Thursday, May 26, 2005

อีกหนึ่งประตูสู่วงการศึกษาของ KM

อีกหนึ่งประตูสู่วงการศึกษาของ KM
วิจารณ์ พานิช
26 พ.ค.48

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.48 ดร. ประพนธ์และผมได้รับเชิญจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิง ดร. กษมา วรวรรณ ไปรับประทานอาหารเที่ยง ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง อาหารอร่อยและแน่นท้องดี (มากด้วยคุณภาพและปริมาณ) ขอขอบพระคุณท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการมา ณ ที่นี้

นักเศรษฐศาสตร์มีคำกล่าวว่า “ไม่มีอาหารฟรี” (There is no free lunch) ซึ่งเป็นความจริงสำหรับอาหารเที่ยงมื้อนี้ ท่านปลัดฯ และประธานที่ปรึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา (ศ. สุมน อมรวิวัฒน์) ต้องการให้ สคส. เข้าไปช่วยจัดกระบวนการเพื่อปรับแนวทางการทำงานของสถาบันนี้

เอาเข้าจริง ๆ เราได้งานกลับมา 2 ชิ้น เป็นงานที่เคี้ยวยาก (คือไม่หมู) ทั้ง 2 ชิ้น แต่เราก็ยินดีรับภาระนี้มา เพราะเป็นงานที่จะมีคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

ถึงแม้งานทั้ง 2 ชิ้นจะกระดูก แต่เราก็ไม่ยั่น เพราะ สคส. ไม่ใช่ผู้เคี้ยว คนเคี้ยวคือกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาเอง ที่จริงก็คงไม่ปล่อยให้กระทรวงฯ และสถาบันฯ เป็นผู้เคี้ยวเองทั้งหมด สคส. คงเข้าไปช่วยด้วย แต่ สคส. คงจะมีบทบาทเพียงไม่ถึง 5% อีก 95% เป็นเรื่องที่กระทรวงฯ และสถาบันฯ จะต้องทำเอง

เจ้าของ “หัวปลา” คือกระทรวงฯ และสถาบันฯ ไม่ใช่ สคส. แต่ สคส. จะให้ความร่วมมือเป็น “ผู้ช่วยพระเอก” หรือในภาษาด้านการจัดการความรู้ของเราเป็น “คุณอำนวย”

เริ่มต้นของการสนทนา ท่านปลัดฯ ปรารภว่า ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ได้มาแนะนำท่านว่า สคส. มีวิธีการที่น่าจะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีทำงานของสถาบันฯ

ผมได้เรียนที่ประชุม (ที่จริงเป็นการกินไปคุยไปแบบที่ฝรั่งเรียกว่า working lunch) ว่า สถาบันฯ อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนทิศทาง 180 องศา จากกระบวนทัศน์ training mode ไปเป็น learning mode คือเปลี่ยนจากเน้นการฝึกอบรม ไปเน้นการเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้
การฝึกอบรมเป็นโลกทัศน์แบบ top – down เน้นการให้ความรู้โดยมีวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แต่การเรียนรู้เป็นโลกทัศน์ใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการเรียนจากการปฏิบัติ จากการปฏิบัติสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติและนำไปสู่การปฏิบัติใหม่ หมุนเวียนไม่รู้จบ

การฝึกอบรม มีลักษณะเป็นการมาเข้า course นั่งฟังบรรยายหรือมีการเดินทางไปดูงานบ้าง แต่ในกระบวนทัศน์ของ learning mode การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้โดยการปฏิบัติงานตามปกตินั้นเอง เป็น action learning

ท่านปลัดฯ ได้ยินแค่ keyword 2 คำ คือ training mode กับ learning mode ก็ปิ๊งทันที ว่านี่แหละแนวทางที่ต้องการมานาน

ท่านจึงเสนอโจทย์ข้อ 2 ทันที คือการศึกษานอกโรงเรียน

สรุปว่า สคส. จะให้ความร่วมมือแก่กระทรวงศึกษาธิการในการเริ่มต้นดำเนินการจัดการความรู้ใน 2 หน่วยงานคือ
- สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา
- กรมการศึกษานอกโรงเรียน

ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ กล่าวว่า ท่านโชคดีที่ได้เข้ามาเห็นการทำงานและวิวัฒนาการของ สคส. มาตั้งแต่ต้นในฐานะกรรมการนโยบาย สคส. มาบัดนี้ท่านเห็นว่าวิธีการจัดการความรู้ที่ สคส. นำเสนอต่อสังคมไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษามาก โดยที่วิธีคิดและวิธีทำงานจัดการความรู้ของ สคส. แตกต่างไปจากวิธีคิดของท่านและนักการศึกษาที่ท่านคุ้นเคย และน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ reform สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาที่ท่านเป็นประธานที่ปรึกษาอยู่

ผมได้เรียนต่อที่ประชุมว่า วิธีการจัดการความรู้ของ สคส. จะเน้นที่ tacit knowledge เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับ tacit knowledge ผ่านการปฏิบัติงานจริง ๆ ซึ่งภารกิจเช่นนี้เป็นของ “คุณกิจ” แต่ก็ต้องมี “คุณอำนวย” ช่วยจุดประกายและอำนวยความสะดวกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ สคส. จะเข้าไปช่วย ก็คือการแนะนำวิธีการจัดการความรู้ให้แก่หน่วยงานทั้งสอง แต่ข้าราชการของหน่วยงานจะยอมรับหรือไม่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ สคส. แต่เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานทั้งสองเอง
สมมติว่าหน่วยงานทั้งสองยอมรับและร่วมมือในการดำเนินการจัดการความรู้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และกลายเป็นองค์กรเรียนรู้ได้ภายในปีสองปี เป้าหมายของการดำเนินการเช่นนี้คือ 10 ปี ถ้าเราเปลี่ยนจนเห็นได้ชัดภายใน 4 – 5 ปีก็ต้องถือว่าเก่งมาก จะต้องมีการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างดีมาก และสังคมไทยควรต้องฉลองแสดงความชื่นชมต่อผู้บริหารและบุคลากรภายในหน่วยงานเป็นการใหญ่

ผมมองว่าปัจจัยของความสำเร็จในการคิดการณ์ใหญ่ของท่านปลัดฯ ในครั้งนี้น่าจะได้แก่
(1) การวางยุทธศาสตร์ระยะยาว
(2) มีการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ต่อสู้อุปสรรคไม่ท้อถอย
(3) มีกระบวนการสร้าง shared vision ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
(4) มีการจัดการให้เกิดความสำเร็จเล็ก ๆ กระจายไปทั่วองค์กร แล้วขยายความสำเร็จให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
(5) มีการนำความสำเร็จ/ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาขยายผล เสริมด้วยความรู้จากภายนอก นำมาสร้างความสำเร็จเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยเป็นขั้นตอน
(6) มีทั้งยุทธศาสตร์เชิงระบบ และยุทธศาสตร์ดำเนินการที่จุดเด่นเป็นจุด ๆ ให้ทั้ง 2 ยุทธศาสตร์เกิด synergy กัน

จะเห็นว่าทั้ง 6 ข้อนี้เป็นเรื่องภายในองค์กรทั้งสิ้น ที่จะต้องมีทีมยุทธศาสตร์ ทีมจัดการ
และทีมปฏิบัติ ส่วน สคส. เราช่วยแนะนำการใช้เทคนิคการจัดการความรู้ไปใช้เท่านั้น

เท่ากับหน่วยงานทั้ง 2 จะต้องมีทีม champion ของการเปลี่ยนแปลงทำงานอย่างเป็นระบบ และต่อสู้กับความยากลำบาก

ถ้ายังไม่มี commitment ในระดับนี้ การเริ่ม KM Workshop ก็จะไม่ก่อผลดังหวัง หรือทำเพียงให้ได้ชื่อว่าได้ทำ KM workshop แล้วเท่านั้น

ผมฝันว่า ใน 5 – 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะได้แสดงความชื่นชมยินดีในการ reform หน่วยงานทั้งสองนี้

วิจารณ์ พานิช
10 พ.ค.48

3 Comments:

At 2:20 PM, Anonymous Anonymous said...

ฉันชื่อ ฮานะ ตอนนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ ฉันเป็นคนญี่ปุ่นพูดภาษาไทยและอ่านภาษาไทยได้แต่ไม่ 100% แต่ blog
ของฉันเพื่อนฉันเขาช่วยเขียนเป็นภาษาไทยให้ ตอนนี้ฉันทำงานที่สถาบันสอนภาษาที่กรุงเทพฯ ถ้าคุณอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นฉันช่วยให้ได้นะคะ ฟรีค่ะ ฉันเจอ blog ของคุณน่าสนใจดีค่ะ ฉันก็เลยอยากจะลิงค์คุณได้หรือเปล่าถ้าได้อยากจะรบกวนช่วยใส่ลิงค์เวปไซน์ของเราด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
① website name : thai language shool URL:www.thailanguage-school.com 
② website name : โรงเรียนภาษาญี่ปุ่น URL:www.jp-studt.com
และตอนนี้ไม่ค่อยมีเพื่อนคนไทยฉันอยากจะมีเพื่อนเป็นไทยเยอะๆถ้าไม่รังเกียจได้เป็นเพื่อนกับคุณก็จะดีใจมากค่ะ หวังว่าคงได้เป็นเพื่อนกันนะคะ

 
At 11:48 AM, Anonymous ศูนย์ รับแปลเอกสาร said...

ขอบคุณท่านมากครับที่นำเรื่องราวที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟัง

 
At 12:32 AM, Anonymous Anonymous said...

ขอบคุณท่านมากที่ให้ความรู้เกี่ยวกับองค์กร ที่มีการทำงานเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยเหลือกันอย่างสม่ำเสมอ ซี่งอาจแลกเปลียนเรียนรู้กับคนภายนอกองค์กรด้วยและมียุทธศาสตร์การทำงานที่สอดคล้องกับยุทธสาสตร์ภาพรวมของคนในองค์กร เรื่องราวเล่านี้มีปรัโยชน์มาก ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และสามารถนำความรู้นี้ไปถ่ายทอดกับผู้อื่นได้

 

Post a Comment

<< Home