Wednesday, May 25, 2005

การจัดการความรู้ท้องถิ่น

การจัดการความรู้ท้องถิ่น
วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

ผมขอนำรายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ท้องถิ่น – ภาคประชาชน – ประชาสังคม ครั้งที่ 14 (เราประชุมกันทุก ๆ 2 เดือน) เมื่อวันที่ 22 มี.ค.48 มาลงไว้ การประชุมครั้งที่ 15 จัดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.48 เมื่อคุณอุรพิณเขียนรายงานเสร็จ จะเอามาลงให้ผู้สนใจได้ทราบ
รายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น - ภาคประชาชน - ประชาสังคม (ครั้งที่ 14)
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2548 เวลา 9.00- 12.00 น.
ณ ห้องประชุม สสส. 1 ชั้น 15 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์
ถนนพหลโยธิน สามเสนใน กรุงเทพฯ

I I I I I I I I I

ผู้เข้าร่วมประชุม
1. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
คุณพัชรี ศรีงาม เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร
คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้า กลุ่มสนับสนุนวิชาการ
3. วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)
คุณวีระ นิจไตรรัตน์
4. โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.)
คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการ
คุณสุทิน ศิรินคร เลขานุการ
คุณสมโภชน์ นาคกล่อม นักวิชาการ
5. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
คุณอาภา พงศ์คีรีแสน เจ้าหน้าที่โครงการ สกว. สำนักงานภาค
6. สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนา
การเรียนรู้
คุณธวัช หมัดเต๊ะ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณอุรพิณ ชูเกาะทวด เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ
คุณศศิธร อบกลิ่น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
คุณจิราวรรณ เศลารักษ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
เริ่มประชุม 9.00 น.

วาระที่ 1. เรื่องเพื่อทราบ
วาระที่ 1.1 ความร่วมมือในการพัฒนาสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ หัวหน้าโครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) นำเสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น (นจท.) สรุปได้ว่า จากผลการทำงานของโครงการ สรส. ระยะที่ 1 ที่ผ่านมาได้สร้างและพัฒนานักจัดการความรู้ท้องถิ่นให้มีความคิด ความเข้าใจ มีทักษะในการออกแบบการเรียนรู้ได้ระดับหนึ่งแล้ว งานในระยะต่อไปจึงให้ความสำคัญในเรื่องการเชื่อมโยง นจท. เหล่านั้น เข้ากับโครงสร้างปกติของชุมชน โดยมีความเห็นว่าหน่วยงานที่มีความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันในระยะที่ 2 คือ 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) สหกรณ์ โดย นจท.เดิม และที่คาดว่าจะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องทำงานเสมือนเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงชุมชนกับหน่วยงานภายนอกได้ ซึ่งเครื่องมือด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรียนรู้ส่วนนี้ได้ และจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากสามารถผลักดันให้เกิดเป็นสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น เพราะจะทำให้กิจกรรมแต่ละส่วนสอดคล้องและต่อเนื่องกัน

จากที่มีโอกาสได้พบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และได้เสนอแนวความคิดนี้ พบว่าท่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ประกอบกับได้ทดลองทำในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เต็มรูปแบบมากนัก ท่านจึงเสนอให้ใช้งบประมาณของจังหวัดไปก่อน จนกว่าจะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยจะได้หารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 27 เมษายน 2548 นี้
ในส่วนของจังหวัดอุทัยธานีนั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) โดยคุณจิริกา นุตาลัย ผู้ช่วยผู้อำนวย และคุณทรรศิน สุขโต เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ได้มาหารือในการเชื่อมโยงการทำงานในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนเข้ากับงานของ สรส. ในระยะที่ 2 ได้หรือไม่ ซึ่งคุณทรงพลก็ยินดีแต่ขอศึกษาพื้นที่และศักยภาพของ นจท. ในพื้นที่ก่อน

สำหรับพื้นที่เดิมของโครงการ สรส. ระยะที่ 1 นั้น ได้มีการประชุมร่วมกันไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ณ โรงแรมคุ้มสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี โดยเชิญนายก รองนายก ปลัด เลขา ตัวแทนสมาชิก และประธานสภา อบต. 17 อบต. จาก 5 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมประมาณ 60 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันในรูปแบบของสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น เป็นการร่วมกันพัฒนาสมาชิก อบต. และคนในชุมชน เป็นการเรียนรู้บนฐานงานจริง ชีวิตจริง โดย อบต. สนับสนุนเวลา สถานที่ งบประมาณให้คนของตน สกว. สคส. จะสนับสนุนในส่วนอื่นตามความจำเป็น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้คาดว่าภายใน 2 ปี สมาชิกของ อบต. ที่เข้าร่วมจะได้เรียนรู้
1. การวิเคราะห์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม
2. การเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้และเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้
3. พลังกลุ่ม
4. การออกแบบการเรียนรู้
5. การจัดการเรียนรู้สู่ดุลยภาพ
6. การบูรณาการ
7. การจัดการความรู้
8. การจัดองค์กรและเครือข่าย
9. การประชุมอย่างมีส่วนร่วม

สำหรับแนวทางการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนคือ
1. รวบรวมรายชื่อ อบต. และผู้ประสานงาน
2. ประชุมพัฒนาหลักสูตร
3. กำหนดแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้
4. ลงมือปฎิบัติ
กิจกรรมในข้อ 2 มีกำหนดจัดในวันที่ 5 เมษายน 2548 ณ โรงแรมคุ้มสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี
ในส่วนของแนวทางความร่วมมือกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนั้น มีกำหนดหารือร่วมกันในวันที่ 24 มีนาคม 2548 เกี่ยวกับรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ

ความเห็นที่ประชุม
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ให้ความเห็นว่าต้องเน้นให้ อบต. เห็นความสำคัญของการที่ต้องมี “คุณอำนวย” ใน อบต. ของตนเอง และทักษะอย่างหนึ่งที่ควรฝึกฝนนอกเหนือจาก 9 ข้อข้างต้นแล้วคือ การบันทึก โดยให้แยกออกมาเป็นข้อที่ 10 ไม่ต้องอยู่รวมในข้ออื่น สำหรับการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีนั้น ขอให้คุณธวัช หมัดเต๊ะ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ สคส. ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต
คุณวีระ นิจไตรรัตน์ จากวิทยาลัยการจัดการทางสังคม ให้ความเห็นว่าจากประสบการณ์ในการลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า นักจัดการความรู้ท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่จะเป็นครู โดยปัญหาใหญ่ยังคงเป็นการจับประเด็น การบันทึก ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลแต่ไม่ได้ประเด็นสำคัญ

วาระที่ 2. รับรองรายงานการประชุม
วาระที่ 2.1 รับรองรายงานการประชุมภาคีจัดการความรู้ในท้องถิ่น – ภาคประชาชน – ประชาสังคม ครั้งที่ 13

ความเห็นที่ประชุม
รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 13

วาระที่ 3. เรื่องเพื่อพิจารณา
วาระที่ 3.1 Workshop “คุณอำนวย” จัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจน
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) มีกำหนดจัด workshop “คุณอำนวย” จัดการความรู้แก้ปัญหาความยากจน ให้แก่ “คุณอำนวย” ในโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในวันที่ 31 มีนาคม 2548 ณ โรงแรมแมกซ์ พระรามเก้า กรุงเทพมหานคร โดยในเบื้องต้นมีความเห็นพ้องกันว่าให้ใช้ประเด็น “แผนแม่บทชุมชน” เป็นตุ๊กตาในการเรียนรู้กระบวนการ เพราะฉะนั้นผู้เข้าร่วมจึงเป็นแกนนำชุมชนที่มีประสบการณ์ในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเป็น “คุณอำนวยตัวจริง” ในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งจาก สกว. และ พอช. หรือ “คุณอำนวยตัวปลอม” รวมทั้งสองส่วนประมาณ 50 คน

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการจัดทำแผนที่ตัวเดินเรื่องร่วมกัน เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง ความสำคัญ ของการทำแผนแม่บทชุมชนว่ามีส่วนในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างไร กิจกรรมต่อมาเป็นการเรียนรู้เรื่องตารางอิสรภาพ, ธารปัญญา, และบันไดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วงสุดท้ายจะเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการทำ Action Plan เพื่อให้เชื่อมโยงต่อไปถึงการต้องกลับไปลงมือปฏิบัติในพื้นที่ และมีกำหนดการที่แน่นอนในการกลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำไปปฏิบัติว่ามีปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร หมุนวนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ความเห็นที่ประชุม
คุณวีระ นิจไตรรัตน์ ให้ความเห็นว่าการคัดเลือก “คุณอำนวย” เข้าร่วม workshop นี้ต้องให้ความสำคัญในการนำไปปฏิบัติได้จริงด้วย ต้องสามารถเชื่อมโยงกับงานด้านแผนแม่บทชุมชนที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ขอให้คุณพัชรี ศรีงาม นำประเด็นที่คุณวีระเสนอไปหารือร่วมกับคุณทรรศิน สุขโต และคณะทำงาน ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเพื่อให้ได้ “คุณอำนวยตัวจริง” มาร่วมเวทีต่อไป

วาระที่ 3.2 และ 3.3 กิจกรรมจัดการความรู้เกษตรธรรมชาติและการจัดการความรู้พิจิตรเข้มแข็ง

คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนวิชาการ สสจ.พิจิตร ขอนำเสนอกิจกรรมจัดการความรู้เกษตรธรรมชาติและการจัดการความรู้พิจิตรเข้มแข็งพร้อมกันเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน สรุปได้ดังนี้ จังหวัดพิจิตรเป็นจังหวัดที่มีสถิติเกษตรกรป่วยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศหลายปีติดต่อกันจนล่าสุดเมื่อปี 2547 ขึ้นเป็นอันดับ 1 เพราะใช้สารเคมีมาก หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ย่อมส่งผลให้สุขภาพของเกษตรกรเลวลง ตามมาด้วยปัญหาหนี้สิน สภาพสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย จึงได้รับมอบหมายจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในขณะนั้นให้หาแนวทางในการแก้ปัญหา จึงเริ่มจากการหาข้อมูลจากนักวิชาการในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดว่ามีการดำเนินการอย่างไรมาแล้วบ้าง พบว่ามีเพียงการเจาะเลือดตรวจเท่านั้น เมื่อไม่พบทางออกจากนักวิชาการและเจ้าหน้าที่แล้ว จึงมีแนวคิดว่าแม้จะมีสถิติการป่วยเป็นอับดับ 1 ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนป่วย เพราะฉะนั้นจะต้องมีเกษตรกรบางคนที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงเชิญเกษตรกร แกนนำปราชญ์ชาวบ้านเหล่านั้นมาพูดคุยว่ามีวิธีจัดการเรื่องนี้อย่างไร และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนผู้นำเกษตรกร แต่ยังไม่เป็นระบบ จนได้มีโอกาสศึกษาเรื่องจัดการความรู้ เห็นแนวทางในการนำการจัดการความรู้มาใช้พัฒนางาน พัฒนาคน และในช่วงนี้เองที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านระบบบริการและดูแลโครงการเมืองไทยแข็งแรง รวมทั้งเป็นเลขาธิการมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรอีกหนึ่งตำแหน่ง

Workshop ครั้งแรกด้านการจัดการความรู้จัดให้แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรและแกนนำเกษตรกร เมื่อเดือนตุลาคม 2547 มีผู้เข้าร่วมด้วยความสมัครใจประมาณ 20 คน ผลจากวันนั้นคือเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งสามารถนำเทคนิควิธีการด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาไปใช้ในการทำงาน แปลงเป็นแผนงานการพัฒนาสถานบริการทั้งจังหวัด ใช้ในการเตรียมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดยไม่ทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับการทำงานของทีมพัฒนาคุณภาพ

ครั้งที่ 2 เดือนตุลาคม 2547 ณ วัดวังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จัดให้แก่แกนนำเกษตรกร ในหัวข้อ “เกษตรกรสุขภาพดี ปลอดหนี้” โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็น “คุณอำนวย” ทำหน้าที่กระตุ้นให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจดบันทึกความรู้ที่ได้ ถือเป็นการสร้างคนขึ้นมาอีกชุดหนึ่งคือ ระดับผู้นำเกษตรกร กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากเพราะแกนนำที่เข้าร่วมนั้นเป็น “คุณกิจ” ตัวจริง

ครั้งที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2547 คือ คุณสุรเดชและคณะที่ได้เข้าร่วม workshop ครั้งที่ 1 และ 2 ได้จัด workshop เล็กๆ ให้กับผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่สาธารณสุขอำเภอทุกคน ระยะเวลา 1 วัน ให้รู้จักเครื่องมือชุดธารปัญญา กิจกรรมนี้ถือเป็นการเตรียมผู้บริหาร ให้ได้แนวคิดได้เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ เพื่อให้เอื้ออำนวยความสะดวกให้ทีมพัฒนาคุณภาพทำงานต่อได้ ไม่มีอุปสรรค ปลดปล่อยพลังดีงามออกมาอย่างสร้างสรรค์
ต่อจากนั้น คุณสุรเดชและคณะได้จัด workshop ให้แก่ “คุณอำนวย” ระยะเวลา 2 วัน และทำอย่างนี้ในทุกระดับ ไปจนถึงระดับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และเกษตรกร เพื่อเป็นการเตรียมคน ให้เข้าใจตรงกัน ทำงานร่วมกันได้ ครั้งล่าสุดคือเดือนกุมภาพันธ์ 2548 มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเข้าร่วม 40 – 50 คน

ผลการประเมิน สะท้อนความรู้สึกของผู้เข้าร่วม พบว่าส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ของชุดเครื่องมือธารปัญญาโดยเฉพาะการทำให้ได้เรียนรู้ว่ามีสิ่งดีๆ ความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่ม ได้แรงบันดาลใจ

เมื่อมาหารือร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านถึงแผนงานในระยะต่อไปหลังจากชาวบ้านได้รู้ว่ามีความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว จึงได้จัดกลุ่มความสามารถของปราชญ์ชาวบ้าน เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติขึ้นมารวมทั้งสิ้น 7 ประเด็น คือ
1. ชาวนา
2. ผัก
3. ไร่นาสวนผสม
4. เกษตรประณีต 1 ไร่
5. แรงงานภาคเกษตรกรรม
6. โรงสีชุมชน
7. องค์กรบริหารส่วนตำบล

ปัญหาที่พบในการทำงานของชุมชนทั้ง 7 คือ ปัญหาในการจดบันทึก ซึ่งเดิมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้จัดทำให้ แต่มีจำนวนจำกัดและจะลงพื้นที่ได้เฉพาะวันหยุด และวันเสาร์ อาทิตย์เท่านั้น จึงอยากจะฝาก สคส. ให้ช่วยพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมทักษะของการจดบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือด้านการจัดการความรู้ด้วย

สำหรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ นั้น คุณสุรเดชได้เชื่อมโยงกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน, ชมรมเกษตรธรรมชาติ, สำนักงานเกษตรอำเภอ, นายอำเภอ, ในลักษณะที่ต่างฝายต่างได้ประโยชน์ และได้หารือร่วมกันมาบ้างแล้ว คาดว่าจะจัด “ตลาดนัดความรู้” ครั้งแรกได้ภายในเดือนเมษายน 2548 และจัด “มหกรรมความรู้” ได้ในเดือนมิถุนายน 2548

นอกจากนี้คุณสุรเดชได้นำเทคนิดด้านการจัดการความรู้ไปใช้ในการทำงานโครงการ “เมืองไทยแข็งแรง” โดยใช้ยุทธศาสตร์ 6 อ คือ อาหาร ออกกำลัง อนามัย อโรคยา อารมณ์ อบายมุข ซึ่งก็คือ 6 ชุมชนนักปฏิบัตินั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คุณสุรเดชได้ย้ำว่า การเตรียมทีมผู้บริหารและการค้นหาทีม “คุณอำนวย” เป็นสิ่งสำคัญมากและต้องคำนึงถึงในการทำงานอยู่เสมอ

ความเห็นที่ประชุม
1) ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สคส. ให้ความเห็นว่าวิธีคิดและแนวทางการทำงานของคุณสุรเดช เป็นการเชื่อมโยงการทำงานทุกมิติเข้าด้วยกัน ไม่มองแยกส่วน และแนะนำให้เชื่อมโยงกับภาควิชาการด้วย เพื่อให้เกิดการทำวิจัยต่อยอดความรู้ของชาวบ้าน
สำหรับการจัด “ตลาดนัด” นั้น เสนอให้เชิญคนนอกมาร่วมด้วย ให้นำนิทรรศการไปร่วมจัดแสดง โดยมอบหมายคุณอุรพิณ ชูเกาะทวด เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการเป็นผู้ประสานงาน ซึ่ง วจส. และ สรส. เองก็สามารถร่วมจัดนิทรรศการหรือมีตัวแทนเข้าร่วมได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้จัด workshop “คุณอำนวย” โดยให้เชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร 3-4 คนที่สนใจและมีศักยภาพมาเข้าร่วมด้วย ใช้เวลา 1 – 2 วัน ผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 30 – 40 คน สำหรับรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยอาจเชิญ คุณทรงพล คุณสุรเดช หารือร่วมกับ สคส. ว่าต้องการให้ผู้เข้าร่วมมีทักษะอะไรบ้าง

ในเบื้องต้นขอให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อทำสกู๊ปข่าวเผยแพร่ในวงกว้างต่อไป

2) คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ มีข้อเสนอแนะ 2 ประเด็น คือ
· เสนอให้ถอดวิธีคิด วิธีจัดกระบวนการ เตรียมคนของคุณสุรเดชให้เป็นตัวอย่างให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเครือข่ายสุขภาพระดับจังหวัด 15 จังหวัด ซึ่งสนับสนุนทุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
· สคส. น่าจะรวบรวมรายงานการทำ workshop แต่ละครั้ง ไว้เป็นคู่มือสำหรับการทำงานครั้งต่อๆ ไป
3) คุณวีระ นิจไตรรัตน์ เห็นด้วยกับคุณทรงพลในการถอดความคิด แนวทางการทำงาน ของคุณสุรเดช โดยเฉพาะในประเด็นโครงการ “เมืองไทยแข็งแรง” ซึ่งคุณสุรเดชจะเป็นต้นแบบความคิดการขับเคลื่อนงาน “เมืองไทยแข็งแรง” ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้เป็นอย่างดี

วาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ
กำหนดการประชุมครั้งต่อไปเป็นวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2548 เวลา
9.00 น. โดยขอให้เรียนเชิญคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ เข้าร่วมการประชุมทุกครั้ง โดย
สคส. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ปิดประชุมเวลา 12.30 น.

นางสาวอุรพิณ ชูเกาะทวด
ผู้สรุปการประชุม

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
ผู้ตรวจรายงานการประชุม


การประชุมครั้งที่ 15 เราได้สมาชิกใหม่จากจังหวัดนครสวรรค์คือ นพ. สมพงษ์ ยูงทอง กับ อ. พรรณภัทร ใจเอื้อ อาจารย์ประจำโปรแกรมพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ. นครสวรรค์ ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติของชุมชนผ่านโรงเรียนชาวนา ซึ่งเรียนรู้จากมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนทั่วทั้งจังหวัด และวิธีแสวงหาการสนับสนุนจากหน่วยราชการและองค์การบริหารส่วนจังหวัดของท่านทั้ง 2 นี้ น่าสนใจมาก

ดาวเด่นของการประชุมอีกท่านหนึ่งคือ ศ. ดร. ประเสริฐ โศภณ ที่ปรึกษาโครงการพิเศษ “ชุดโครงการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์” ของ สกว. จะเข้ามาเชื่อมโยงต่อยอดความรู้ของเกษตรกรได้มากมาย ต่อไปนี้ความรู้ของเกษตรกรจะไม่โดดเดี่ยว จะมีนักวิทยาศาสตร์มาต่อยอด และเกษตรกรจะสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้งานได้มากขึ้น

เราได้ปรึกษากันเรื่องการจัดตลาดนัดความรู้เกษตรไร้สาร ซึ่งคาดว่าจะจัดภายในเดือนกันยายน 2548 เป็นตลาดนัดข้ามจังหวัด อย่างน้อย 4 – 5 จังหวัด คุณทรงพล เจตนาวณิชย์ แห่งสถาบันพัฒนาการจัดการความรู้ชุมชน รับเป็นพ่องาน

ขอเชิญเข้าชม blog ใหม่ http://www.chaona.blogspot.com มีคุณอุรพิณเป็นแม่ยกครับ

วิจารณ์ พานิช
25 พ.ค.48

0 Comments:

Post a Comment

<< Home