Thursday, May 12, 2005

HKM กับการวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ

HKM กับการวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ
วิจารณ์ พานิช
12 พ.ค.48

HKM คือเครือข่ายจัดการความรู้ของ ๑๗ รพ. ภาคเหนือตอนล่าง มีคุณไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำ แห่งสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม. นเรศวร เป็นผู้จัดการเครือข่าย

ตอนนี้เครือข่ายดำเนินการจัดการความรู้มากว่า ๑ ปีแล้ว กำลังทบทวนความสำเร็จ หรือผลที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลสมาชิกของเครือข่าย

โรงพยาบาลวัดโบสถ์ เป็นโรงพยาบาลแรกที่ส่งรายงานความก้าวหน้า ดังแสดงด้วยตัวอักษรเอนข้างล่าง ผมคัดลอกมาลงโดยไม่ได้แก้ไขถ้อยคำใดๆ

การจัดการความรู้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของบุคลากรโรงพยาบาลวัดโบสถ์
จังหวัดพิษณุโลก
KNOWLEDGE MANAGEMENT FOR PREVENTIVE
HEALTHY IN WATBOT HOSPITAL

ความเป็นมา
จากนโยบายส่งเสริมสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลของโรงพยาบาลวัดโบสถ์ ในการส่งเสริมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ การค้นหาความเสี่ยง จึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเนื่อง เพราะจะทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกและสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที โดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสโรค ซึ่งบุคลากรของโรงพยาบาลต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการส่งเสริมการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย จึงได้มีการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพของบุคลากรด้วยการตรวจสุขภาพทุกปีและติดตามความเจ็บป่วยต่างๆ รวมทั้งการให้ความรู้ในเรื่องของการป้องกันตนเองจากการเกิดโรค การจัดการความรู้จึงต้องนำเชื่อมโยงกับการเฝ้าระวังโดยการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ข้อมูลทีมีอยู่มาทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น
ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น จากการตรวจสุขภาพประจำปี 2546 พบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ 89.3 % ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
ผลการตรวจสุขภาพปกติ 63 %
ผลการตรวจสุขภาพผิดปกติ 37 % *
เจ้าหน้าที่ติดเชื้อจากการทำงาน 0.89 %
สุขภาพที่ต้องแก้ไขด่วน 5.4 %
สุขภาพที่ต้องระวังเฝ้าต่อ 94.6 %
ปัญหา ส่วนใหญ่ของผลการตรวจสุขภาพที่ผิดปกติคือมีไขมันในเส้นเลือดสูง

สาเหตุ
1. พฤติกรรมการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ
2. ไม่ได้ออกกำลังกาย
3. การละเลยในการดูแลสุขภาพ
เป้าหมาย เจ้าหน้าที่มีสุขภาพดี 80 %
การดำเนินการแก้ไข ในปี 2546
1. ค้นหาสาเหตุและวางแผนแก้ไขร่วมกันกับบุคลากรที่มีปัญหา
2. เจ้าหน้าที่ที่เป็นโรคให้ความรู้เป็นรายบุคคล
3. แก้ไขระบบที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของบุคลากร เช่น มีการคัดแยกผู้ป่วยตามการแพร่กระจายเชื้อ เน้นการป้องกันตนเอง
ผลการดำเนินการ จากการตรวจสุขภาพในปี 2547 ตรวจสุขภาพในเดือนสิงหาคม - กันยายน 2547 มี
เจ้าหน้าที่เข้ารับการตรวจสุขภาพทั้งหมด 100 % จากเจ้าหน้าที่ทั้งหมด พบว่า
ผลการตรวจสุขภาพปกติ 40.65 %
ผลการตรวจสุขภาพผิดปกติ 59.35 % **
สุขภาพที่ต้องระวังเฝ้าต่อ 97.33 %
สุขภาพที่ต้องแก้ไขด่วน 2.67 % โดยส่งพบแพทย์ *
ค่าดัชนีมวลกาย ปกติ 65.81 %
ผอม 8.55 %
อ้วนระดับ 1 21.37 % ควบคุมธรรมดา
อ้วนระดับ 2 1.71 % เสี่ยงต่อการเกิดโรค *
ผลการตรวจหูในหน่วยงานที่มีเสี่ยง เช่น ซ่อมบำรุง ศูนย์จ่ายกลาง ทันตกรรม ผลปกติ 90.48 % ผิดปกติ 9.52 % ดำเนินการส่งต่อพบแพทย์
เฉพาะทางโรงพยาบาลพุทธชินราช
ผลการตรวจสายตาในกลุ่มเสี่ยง ผลปกติ 100 %
ในด้านภูมิคุ้มกันโรค เจ้าหน้าที่สมัครใจตรวจโรคตับอักเสบไวรัสบี 46.15 % มีภูมิคุ้มกันโรค 33.33 % เป็นพาหะ 3.33 %
การดำเนินการแก้ไข ในปี 2547 การจัดการความรู้ได้นำมาเกี่ยวข้องหลังจากที่โรงพยาบาลได้เข้าร่วมโครงการ Knowledge management กับมหาวิทยาลัยนเรศวร และสสส. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโครงการนี้ และได้นำร่องปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของเจ้าหน้าที่ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจากการตรวจร่างกายประจำปี 2547 และจากแบบสอบถามความรู้ในการป้องกันโรคของเจ้าหน้าที่ จึงได้แบ่งบุคลากรทั้งหมดเป็น 4 ประเภท คือ

1. กลุ่มบุคลากรที่มีภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงตั้งแต่ 250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปมี 37 ราย
2. กลุ่มบุคลากรที่มีภาวะโคเลสเตอรอลในเลือด สูงกว่า 200 - 249 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มี 34 ราย
3. กลุ่มบุคลากรที่เป็นโรคหลายโรค มี 6 ราย
4. กลุ่มบุคลากรปกติ



ธารแห่งปัญญา



หลังจากนั้น ได้ดำเนินการประชุมเพื่อวางแนวทางการให้ความรู้และรับฟังการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองและจากผู้รู้ โดยการกำหนดให้มีการทำกระบวนการกลุ่ม ระหว่าง ผู้มีสุขภาพที่ดี และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังโดยได้ดำเนินการดังนี้
1. ดำเนินการทำกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม ในบุคลากรประเภทที่ 1, 2 และ 3 เพื่อแก้ไขปัญหา
ครั้งที่ 1 (เดือนตุลาคม 2547) จำนวน 3 ครั้ง
- สนทนาแลกเปลี่ยนถึงปัญหาสุขภาพที่พบ
- ประเมินความรู้ถึงปัญหาสุขภาพที่เป็น
- แพทย์ให้ความรู้เรื่องปัญหาสุขภาพที่เป็นและการเตรียมตัวในการตรวจเลือด
- หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วม
- นำไปปฏิบัติ
ครั้งที่ 2 (เดือนพฤศจิกายน 2547) จำนวน. 3 ครั้ง
- แลกเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติซึ่งกันและกัน
- หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสุขภาพร่วมกันและเป็นแนวทางเดียวกัน
- นำไปปฏิบัติและจดบันทึกพฤติกรรมสุขภาพ เรื่อง การรับประทานอาหาร, การ
ออกกำลังกาย, การพักผ่อน, ความเครียด, ภาวะสุขภาพและการรับประทานยาต่างๆ
2. จัดให้มีโปรแกรมการออกกำลังกาย โดยการจัดการแข่งขันกีฬาของบุคลากรด้านสุขภาพในอำเภอวัดโบสถ์อย่างต่อเนื่อง มีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2547 สำหรับบุคลากรประเภทที่ 4 และบุคลากรประเภท 1 – 3 ที่สามารถเล่นกีฬาได้ตามความเหมาะสม ประเภทของกีฬามีดังนี้ วิ่งระยะสั้น 50 เมตร, แบดมินตัน, ปิงปอง, วอลเล่ย์บอล, ฟุตบอล, แชร์บอล, เปตองและการเต้นแอโรบิก
3. ให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบไวรัสบีแก่บุคลากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค 100 %
4. ติดตามประเมินผลด้านสุขภาพบุคลากรในประเภท 1 – 3 ทุก 3 เดือน บุคลากรประเภทที่ 4 ทุก 1 ปี

การประเมินผล 3 เดือนแรก (เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2547)
1. บุคลากรที่มีภาวะโคเลสเตอรอลในเลือด สูงตั้งแต่ 250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ปกติ 16.21 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงมากกว่า 40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 37.84 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 24.32 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ลด 10.81 %
- ไม่ตรวจ 10.81 % ( ในช่วงเวลาการประเมิน ติดราชการนอกสถานที่)

2. บุคลากรที่มีภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงตั้งแต่ 200 - 249 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ปกติ 54.54 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงมากกว่า 40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 3.03 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 15.15 %
- ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ลด 18.18 %
- ไม่ตรวจ 9.10 % ( ในช่วงเวลาการประเมิน ติดราชการนอกสถานที่)


3. บุคลากรที่เป็นโรคหลายโรค มี 10 ราย
- ควบคุมโรคให้อยู่ในระดับปกติได้ 7 ราย
- ควบคุมโรคได้ปานกลาง 1 ราย
- ภาวะโรคคงเดิม (ยังควบคุมไม่ได้) 2 ราย


4. สรุปผลการเฝ้าระวังสุขภาพของเจ้าหน้าที่ ใน 3 เดือนแรกเมื่อเริ่มโครงการ พบว่าภาวะสุขภาพของเจ้าหน้าที่ ดี 59.17 % ของเจ้าหน้าที่ ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 18.52 %

การขยายผล
1. เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
2. ขยายเครือข่ายในการดูแลสุขภาพบุคลากรไปยังสำนักงานสาธารณสุขอำเภอและสถานีอนามัยของอำเภอวัดโบสถ์และนำเสนอปัญหาสุขภาพของเจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการที่ตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเพื่อทราบปัญหาและวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน








จะเห็นว่าโรงพยาบาลวัดโบสถ์เลือกเรื่องเล็กๆ เรื่องเดียวมาทดลองดำเนินการจัดการความรู้ นี่ก็ถือว่าเป็นความฉลาด ในการที่จะฝึกการจัดการความรู้ในเบื้องต้นด้วยเรื่องที่ง่ายๆ ก่อน และเป็นโครงการที่ถ้าดำเนินการไปสัก ๓ ปี จะได้รายงานผลการวิจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเรื่องหนึ่ง

ขอย้ำนะครับ ว่านี่เป็นโครงการจัดการความรู้ที่ดีโครงการหนึ่ง ที่จะขยายและดำเนินการต่อเนื่องให้กลายเป็นผลงานวิจัยที่ดีได้ และจะนำไปใช้เป็นผลงานเพื่อการเลื่อน ซี หรือขอตำแหน่งวิชาการได้

เป็นงานวิจัยที่ใช้วิธีการจัดการความรู้ (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) ในการทำ intervention

ผมจะลองวิจารณ์โครงการจัดการความรู้ชิ้นนี้ ซึ่งไม่แน่ว่าคำวิจารณ์นี้จะถูกต้องหรือไม่ ถือเสียว่าเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหมู่ผู้สนใจการจัดการความรู้ก็แล้วกัน


จุดแข็ง
1. มีการใช้ข้อมูล มีตัวชี้วัดด้านสุขภาพ ได้แก่ดัชนีมวลกาย ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และผลการตรวจร่างกายอย่างอื่น
2. มีการจัดกลุ่ม “ผู้พร้อมให้” และ “ผู้ใฝ่รู้” ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพของตนเอง ผมติดใจ “บันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ของคณะผู้ดำเนินการมาก แสดงถึงความสามารถในการประยุกต์ความเข้าใจในเรื่องการจับคู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ยึดติดรูปแบบตายตัวว่า บันไดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะต้องมาจาก “โมเดลธารปัญญา” เสมอไป
3. มีการขยายเครือข่ายออกไปยังสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัย

จุดที่ควรปรับปรุง หรือดำเนินการเพิ่มเติม
1. ควรเพิ่มตัวชี้วัดด้านสุขภาพง่ายๆ และวัดสม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ ๓ เดือน ทำไปเรื่อยๆ สัก ๒ – ๓ ปี ตัวชี้วัดที่น่าจะเพิ่มคือ waiste – hip ratio คือสัดส่วนระหว่างความยาวของเส้นรอบวงของเอว กับของสะโพก
2. ควรบันทึกกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประเด็นความรู้ในการแลกเปลี่ยนนั้น ทั้งที่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีการจัดขึ้น และที่ตัวบุคคลไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง
3. ในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นทางการ ควรใช้เรื่องเล่าของความสำเร็จ ให้ผู้ที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง จนกลายมาเป็นผู้มีสุขภาพดี เล่าเรื่องราวที่นำไปสู่ความสำเร็จของตน และมีผู้สกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ และสังเคราะห์เป็น “แก่นความรู้” เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพตนเอง นำออกเผยแพร่ด้วยวิธีการต่างๆ อาจนำส่ง สสส. เพื่อขอรางวัลก็ได้
4. ผมเอาบทความนี้ให้ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ที่ปรึกษาระดับ ๑๐ กรมอนามัย และเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติดู เมื่อวันที่ ๔ พค. ๔๘ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หมอสมศักดิ์บอกว่าควรเก็บข้อมูลการเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเป็นระยะๆ ด้วย รวมทั้งดูว่า “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” ของกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างเมื่อบรรลุ หรือไม่บรรลุเป้าหมายการมีสุขภาพดี ตามระยะเวลาที่ผ่านไป
5. ควรหาทางนำประสบการณ์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโครงการนี้ไปใช้ในการทำงานทุกด้านของโรงพยาบาล คือโยงการจัดการความรู้เข้าสู่งานประจำ การโยงนี้เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพื่อทำให้โรงพยาบาลวัดโบสถ์เป็นองค์กรเรียนรู้ ทำให้มีการพัฒนาบุคลากรอยู่ตลอดเวลาของการทำงาน และทำให้บริการของโรงพยาบาลมีคุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรที่กำหนดไว้

ผมได้เอาบันทึกนี้ให้ พญ. นันทา อ่วมกุล ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย และผู้รับผิดชอบส่งเสริมโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ และยุให้ส่งเงินไปให้ทีมของ รพ. วัดโบสถ์สัก ๕ หมื่นบาท บอกให้ทำวิจัยต่อไปอีกสัก ๒ – ๓ ปี โดยให้เพิ่มวิธีการและการเก็บตัวเลขให้สามารถดูผลระยะยาวได้

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งตื่นเต้นกับผลงานเบื้องต้นของโรงพยาบาลวัดโบสถ์ จึงหวังว่าจะมีรายงานการประยุกต์ใช้วิธีการ KM จากสมาชิกเครือข่าย HKM มาให้ผมรับทราบ และนำมาแสดงความชื่นชมกันอีก

วิจารณ์ พานิช
๕ พค. ๔๘


0 Comments:

Post a Comment

<< Home