง S...ผมคิดว่ากระบวนการ SECI เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนมาก ในกรณีศึกษา 9 กรณีของวิทยานิพนธ์นี้ เป็นกระบวนการที่ตัวละครสำคัญคือ initiator, facilitator, ผู้มี LW, ผู้มี MST และผู้ปฏิบัติ มีปฏิสัมพันธ์กันและเกิด knowledge creation ขึ้น
ผมมองว่าในหลาย ๆ กรณีเกิด S ไปยัง E ไปยัง I คือพอ externalize ก็มีคนดูดซับเอาความรู้นั้นไปปฏิบัติทันที เป็นวงจรลัดโดยไม่จำเป็นต้องเกิด combination ระหว่าง explicit knowledge
3. ที่จริงในส่วนของการวิเคราะห์และสรุป (บทที่ 12) เป็นส่วนที่น่าสนุกที่สุด มีการถกเถียงกันได้มากที่สุด และจริง ๆ แล้วน่าจะตีความได้หลายแบบ ผมมองว่าคุณยุวนุชได้รวบรวม “วัตถุดิบ” ที่เป็นข้อมูลที่ดีมากมาได้มากมาย แต่แล้วเอามาปรุงเพียงนิดเดียว (25 หน้า) รู้สึกเสียดาย ว่าน่าจะปรุงให้เกิด “อาหาร” (ปัญญา) หลากหลายชนิดกว่านี้
หลังจากวิทยานิพนธ์นี้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว ผมอยากเชิญ ดร. ยุวนุช เป็นวิทยากรนำเสนอวิทยานิพนธ์นี้ และเชิญคนที่ critical จริง ๆ มาร่วมถกเถียงกระบวนการสร้างความรู้ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST มาคุยกันในรายละเอียดและลงลึกจริง ๆ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในภาคเศรษฐกิจพอเพียง


ความเห็นทั่วไป
1. ถือเป็นวิทยานิพนธ์ตัวอย่างได้ ผมอยากชวนคุณยุวนุชทำกิจกรรม 2 จังหวะ จังหวะแรกคือจัดประชุมนำเสนอและร่วมกันตีความและถกเถียงกระบวนการสร้างความรู้ในกรณีศึกษา 9 กรณีนี้ จังหวะที่ 2 คือเรียบเรียงใหม่เป็นหนังสือภาษาไทย เชื่อว่าจะมีสำนักพิมพ์แย่งต้นฉบับไปพิมพ์
2. ผมอยากเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST มาก ๆ แต่เป็นปฏิสัมพันธ์โดยเอาฝ่ายที่มี LW เป็นฐาน ใช้ปฏิสัมพันธ์เพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของฝ่ายท้องถิ่น/ชุมชน ซึ่งก็คือเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง
3. คุณยุวนุชได้วิจารณ์ไว้บ้าง ว่ากรณีที่ initiator เป็นนักธุรกิจ ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ไม่ต่อเนื่อง กรณีเช่นนี้เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST เพื่อประโยชน์ของคนนอก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนในกลุ่มที่มี LW ผมอยากเห็นวิทยานิพนธ์ที่เน้นเปรียบเทียบการเรียนรู้ของชาวบ้านในโครงการที่ initiator เป็นคนในชุมชนเอง กับโครงการที่ initiator เป็นคนนอกที่มีเป้าหมายเพื่อธุรกิจของเขา ศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มละสัก 5 กรณี ศึกษาให้ลึกดูว่าชาวบ้านเกิดหรือไม่เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใด และวิเคราะห์นำเสนอว่าแม้ initiator จะเป็นคนนอก ชาวบ้านก็เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องยั่งยืนได้ โดยต้องมีปัจจัยใด ฯลฯ


โจทย์วิจัยที่น่าจะมีคนทำต่อ
เรื่องนี้คิดจินตนาการออกไปได้มากมายไม่มีที่สิ้นสุด ขอยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป
1) การวิจัยลงไปในระดับ micro & participatory เพื่อดูกลไกของการสร้างความรู้/หมุนเกลียวความรู้โดยเจ้าของ LW จากปฏิสัมพันธ์ของ LW กับ MST
การวิจัยของคุณยุวนุชเป็นแบบ macro & non – participatory เรายังต้องการการวิจัยเพื่อสื่อให้เห็นแนวทางที่คนใน LW จะได้รับประโยชน์จากการใช้ทั้ง LW และ MST ในกิจการของตน โดยการทำกระบวนการ KM หมุนเกลียวความรู้เรื่อยไปไม่จบสิ้น
2) การวิจัยแบบ long term ใช้เวลาสัก 3 – 4 ปี ดูการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสร้างความรู้ในเจ้าของ LW เมื่อใช้ MST เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย
นี่คือการศึกษา KM ในชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน
3) คุณยุวนุชเลือกศึกษากรณีศึกษาที่เป็นเรื่องราวของความสำเร็จ ถ้าเราเข้าไปศึกษาในชุมชนจริง ๆ จะพบว่าเรื่องราวของความสำเร็จมีน้อยกว่าเรื่องราวของความล้มเหลว ดังกรณี OTOP เป็นที่รู้กันว่า OTOP ที่สำเร็จจริง ๆ มีน้อยมาก จึงน่าจะมีผู้ศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีความสำเร็จยั่งยืนต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 5 – 10 ปี กับกลุ่มที่สำเร็จเพียง 2 – 3 ปีก็ล้มเลิกไป ไม่ยั่งยืน ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องการสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST และในเรื่องปัจจัยอื่น ๆ

ผมมีความรู้สึกมานานแล้วว่า การเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเชิดชูยกย่องและใช้ประโยชน์นั้น
มักมีลักษณะใช้ภูมิปัญญาที่หยุดนิ่งแข็งตัว ไม่คิดผสมผสานความรู้จากภายนอก โดยเฉพาะความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ยั่งยืน แข่งขันไม่ได้ วิทยานิพนธ์ของคุณยุวนุช ศึกษาเข้าไปในประเด็นนี้อย่างเหมาะเหม็ง และทำให้ผมฝันว่าจะมีคนที่มีพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์การทำงานต่างจากคุณยุวนุช เข้ามาศึกษาการสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ของ LW กับ MST ในแง่มุมที่ต่างออกไป

แต่ความลำเอียงของผมก็คือ ผมอยากให้มีคนศึกษาเพื่อให้คนในฝั่ง LW ได้รับประโยชน์จากการเข้าไปศึกษาตีความแบบนี้ให้มาก ๆ ให้เกิดการสร้างความรู้ LW ที่เป็นพลวัต

วิจารณ์ พานิช
17 พ.ค.48
จังหวัดชุมพร

6 Comments:

At 6:20 PM, Anonymous Anonymous said...

วันนี้ (18 พ.ค.48)มาทีเดียว 3 เรื่อง ตามอ่านแทบไม่ทันเลยครับ แต่ผมรออ่านเรื่องของ จ.ชุมพร อยู่นะครับ และขอเชิญท่านอาจารย์แวะเยี่ยมชม Blog ของผมได้ที่ http://weblog.manager.co.th/publichome/aisune/

ขอบคุณครับ

ไอศูรย์

 
At 1:16 PM, Anonymous Anonymous said...

จากการที่ผมได้อ่านบทความนี้ต้องขอบอกว่าบทความนี้เป็นบทความที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากครับ
และส่วนการที่อาจารย์วิจารณ์จะเชิญ ดร.ยุวนุช เป็นวิทยากรนำเสนอวิทยานิพนธ์นี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่อยากจะขอเสนอความคิดเห็นส่วนตัวสักนิดครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าการเชิญคนที่ critical จริง ๆ มาร่วมถกเถียงเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่สำหรับคนที่เริ่มศึกษาในเรื่อง km หรือยังมีความรู้หรือประสบการณ์ที่น้อยอยู่(แต่มีความสนใจและตั้งใจจริง)ก็จะไม่มีโอกาสในการเข้าร่วมฟังหรือสนทนาหรือเปล่าครับ ถ้าเป็นยังงั้นจริงผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับ เพราะ km ก็จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้มากๆหรือ คนที่ criticalจริงๆ ส่วนผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นก็ไม่มีโอกาสที่จะแชร์ความรู้หรือซึบซับความรู้ที่เป็นประโยชน์นะครับ(ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง จะเป็นการจัดการความรู้ที่สมบูรณ์หรือเปล่าครับ)
สุดท้าย ผมขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ สำหรับบทความและแนวคิดที่มีประโยชน์อย่างมากครับ

 
At 9:58 AM, Anonymous Anonymous said...

ถ้าต้องการอ่านวิทยาพนธ์ฉบับนี้สามารถหาอ่านได้ที่ไหนคะ

 
At 9:56 AM, Anonymous Anonymous said...

ได้อ่านบทวิจารณ์ ของท่านอาจารย์แล้ว แม้ว่ายังไม่สามารถหาบทวิทยานิพนธ์ของยุวนุชอ่านได้ก็ตาม ก็รู้สึกซาบซึ้งและชื่นชมกับความสามารถของคุณยุวนุชประกอบกับความรู้ที่แตกฉานและมีความเชี่ยวชาญสูง และเห็นคุณค่าขององค์ความรูคนพื้นบ้านไทยอย่างเช่นท่านอาจารย์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ประเด็นที่ตนเองได้ประโยชน์ในฐานะการเป็นนักศึกษา ป เอก อีกคน ก็คือการที่จะไปเพิ่มพูน และทุ่มเทเสียสละ และความอดทนในงานของตนเองและเพิ่มพูนกำลังใจต่อตนเองได้อีกมาก ถึงแม้ว่ารายงานวิทยานิพนธ์ของตนเองคงจะไม่ได้มีโอกาสได้ผ่านสายตาของท่านอาจารย์เพื่อได้รับเกียรติในการติชมก็ตาม

ขอบคูณมากค่ะ
อรุณศรี

 
At 1:33 PM, Anonymous เพ็ญศรี said...

อ่านบทวิจารย์ของอาจารย์ด้วยความประทับใจ อยากศึกษางานของ ดร.ยุวนุช แต่อย่างไรก็ตาม บทวิจารณดังกล่าว เป็นประโยชน์ในฐานะที่กำลังศึกษา และทำวิจัย ของ ป.เอกเป็นอย่างมาก กราบขอบคุณยิ่ง

 
At 12:21 PM, Blogger อรรถไกร said...

Knowledge Creation and Sustainable Development : A Collaborative Process between Thai Local Wisdom and Modern Sciences

http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/074/955/original_KS_DS_1.pdf?1290599246

 

Post a Comment

<< Home