Wednesday, May 18, 2005

โรงเรียนชาวนาสรุปกิจกรรม ๖ เดือนที่สอง

โรงเรียนชาวนาสรุปกิจกรรม ๖ เดือนที่สอง
วิจารณ์ พานิช
16 พ.ค.48

เมื่อวันที่ ๔ พค. ๔๘ โครงการจัดการความรู้เพื่อการทำนาในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของมูลนิธิข้าวขวัญ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรหลักสูตรระดับต้น (การจัดการแมลงโดยไม่ใช้สารเคมี) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายทรงพล ทิมาศาสตร์ ให้เกียรติมาเป็นผู้แจกประกาศนียบัตร ผมไปเป็นสักขีพยานและนั่งฟังการรายงานความก้าวหน้าของกิจกรรมระยะที่สอง (การบำรุงดินโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี) ของโรงเรียนชาวนาทั้ง ๔ อำเภอ

โรงเรียนชาวนา ต. วัดดอน อ. เมือง มีกิจกรรมเสริมคือ ออกกำลังกาย และเล่าเรื่องขำขัน ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย เรียนได้ดี ถือตามคำที่ว่า “อารมณ์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”

สรุปได้ว่า ในช่วงของหลักสูตรการบำรุงดินโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนั้น นักเรียนโรงเรียนชาวนา ดำเนินการ
1. สำรวจแปลงนาด้วยตา สังเกตละเอียด ได้แก่สังเกตดิน น้ำ สัตว์ และพืชในแปลงนา สำหรับต้นข้าวมีการนับจำนวนใบเป็นระยะๆ ของอายุ ดูการแตกกอ วัดความสูง สำรวจราก ว่ามีกี่เส้น ความยาวและการกระจายของราก ฯลฯ นักเรียนโรงเรียนชาวนาบอกว่าดินในแปลงนาที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยธรรมชาติจะหอมกลิ่นดิน ในขณะที่ดินในแปลงนาที่ใช้ปุ๋ยเคมีจะไม่หอม และมีลักษณะเป็น “ดินตาย” คือเป็นดินที่ไม่มีชีวิต
2. ตรวจสอบสภาพดินทางเคมี เปรียบเทียบดินจากแปลงนาของนักเรียนแต่ละคน มีโรงเรียนหนึ่งตรวจสภาพดินของนา กว่า ๓๐ แหล่ง พบดินที่สภาพสมบูรณ์ที่เดียว จากแปลงนาที่ใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์มาถึง ๓ รอบการทำนา
3. ทดลองปรับปรุงสภาพดินและปลูกข้าวในกระถางหรือแปลงสาธิต
4. มีการถกเถียงทำการบ้าน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างนักเรียนด้วยกัน
5. สร้างความรู้ขึ้นใช้เองและแบ่งปันกัน ได้แก่ไปเก็บเชื้อจุลินทรีย์จากป่าไซเบอร์ และป่าห้วยขาแข้ง เอาไว้ใช้ มีการขยายหัวเชื้อ มีการทำปุ๋ยหมักกว่า ๑๐๐ สูตร (บางสูตรใส่ M-150 ด้วย)
6. มีการจดบันทึกอย่างต่อเนื่อง
7. มีคนภายนอกมาเยี่ยมชมและดูงานมากขึ้น เนื่องจากมีสื่อมวลชนออกข่าว จนชักจะเป็นภาระ ไม่มีเวลาทำงาน

ผลที่ได้รับ
1. รู้ความแตกต่างของดิน
2. เรียนรู้วิธีปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการปลูกข้าวในแต่ละแปลงนา
3. เรียนรู้เรื่องแมลงมากขึ้น เพิ่มจากช่วง ๖ เดือนแรก
4. อยู่ระหว่างการทดลองเพื่อเข้าสู่สภาพไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย

ผู้ว่าราชการจังหวัดแสดงความชื่นชมต่อการดำเนินการของ มขข. ว่าล้ำหน้าทางราชการไปแล้วในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ย้ำว่ายินดีสนันสนุนกิจกรรมเช่นนี้ในฐานะผู้ว่าซีอีโอ รวมทั้งเรื่องงบประมาณด้วย ซึ่งทาง มขข. ก็เตือนชาวบ้านว่าให้ระวังสิ่งที่ทางราชการหยิบยื่นให้ เพราะในโลกนี้ไม่มีของฟรี เขาให้งบประมาณ เขาก็จะกะเกณฑ์ผลงาน ที่จะต้องได้เร็วรีบด่วน ผลงานสำคัญกว่าผลจริงสำหรับหน่วยราชการจำนวนมาก การช่วยเหลือจากราชการต้องตกลงเงื่อนไขกันให้ชัดเจน ชาวบ้านต้องรู้จักต่อรอง และรู้จักปฏิเสธสิ่งที่เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ


นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

เวลานี้ชาวบ้านกลุ่มนักเรียนโรงเรียนชาวนาของ มขข. อยู่ในลักษณะคล้ายๆ สำลักความสำเร็จ เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังจากการประโคมของสื่อมวลชน ถ้าไม่ระวังนักเรียนโรงเรียนชาวนาจะแตกกันหรืออาจโดนคนมาขอดูงานจนไม่มีเวลาทำงาน หรือถูกหยิบยื่นสิ่งที่ไม่เหมาะสมให้ นี่คือสัจธรรมของชีวิตซึ่งมีอันตรายรอบด้าน ทั้งอันตรายที่เห็นโจ่งแจ้ง และอันตรายที่แฝงมากับความหวังดี ความสำเร็จ
ผมเองมีความรู้สึกว่าการเสนอผลงานคราวนี้สู้คราวที่แล้วไม่ได้ รู้สึกว่าผลสำเร็จมันยังตะกุกตะกักอยู่ มาเข้าใจชัดก็เมื่อคุณจิ๋ม (จันทนา) ผู้จัดการโครงการบอกว่ายังไม่มีโรงเรียนใดเรียนครบหลักสูตรบำรุงดิน และได้ฟังคำอธิบายจากคุณเดชา ศิริภัทร ว่าธรรมชาติของการเปลี่ยนความคิดจากใช้ปุ๋ยเคมีเป็นไม่ใช้ ยากกว่าการเปลี่ยนความคิดในเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงเป็นไม่ใช้

คุณเดชาบอกว่าได้รับเงินสนับสนุนโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยชาวนา เป็นโครงการต่อยอดจากโรงเรียนชาวนา ชาวนาที่ผ่านการเรียนและเปลี่ยนความคิดเป็นไม่ใช้สารเคมีเลย ก็จะได้เข้าโครงการต่อยอดนี้

ผมมีความสุขมากที่ได้รับทราบความสำเร็จของโครงการโรงเรียนชาวนา และได้ทราบว่าจะมีโครงการต่อยอดต่อไปอีก

ผมบอกกับนักเรียนโรงเรียนชาวนาว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือชาวนาต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง โดยการขวนขวายหาความรู้จากภายนอก เมื่อได้มาแล้วก็อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ทดลองใช้นิดหน่อยก่อน และเอาผลที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกลุ่มเพื่อน เมื่อได้ผลดีจึงลองใช้มากขึ้นและบอกต่อ ทำเช่นนี้หมุนเวียนเรื่อยไปไม่จบสิ้น

วิจารณ์ พานิช
๔ พค. ๔๘

1 Comments:

At 7:19 PM, Blogger kasorns said...

มีความสุข ด้วยมากจริงๆค่ะ
วรรณวไล อธิวาสน์พงศ์

 

Post a Comment

<< Home