Friday, May 20, 2005

การจัดการความรู้ในโรงเรียนรุ่งอรุณ

การจัดการความรู้ในโรงเรียนรุ่งอรุณ
วิจารณ์ พานิช
20 พ.ค.48

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.48 ผมไปประชุมใหญ่ประจำปีของมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ มูลนิธินี้มี ศ. นพ. ประเวศ วะสี เป็นประธานกรรมการ ตัวโรงเรียนมี รศ. ประภาภัทร นิยม เป็นผู้อำนวยการ นอกจากโรงเรียนแล้วทางมูลนิธิกำลังก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษา ชื่อว่า สถาบันอาศรมศิลป์

ผมฟังรายงานกิจกรรมทั้งของโรงเรียนและของสถาบันก็ถึงบางอ้อ ว่าคนกลุ่มนี้กำลังดำเนินการจัดการความรู้อย่างขะมักเขม้น และสภาพขององค์กรเป็นองค์กรเรียนรู้อย่างชัดเจน

เรามีองค์กรเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นตัวอย่างอีก 1 แห่งแล้วนะครับ

โรงเรียนอื่น ๆ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เน้นที่การ “สอน” ละเลยการ “เรียน” หรือไม่จัดกิจกรรมเพื่อการเรียน ไม่ออกแบบการเรียน

นี่คือจุดอ่อนในวงการศึกษาที่ รร. รุ่งอรุณ และสถาบันอาศรมศิลป์ภายใต้การนำของ รศ. ประภาภัทร เข้ามา “ทดลอง” ปิดช่องว่างนี้ให้แก่สังคมไทย

ผมใช้คำว่า “ทดลอง” ก็เพราะทีมงานของ รร. รุ่งอรุณ และสถาบันอาศรมศิลป์มีท่าที “สงสัย” หรือ “ตื่นตัว เรียนรู้” อยู่ตลอดเวลา

ผมจะลองตีความว่า รร. รุ่งอรุณ และสถาบันอาศรมศิลป์ออกแบบการเรียนรู้อย่างไร

บางท่านอาจเรียกว่าทำวิจัยก็ได้
(1) ครูร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ของนักเรียน การเรียนรู้ในแต่ละปีการศึกษาจะไม่เหมือนกัน ที่จริงผมเดาว่าลึก ๆ แล้วมีส่วนที่เหมือนมากกว่าไม่เหมือน ส่วนที่เหมือนคือสาระ ส่วนที่ต่างคือวิธีการ การที่ครูทุกคนต้องร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นทีม ๆ นี้ มองในมุมหนึ่งก็คือ Team Learning นั่นเอง เรียนการเรียนรู้ของทีมครู โดยอาศัยการปฏิบัติงานประจำของตน คือทำให้การปฏิบัติงานประจำเป็นการเรียนรู้ ผมได้ยินมาว่าตอนตั้ง รร. รุ่งอรุณใหม่ ๆ ครูทนไม่ไหว ลาออกไปหลายคน แต่ตอนนี้ครูมีทักษะนี้แล้ว กลายเป็นสภาพการทำงานที่สนุก เพราะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือช่วยกันคิด
ท่านที่ต้องการเห็นร่องรอยการออกแบบการเรียนรู้ของนักเรียนต้องไปอ่านเอกสารเผยแพร่ของ รร. รุ่งอรุณ ที่ทำออกมาเป็นระยะ ๆ หรือต้องไปสัมผัสโดยตรงจะยิ่งดี

(2) เรียนรู้ทั้งจากตำราและจากของจริง เหตุการณ์จริง เอกสาร “บทสรุปการดำเนินงานกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ โครงการร่วมมือ...สานฝัน...อันดามัน...ฟื้น ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2548 มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ” ผสานกับคำอธิบายของ รศ. ประภาภัทร ทำให้ผมเห็นว่า รร. รุ่งอรุณ และสถาบันอาศรมศิลป์ ใช้การเข้าไปดำเนินการ “ร่วมมือ – สานฝัน” กับผู้ประสบภัย สึนามิเป็น “ห้องปฏิบัติการ” เพื่อการเรียนรู้จากสภาพชีวิตจริงของผู้คน โดยเฉพาะผู้คนที่ประสบความทุกข์ยากจากภัยพิบัติ เมื่อเข้าไปเรียนแล้วก็ถ่ายทอด tacit knowledge ของแต่ละคนออกมาเป็นบันทึก มีการรวบรวมสรุป นำมาร่วมกันตีความและต่อยอดความรู้อย่างต่อเนื่อง
เท่ากับเป็นการหา “กิจกรรม” ให้ครู – ผู้ปกครอง – นักเรียน ได้เรียนรู้ร่วมกันในลักษณะไป “ดูดซับ” (capture) tacit knowledge เอามาตีความหลาย ๆ ชั้น สั่งสมเป็นความรู้ของบุคคลและของสถาบัน
โครงการ “ร่วมมือ – สานฝัน” อันดามัน/สึนามิ เป็นเพียงโครงการหนึ่งในจำนวนหลายสิบ (น่าจะเป็นร้อย) โครงการ/กิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ของโรงเรียนรุ่งอรุณและสถาบันอาศรมศิลป์

(3) เรียนรู้จากทุกกิจกรรมที่ตนดำเนินการ สถาบันอาศรมศิลป์มีหน่วยงานเพื่อการให้บริการสังคม ชุมชน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 8 หน่วยงานที่น่าสนใจทั้งสิ้น (เพราะคิดและทำต่างไปจากที่อื่น) แต่จะยกมาเล่าหน่วยงานเดียวคือ อาศรมครูรุ่งอรุณ (Teacher Training Centre) ซึ่งผมแนะนำให้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Teacher Learning Centre เพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกระบวนทัศน์ใหม่ ว่าการพัฒนาบุคลากรขององค์กรควรใช้ learning mode ไม่ใช่ training mode
ความมีชื่อเสียงของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบรุ่งอรุณ ทำให้หลายโรงเรียนมาดูงาน และต้องการฝึกฝนวิธีการเพื่อนำไปปฏิบัติในโรงเรียนของตน ที่น่าสนใจที่สุดคือเทศบาลนครขอนแก่น ผู้บริหารตั้งแต่นายกเทศมนตรีลงมา มีความเอาจริงเอาจังในการปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียน 11 แห่งในสังกัดมาก และศรัทธาในวิธีการแบบรุ่งอรุณ ถึงขนาดมีการลงนามในสัญญาความร่วมมือจัดการฝึกอบรมครูในสังกัด โดยสถาบันอาศรมศิลป์ให้บริการการฝึกอบรมเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง ในกิจกรรมนี้อาจารย์ของสถาบันก็สั่งสมความรู้และประสบการณ์ในการให้บริการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาครู รศ. ประภาภัทรกล่าวว่ากิจกรรมนี้เป็นแหล่งรายได้ที่ดีช่องทางหนึ่งของสถาบันฯ และเป็นกิจกรรมที่ทำให้อาจารย์ของสถาบันเกิดการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

(4) มีการจดบันทึก สำหรับเก็บไว้ใช้งานต่อ อย่างกรณีอาศรมครูรุ่งอรุณมีเอกสาร “กองทุนอบรมสัมมนา” จดบันทึก tacit knowledge ที่เกิดขึ้นจากการอบรม คือจดไว้ในรูปของคำพูดของคนที่ผ่านเหตุการณ์มาหยก ๆ ทีมงานของมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณดูจะเก่งเป็นพิเศษในการ “จัดการ"”ความรู้แบบฝังลึกนี้

เขียนมาถึงตอนนี้ (วันที่ 12 พ.ค.48) คุณวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ บรรณาธิการนิตยสาร “สานปฏิรูป” มาคุยปรึกษาเรื่องการ “ปฏิรูปสานปฏิรูป” คือจะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่หมด เพราะแบบเดิมอยู่ไม่ได้ ขาดทุน ต้องคิดแบบกลับหลังหัน ซึ่งผมสนับสนุนเต็มที่ แต่จะไม่เล่าในที่นี้ จะเล่าพาดพิงไปว่านิตยสารนี้ลงเรื่องโรงเรียนรุ่งอรุณในฉบับที่ 84 (เมษายน 2548) และฉบับที่ 85 (พฤษภาคม 2548) ตีความ “การจัดการความรู้วิถีพุทธ” ของโรงเรียนรุ่งอรุณ ท่านที่สนใจโรงเรียนรุ่งอรุณน่าจะไปหามาอ่าน

คุณวิวัฒน์บ่นว่าโรงเรียนรุ่งอรุณยังจัดการความรู้ไม่ลึกพอ เพราะยังไม่ได้สังเคราะห์ความรู้จากประสบการณ์ของตน เขียนออกมาอย่างเป็นระบบออกเผยแพร่ ผมมองตรงกันข้ามว่าโรงเรียนรุ่งอรุณจัดการความรู้ลึกมาก โดยจุดสำคัญคือจัดการความรู้ไว้ใช้เอง ไว้พัฒนากิจการของตนเอง ผลที่เห็นคือผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียนมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีการต่อยอดความรู้จากนักเรียนรุ่นก่อน ๆ

เห็นไหมครับ องค์กรเรียนรู้เป็นองค์กรที่เข้าใจยาก และการตีความเรื่ององค์กรเรียนรู้/การจัดการความรู้ก็ตีความได้หลายมุมมอง ไม่มีถูกไม่มีผิด แล้วแต่ใครจะมองมุมไหน

(5) มีการนำความรู้กลับมาใช้ใหม่ การ “รีไซเคิล” ความรู้นี่แหละครับ ทำให้ทั้งครูและนักเรียนของโรงเรียนรุ่งอรุณและอาศรมศิลป์เก่งขึ้นเรื่อย ๆ มีผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการ “ต่อยอด” จากทั้งความรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และจากประสบการณ์ของคนอื่น

การตีความเรื่องการจัดการความรู้ที่ รร. รุ่งอรุณและสถาบันอาศรมศิลป์นี้ คงจะมีแง่มุมที่จะเล่าได้มากมายถ้าผมได้เข้าไปสัมผัสกิจกรรมจริง ๆ แต่นี่เป็นการตีความผ่านเอกสาร คำบอกเล่า และการสังเกตอยู่ห่าง ๆ ไม่มีประสบการณ์ตรง จึงไม่กล้าเล่าลงไปลึกมาก

วิจารณ์ พานิช
13 พ.ค.48

1 Comments:

At 4:59 PM, Anonymous เด็กรรนี้ said...

อย่าว่ากันเลยนะคะแต่ในฐานเด็กรุ่งอรุณคนหนึ่งขอบอกว่านักเรียนส่วนหญ่ที่อยู่ร.ร.นี้มานาน เกลียด ร.ร.นี้ค่ะ ไอ้ค่าเฉลี่ยที่เอนติดมหาลัยรัฐน้อยลงๆๆ เลิกเรียนช้า ปิด/เปิดไม่ตรงชาวบ้านทำให้เราพลาดโอกาศหลายๆอย่างค่ะ ถ้าสังเกตุดีๆจะมีคนไปเรียนต่างประเทศและสอบออกเยอะมากช่วงมอหนึ่งและสาม เพราะทุกคนไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อค่ะ



ปลไอ้รรเฮงซวย

 

Post a Comment

<< Home